ปาริชาติ ชาลีเครือ เสนอพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข เพื่อป้องกันโรคและควบคุมสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนของประชาชน และสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขตามกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ดิฉันได้เสนอร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพ การสาธารณสุข พ.ศ. .... พร้อมกับคณะ และได้เข้าวาระในวันนี้
หลักการ การให้มีกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสาธารณสุขนั้น
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรพัฒนาวิชาชีพการสาธารณสุข และควบคุม การประกอบวิชาชีพสาธารณสุขเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ เพื่อลดความเสี่ยง ในการเจ็บป่วยและการเกิดโรค ด้วยการเสริมสร้างสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค และการอนามัยสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่สมบูรณ์อย่างยั่งยืนของประชาชน โดยการจัดตั้งสภาการสาธารณสุขขึ้น เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการประกอบวิชาชีพ กำหนด มาตรฐานจริยธรรมและควบคุม กำกับดูแล และกำหนดมาตรฐานการให้บริการ ของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข และการควบคุมมิให้มีการแสวงหาประโยชน์มิชอบ จากบุคคลซึ่งมีความรู้ไม่เพียงพอ อันจะก่อให้เกิดภัยและความเสียหายต่อสุขภาพของบุคคล และชุมชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมีเหตุผลหลายประการที่อยากสนับสนุน เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ
ประการแรก กฎหมายฉบับนี้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๓ ส่วนที่ ๙ มาตรา ๕๑ บัญญัติรับรองสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข และสวัสดิการจากรัฐของประชาชน ของบุคคลทั่วไป และประชาชนผู้ที่มีความยากไร้เสมอกันอย่างเหมาะสม และได้มาตรฐาน ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีสิทธิได้รับการป้องกัน และขจัดโรคติดต่ออันตรายโดยได้รับบริการจากรัฐอย่างเหมาะสมและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนมีผู้ยากไร้มีสิทธิที่ได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการ สาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ประการที่ ๒ เพื่อให้สิทธิดังกล่าวของประชาชนได้รับการคุ้มครองจาก กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ได้บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ตามแนวนโยบายของรัฐ ส่วนที่ ๔ มาตรา ๘๐ (๒) โดยกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพอันนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน รวมทั้งจัดการส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มาตรฐานอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา สุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุขโดยผู้ที่มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ประการที่ ๓ ปัจจุบันนี้จะเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการ ด้านสุขภาพ การป้องกันโรคยังไม่มีมาตรฐานวิชาชีพนี้ แล้วก็ไม่มีจริยธรรมแห่งวิชาชีพนี้ รวมถึงมาตรฐานของงานส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ซึ่งจะต้องเป็นที่ยอมรับของ สังคม สาธารณะ โดยให้มีการตรากฎหมายรับรองเป็นการเฉพาะ ในขณะที่บริบทและ สถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ การ ปฏิรูประบบสุขภาพ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสภาวะ โลกร้อนและการเกิดโรคที่มีความรุนแรง โรคอุบัติใหม่ ๆ โรคอุบัติซ้ำซากเช่นนี้ อย่างเช่น ปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติน้ำท่วม ปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดิ้นรนของประชาชนเพื่อซื้อสุขภาพที่ดีในขณะที่สังคมและเศรษฐกิจเป็นลักษณะ ที่ไม่พอเพียง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสุขภาพทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผล ต่อนโยบายของรัฐในระดับประเทศจึงต้องชะลอลง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน ต่อสถานการณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวมอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ซึ่งสถานีอนามัยปัจจุบันเป็นกลไกจัดการบริหารในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ท้องถิ่นและประชาชนอย่างมากที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพมีทักษะ และองค์ความรู้เฉพาะที่สามารถป้องกันปราบปรามแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที อย่างมี มาตรฐานวิชาชีพค่ะ
อีกประการหนึ่ง ก็คือดังที่กล่าวจะเห็นว่าการสนับสนุนส่งเสริมหรือคุ้มครอง ประชาชนให้ได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานทั่วถึงจึงเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกัน ผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้การกระทำ เป็นอย่างนี้ ขาดการควบคุมจนทำให้ประชาชนมีการบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานและขาด จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ผู้ที่ให้บริการ สาธารณสุขทุกประเภท จึงพึงต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ รวมทั้งหมออนามัยหรือบุคลากร สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาล รพ.สต. หรือสถานี อนามัยเดิม หรือในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เอกชน รวมทั้งบุคลากรร่วม ๕๐,๐๐๐ คน และจะมีนักศึกษาที่ จะจบการศึกษาเข้าทำงานอีกเป็นแสนคน ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขเหล่านี้ได้ปฏิบัติงานโดยใช้ องค์ความรู้และศิลปะของตนเพื่อทำหน้าที่ให้แก่ประชาชนด้วยการใช้องค์ความรู้ ความสามารถให้บริการที่ได้มาจากการศึกษาเล่าเรียน จากสถาบันการศึกษาของรัฐหรือเอกชนที่รับรอง แล้วก็ตาม ซึ่งจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติงานเพื่อชดเชยของบุคลากรนี้ทางด้านสุขภาพอื่น ก็มีไม่เพียงพอ และยังคงเป็นปัญหาในการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพของกระทรวง สาธารณสุข ที่ไม่สามารถกระจายผู้ประกอบวิชาชีพด้านเวชกรรม ด้านทันตกรรม ด้านการพยาบาล เภสัชกรรม และอื่น ๆ อีก ให้บริการประชาชนในชุมชนห่างไกล อาจจะ สรุปได้ว่าบุคลากรสาธารณสุขเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติงานให้บริการสาธารณสุขให้กับโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัย หรือศูนย์สุขภาพชุมชน ซึ่งรวมอยู่ในปัจจุบัน ถึง ๙,๘๖๔ แห่ง รวมถึงศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลจำนวน ๒๘๐ แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ๖๘ แห่ง และสถานบริการอื่น ๆ อีกมากมาย จะได้ทำการประกอบวิชาชีพ โดยไม่ได้รับอนุญาตและทำหน้าที่ทดแทนพยาบาล เภสัช ถ้าหากว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้รับการพิจารณา ได้รับการผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก็จะสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากร เหล่านี้
ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะได้มีกฎหมายฉบับที่ดีสำหรับ รองรับบุคลากรดังกล่าว ดิฉันก็อยากจะให้ทางสภาผู้แทนราษฎรได้ให้โอกาสแล้วก็สนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... ที่ดิฉันกับคณะได้เสนอในครั้งนี้ด้วย ขอขอบพระคุณค่ะ