อลงกรณ์ พลบุตร หารือร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและก่อการร้าย โดยชี้ให้เห็นถึงประสบการณ์ในอดีตที่กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภามีบทบาทในการตรวจสอบอำนาจของสำนักงาน ปปง. เพื่อป้องกันการแทรกแซงในอนาคต อลงกรณ์ พลบุตร วิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบจากการถูกขึ้นบัญชีดำของ FATF ต่อเศรษฐกิจไทย และเน้นย้ำถึงความบกพร่องของกฎหมายไทยที่ขัดต่อมาตรฐานสากล โดยเฉพาะประเด็นขอบเขตความผิดมูลฐานที่ไม่ครอบคลุม การขาดระเบียบ CDD และการไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลธุรกรรม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงปัญหาการจัดอันดับของ FATF ที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจ และวิพากษ์วิจารณ์การเพิ่มมูลฐานความผิดในกฎหมาย AMLA โดยกังวลต่อการใช้อำนาจที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและการขยายอำนาจของ ปปง. อย่างไม่มีเหตุผล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาข้อเสนออย่างรอบ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ใคร่ขออนุญาตท่านประธานได้แสดงความเห็นที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับที่ ๑ และอีกฉบับหนึ่งคือ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... ซึ่ง คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ก่อนอื่นกระผมต้องเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรี และเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ว่าด้วยประสบการณ์ของการทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้เสนอร่างกฎหมาย ป้องกันการฟอกเงินฉบับแรก ๆ ของประเทศ หลังจากที่เราได้ผ่านการเลือกตั้งปี ๒๕๓๘ แล้วก็ต้องเอ่ยถึงดอกเตอร์ปรีชา สุวรรณทัต ท่านเป็นผู้ที่ได้เสนอร่าง ปปง. เป็นฉบับแรก ในนามพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ต่อมาท่านไม่มีสิทธิในการเสนอ ผมจึงได้นำเสนอต่อสภา ความจริงเรื่องของการป้องกันการฟอกเงินนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นห้วงเวลาไม่ถึง ๒ ทศวรรษหรอกครับที่นานาประเทศได้เห็นความสำคัญว่าอาชญากรรมข้ามชาติได้ขยายตัวออกไป แล้วก็ในยุคโลกาภิวัตน์ด้วยเทคโนโลยีและด้วยความสลับซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เป็นเครือข่ายได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาค ในระดับโลก และในระดับประเทศ อาชญากรรมข้ามชาตินั้นมีรูปแบบหลากหลาย แต่ล้วนแต่เป็นธุรกิจ ผิดกฎหมายทั้งสิ้น และเป็นธุรกิจที่กฎหมายประเทศเดียวไม่สามารถที่จะต่อสู้ได้ กับอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ที่เราเรียกว่าเป็นออร์กะไนซ์ ไครม์ (Organize crime) ผมเองได้มีส่วนร่วมในการประชุมที่อะคาปุลโก ประเทศเม็กซิโก ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก เข้าใจว่าถ้าจำไม่ผิดในปี ๒๕๓๘ ที่เป็นการประชุมรัฐสภาเอเชียแปซิฟิก ได้มีการหยิบยก หัวข้อที่ถือว่าก้าวหน้ามากในขณะนั้น ก็คือในเรื่องของมาตรการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน หรือมันนี ลอนเดอะริง (Money laundering) แล้วก็มีความเห็นในองค์กร รัฐสภาของเราที่รัฐสภาเราเป็นสมาชิก ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศจะต้องตรากฎหมาย ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีครับ หลังจากนั้นผมก็ได้ติดตามแล้วก็นำเสนอร่างกฎหมาย ดังกล่าว นั่นคือความเป็นมา เพราะฉะนั้นจึงได้ติดตามทั้งในเรื่องของตัวกฎหมาย ซึ่งมีการแก้ไข ๒-๓ ครั้ง ได้ติดตามตัวองค์กร คือสำนักงาน ปปง. แล้วก็ได้ติดตามในเชิง นโยบายของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่กระผมพูดเสมอตั้งแต่ครั้งเป็นผู้เสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้ในอดีตว่ากฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นซูเปอร์ลอว์ (Super law) สำนักงาน ที่เกิดขึ้นก็เป็นซูเปอร์เอเจนซี่ (Super agency) หมายความว่ามีอำนาจมาก มีอำนาจมาก แน่นอนเพื่อป้องกันอันตรายของสังคม ป้องกันภยันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น การได้อำนาจมากจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวังในการใช้อำนาจ การตรากฎหมาย ท่านประธานคงจะเห็นว่าร่างกฎหมายที่เสนอวันนี้แตกต่างจากในอดีต โดยเฉพาะ มูลฐานความผิด ตัวกฎหมายฉบับแรกที่ประกาศใช้ในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๒ นั้น มีมูลฐานความผิดอยู่ไม่มากหรอกครับ ก็เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เราเริ่มดำเนินการ ก็ลองทดลอง ดูก่อน แล้วเราก็มีสำนักงาน ปปง. เกิดขึ้น แต่ว่าด้วยปัญหาที่เกิดความไม่อิสระ เกิดการแทรกแซงด้วยอิทธิพลทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม ต่อการแต่งตั้ง ต่อการแทรกแซงด้วยอำนาจการบริหารได้เกิดความมัวหมองและมลทิน เกิดขึ้นในการดำเนินงานของ ปปง. นั่นคือครั้งแรกที่สมาชิกรัฐสภามีความรู้สึกว่าจำเป็น จะต้องถ่วงดุล จำเป็นจะต้องตรวจสอบการให้อำนาจโดยรัฐสภาในการตรากฎหมายเพื่อให้มี สำนักงาน ปปง. และมีกฎหมาย ปปง. ในการใช้อำนาจตามกฎหมายนั้น สุ่มเสี่ยง และเป็นครั้งแรกที่มีสัญญาณเตือนภัย แม้แต่คุณแม่ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี คุณแม่ถ้วน ซึ่งขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านวายชนม์แล้ว แต่ว่านี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นจริงของคุณแม่ ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ยังถูกตรวจสอบธุรกรรมการเงิน โดยสำนักงาน ปปง. ท่านเลขาธิการ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรองเลขาธิการคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี มีสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เช่น กลุ่มเครือเดอะเนชั่น ขณะนั้นก็ถูกตรวจสอบ มีพ่อค้า นักธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการฟอกเงิน แต่ว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ก็ถูกตรวจสอบ นั่นคือการใช้เครื่องมือของ ปปง. และกฎหมายฟอกเงินเป็นเครื่องมือ ทางการเมือง นั่นคือประสบการณ์ที่เราไม่ประสงค์ที่จะเห็น ไม่ประสงค์ที่จะให้เกิดซ้ำอีก เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะว่าคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งคือตัวกฎหมายแม่ให้มีการแก้ไขตัวร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กับอีกฉบับหนึ่งก็คือร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... โดยหลักการ และเหตุผลถือได้ว่าเป็นร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ ที่ขอให้พิจารณาในคราวเดียวกันเนื่องจากว่า มีวัตถุประสงค์ในทำนองเดียวกัน ที่บอกว่ามีเหตุผลเดียวกันก็เพราะว่าเป็นการเสนอ ร่างกฎหมายเพื่อขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในชั้นต้นในการตอบสนองต่อปัญหา ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ คือเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อองค์กรระหว่างรัฐ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศนะครับ ซึ่งไม่เข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านจะเข้าใจหรือไม่ การตรากฎหมายหรือเสนอกฎหมาย ในประเทศไทยนั้นมันเป็นอธิปไตย เป็นเอกราช เป็นบูรณภาพแห่งดินแดนของเราที่จะ ตรากฎหมาย การตรากฎหมายครั้งนี้สภาผู้แทนราษฎรเสมือนถูกมัดมือชก มันเป็น ความจำเป็นของประเทศ เป็นความจำเป็นเพราะเหตุว่าเราได้ถูกจัดอยู่ในบัญชีของประเทศ กลุ่มสีเทา สีเทาเข้ม แฟตเอฟหรือว่า ไฟแนนซ์เชียล ทาสก์ ฟอร์ซ ของกลุ่มประเทศจี-๒๐ (G-20) ความจริงจัดตั้งมาก่อนเราออกกฎหมายฟอกเงิน ๑๐ ปี คือปี ๒๕๓๒ โดยตอนนั้น ยังเป็นจี-๗ (G-7) อยู่ คือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ก็ไม่ได้ก้าวหน้า กว่าเราเท่าไรหรอกครับ ประเทศไทยก็มีการศึกษาเรื่องกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน กฎหมายก่อการร้ายเรามีมานานแล้วอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา และแม้แต่การแก้ไข กฎหมายฟอกเงินครั้งแรก ฉบับปี ๒๕๔๖ เราก็กำหนดการก่อการร้ายเป็นความผิดมูลฐาน เพราะประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเรื่องของการให้ความร่วมมือ แม้ว่า เราจะไม่ใช่เป็นสมาชิกของแฟตเอฟในกลุ่มจี-๒๐ ที่ผมบอกว่าเป็นองค์กรระหว่างรัฐ ไม่ใช่องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ หรือว่าอย่างองค์กรดับเบิ้ลยูทีโอ (WTO) และอื่น ๆ หรือไวโป (WIPO) นี่คือองค์กรระหว่างรัฐ คือเป็นของกลุ่มรัฐเท่านั้นเอง แต่เอาเถอะเนื่องจากว่ามันมีเหตุผลที่ผมทั้งสนับสนุน แล้วก็มีข้อกังวลนะครับ ดังนั้นที่ผมบอกว่าเป็นการมัดมือชกสภา เพราะว่ารัฐบาลล่าช้ามาก มัวแต่วุ่นวายใช้สภา เสียเวลาไปกับเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายอย่างนี้ จึงเข้ามาช้า แล้วทำให้เราเสียภาพลักษณ์ ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะการอยู่ในกลุ่มประเทศ ดาร์กเกรย์ลิสต์ (Dark gray list) มันเป็นการกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อถือ ของประเทศ แฟตเอฟซึ่งเป็นกลไกเครื่องมือของกลุ่มประเทศร่ำรวยที่มีอิทธิพลทางตะวันตก จี-๒๐ นั้นเขาแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม แล้วการจัดกลุ่มลักษณะของการต่อต้านการฟอกเงิน และการก่อการร้ายนั้น มันมีทั้งการเป็นอาชญากรรมและการเมืองระหว่างประเทศ ผสมปนเปอยู่ด้วย ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นปัญหาการชักศึกเข้าบ้าน ไม่ประสงค์ที่จะเห็น ปัญหาดาบสองคมของกฎหมายที่จะเกิดขึ้น แต่ผมก็ยอมรับว่าเราถูกมัดมือชก แล้วผม เชื่อว่ามันเป็นความเห็นพ้องต้องกัน แม้แต่ในซีกของฝ่ายค้านก็ตาม ก็เรียนท่านประธานได้เลย ว่าจะยกมือให้ แต่ว่าในชั้นกรรมาธิการแล้วจะต้องไปดูตีกรอบอย่างรอบคอบ อย่าให้เกิด ปัญหาดาบสองคม อย่าให้เกิดปัญหาชักศึกเข้าบ้าน เพราะว่าก่อการร้าย คำนี้ได้สร้าง การเปลี่ยนแปลงพอกับคำว่า โลกาภิวัตน์ ใน ค.ศ. ๒๐๐๐ กรณีของไนน์ อีเลฟเว่น (Nine eleven) และหลังจากนั้นเป็นต้นมาไม่ได้มีสำนักงาน ปปง. เท่านั้นหรอกครับที่มีผลกระทบทั่วโลก จากการที่มีแฟตเอฟได้มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นข้อแนะนำพิเศษ ข้อแนะนำสำคัญที่เป็น คอร์เรคคอมเมนเดชั่น (Core recommendation) หรือคีย์เรคคอมเมนเดชั่น (Key recommendation) แล้วเราต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามอย่างน้อย ๑๐ ข้อ เราถูกจัด เป็นกลุ่มประเทศกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มดาร์กเกรย์ลิสต์ ๑๔ ประเทศ แต่กลุ่มที่ ๑ ที่เป็น แบล็คลิสต์จริง ๆ กลุ่มที่เป็นซูเปอร์แบล็ค (Super black) ความจริงทั้ง ๓ กลุ่มที่เขาแบ่งออกนี่ เขาจัดอันดับ ถือว่าเป็นแบล็คลิสต์ทั้งนั้น ประเทศไทยนี้ถูกแบล็คลิสต์แล้วนะครับ แต่ว่าเป็นแบล็คลิสต์ในกลุ่มที่เรียกว่า ดาร์กเกรย์ อ่อนกว่ากลุ่มซูเปอร์แบล็คลิสต์ ซูเปอร์แบล็คลิสต์มี ๒ ประเทศเท่านั้น คือประเทศเกาหลีเหนือและประเทศอิหร่าน แล้วเรา ก็ทราบดีว่าเมื่อผมพูดคำว่าการก่อการร้ายเป็นทั้งอาชญากรรมระหว่างประเทศ อาชญากรรม ในประเทศนั้น ๆ และเป็นการเมืองระหว่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นการที่ ๒ ประเทศ อย่างประเทศเกาหลีเหนือและประเทศอิหร่านถูกจัด ทุกคนก็ทราบดีว่ามันมีประเด็น ของการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะปัญหาในเรื่องของอาชญากรรมก่อการร้ายล้วน ๆ เท่านั้น ประเทศไทยเสียหน้ามากครับ ผมเข้าใจที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. ได้พยายามจะชี้แจงเพื่อจะบอกว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมบอกว่าช้าไปแล้ว ช้าไปเพราะรัฐบาลได้ทำให้ประเทศนี้เสียหาย ความจริงต้องย้อนไป ให้เครดิต ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ตอนนั้น เรามี การแก้ไขกฎหมาย ปปง. นี่ครับ และเราได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ป้องกันการฟอกเงิน และการก่อการร้าย เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อสภานั้นเขาได้เข้ามา แล้วเริ่มจัดอันดับ เก็บข้อมูล แล้วก็ได้มีการประกาศ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๒ เราได้มี การทำงานซึ่งก็ต้องชมในส่วน ปปง. ว่าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากที่มีข้อแนะนำทั้งในส่วน แฟตเอฟ แล้วก็ผ่านทางไอเอ็มเอฟ (IMF) กองทุนการเงินระหว่างประเทศมาก็ได้ทำงานกัน อย่างบูรณาการ มีการเตรียมร่างกฎหมาย มีการนำ ๑๖ ข้อแนะนำที่เป็นทั้งคอร์ และคีย์เรคคอมเมนเดชั่น ๑๖ ข้อ แต่มันไม่ใช่กระทรวงเดียวครับ มันหลายกระทรวง เพราะใน ๑๖ ข้อนั้น ซึ่งกระผมสักครู่จะต้องอ่านเพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็พี่น้องประชาชนนั้นควรจะต้องได้รับรู้รับทราบ เพราะกฎหมายที่บอกว่าเป็นซูเปอร์ลอว์ และโดยซูเปอร์เอเจนซีอย่างนี้ มันผลต่อสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่เฉพาะสิทธิเสรีภาพของพลเมือง เท่านั้น สิทธิเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ สิทธิเสรีภาพในการลงทุน สิทธิเสรีภาพ ในการค้าการขาย และสิทธิเสรีภาพในตลาดการเงิน และรวมทั้งธุรกรรมในประเทศ และระหว่างประเทศ แต่ว่ารัฐบาลได้ใช้เวลาอย่างสูญเสียต่อการผลักดันเรื่องการเมืองมากจนเกินไป จนลืมปัญหา ของบ้านเมือง ดังนั้น กกร. หรือ ๓ สถาบันภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย เขาตื่นตัว แล้วก็ตกใจ ตื่นตระหนกมากเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ส่งคนเข้าไป พยายามที่จะไม่ให้ประเทศไทย ถูกประกาศที่เขาเรียกว่าพับบลิค สเตทเมนท์นั่นละครับ โดยแฟตเอฟ หรือว่าองค์กร เฉพาะกิจในด้านของการป้องกันการฟอกเงิน แล้วก็การป้องกันการก่อการร้าย แต่มันก็ สายเกินไป ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่เพียงรอกฎหมาย ๒ ฉบับนี้เท่านั้น มันมีข้อที่เราต้อง ปฏิบัติหรือควรพึงปฏิบัติ แต่เราก็ไม่ได้ปฏิบัติ จนในที่สุดเราก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดาร์กเกรย์ลิสต์ ๑๔ ประเทศครับ เราอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศกานา ประเทศแทนซาเนีย ประเทศโบลิเวีย ประเทศคิวบา ประเทศเอธิโอเปีย ประเทศเคนยา ประเทศพม่า ประเทศไนจีเรีย ประเทศเซาตุเม และประเทศปรินซิปี ประเทศศรีลังกา ประเทศตุรกี ประเทศซีเรีย ประเทศปากีสถาน แล้วก็ มีเพื่อนอาเซียนอีกประเทศ คือประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มเกรย์สิสต์ ก็คือ แบล็คลิสต์ ประเภทที่ถูกเตือนเบื้องต้น ประเทศฟิลิปปินส์ก็เอาตัวรอดไปได้แล้ว ผมไม่ทราบว่า ท่านได้ศึกษาหรือหารือกับทางประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่ว่าทำอย่างไรที่เดิมเคยอยู่ กลุ่มเกรย์ลิสต์ แล้วก็หลุดออกมา แต่ผลที่กระผมเรียนท่านประธานในเบื้องต้นอยู่แล้วว่า มีเหตุผลสนับสนุน เพราะว่าจำเป็นและถูกมัดมือชก เพราะว่ามาถึงที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ถึงไหน ๆ แล้วก็จำเป็น เพราะเหตุว่าประเทศในกลุ่มจี-๒๐ นั้น เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีอำนาจอิทธิพลในด้านตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดการค้ากับประเทศไทยและอาเซียน เช่น สหภาพยุโรป อียู (EU) ๒๗ ประเทศ หรือว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ล้วนแล้วแต่ เป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย
ประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าเราไม่ปฏิบัติตามได้หรือไม่ ได้ เพราะเราเป็นประเทศ เอกราช แต่ผลที่ตามมาคือเราจะขาดความน่าเชื่อถือ และอาจจะรุนแรงไปถึงการถูกกีดกัน ทางการค้า หรือการใช้มาตรการที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี ที่เรียกว่านอนทาริฟ บาร์ริเออร์ (Non-tariff barrier) ในการตอบโต้ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศสมาชิกจี-๒๐ ความจริง ประเทศไทยก็เป็นสมาชิกแฟตเอฟนะครับ แต่เป็นสมาชิกสมทบเท่านั้น ไม่ใช่สมาชิกสามัญ ของเขา
ประการที่ ๓ ก็คือว่า กลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก หรือประเทศคู่ค้า ไม่ใช่ สมาชิกนะครับ กลุ่มประเทศคู่ค้าของแฟตเอฟใช้มาตรการกีดกันการค้าต่อประเทศไทย ในฐานะที่เราไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือมาตรฐานของแฟตเอฟ ซึ่งแน่นอนจะส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ของประเทศไทยมีสัดส่วนสูงถึง ๑๔๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ส่งออกเป็นสัดส่วนถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วก็นำเข้าเป็นสัดส่วนถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตัวเลขกลม ๆ ก็คือว่าการค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญถึง ๑๔๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศไทย ดังนั้นเราก็พึงจะต้องระมัดระวังต่อการถูกกีดกัน
สุดท้ายก็คือหากเราไม่ดำเนินการจะมีผลกระทบและความยุ่งยากในการทำ ธุรกรรมเกี่ยวกับการโอนเงินเข้าและออก
สรุปก็คือ ๔ ผลกระทบดังกล่าวทำให้เราถูกมัดมือชก เราเข้าตาจน เราจนมุม ทั้งที่เราสามารถต่อรองได้มากกว่านี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้มงวดด้วยการตรากฎหมาย ที่เหนียวแน่นไปด้วยข้อจำกัดและอื่น ๆ ตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดการค้าของเรานั้น ถือได้ว่าอยู่ในเส้นด้าย ผมก็เข้าใจว่ารัฐบาลได้ดำเนินการเสนอร่างกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้ว ถามท่านว่าถ้าหากว่าสภามีเหตุในการที่ไม่สามารถประชุมในสัปดาห์สุดท้ายได้ ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ทำไมหลายเดือนที่ผ่านมาท่านไม่เสนอกฎหมายนี้ มัวแต่ชักเย่อ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ในเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ท่านไม่ได้ห่วงบ้านเมืองเลย และทั้งที่ รู้อยู่แล้วว่าการถูกขึ้นบัญชีดำอย่างนี้มันกระทบ ตัวรัฐมนตรี เสนาบดี หรือรัฐบาลอาจจะ ไม่กระทบ แต่ปากท้องพี่น้องประชาชนที่เขาพึ่งพาการนำเข้าส่งออก พึ่งพาการลงทุน จากต่างประเทศ พึ่งพาในเรื่องของการท่องเที่ยว อาชีพปากท้องได้รับผลกระทบ และอนาคตต้นทุนการดำเนินธุรกิจการค้าการขายของประเทศไทยที่จะมีต่อนานาประเทศ เราอาจจะมีต้นทุนสูงกว่าเขา ท่านคงจำได้ว่าผมเคยย้ำเสมอ หรือแม้แต่เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรี ผมก็ได้พูดถึงเรื่องของความสะดวก ความง่ายในการทำธุรกิจ ซึ่งธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ (World Bank) เขาจัดอันดับ และล่าสุดไม่กี่วันมานี้ประเทศไทยก็ถูกลดอันดับ ขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลก็ต้องทบทวนว่าบริหารอย่างไรเพียงแค่เวลาร่วมปีมานี้ สถานะของประเทศถึงถดถอยลง และยิ่งถดถอยเมื่อเราถูกจัดขึ้นบัญชีดำแบล็คลิสต์ในกลุ่ม ของดาร์กเกรย์ลิสต์ของแฟตเอฟ ความสะดวก ความรวดเร็วที่เราพยายามที่จะปฏิรูประบบ ในอาเซียนเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของเรา หรือการที่เราพยายาม ขยายโอกาสของประเทศด้วยการเป็นอาเซียนบวก ๓ อาเซียนบวก ๖ หรือแม้แต่การเป็น สมาชิกของเอเปก (APEC) ในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก หรือการติดตามเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด ในกลุ่มทีพีพี (TPP) แต่ว่าท่านประธานครับ ขณะที่เรากำลังไขว่คว้าหาโอกาส เรากลับ เตะตัดขาตัวเองโดยที่รัฐบาลถือว่าได้ให้ความสำคัญ ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีควรจะมา อยู่ที่นี่ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญมาก ๆ แล้วก็จะได้เรียนรู้เป็นบทเรียนว่าทีหลัง อย่าให้เกิดพฤติกรรมอย่างนี้เพราะมันเสียหายต่อประเทศ และมันเสียหายไปแล้ว ผมไม่เรียกร้องการชดเชยจากรัฐบาลหรอกครับ แต่อยากจะบอกว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมันเป็นรายจ่ายราคาแพง โดยเฉพาะในภาคของการค้า ระหว่างประเทศ ในภาคของการท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกทางการค้า ความง่าย ต่อการทำธุรกิจที่เรียกว่า อีซี ดูอิ้ง บิวซิเนส (Easy doing business) ที่ธนาคารโลกจัดอันดับ แล้วเราก็พยายามที่จะปฏิรูปภายในของเราเพื่ออะไร เพื่อลดค่าโสหุ้ย เพื่อลดระยะเวลา เพื่อลดขั้นตอน ซึ่งเราสามารถทำได้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ลดเวลาจาก ๔ วันเหลือเพียง ๖๐ นาที โดย ๓ กระทรวงสำคัญ คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง เป็นตัวอย่าง กว่าจะทำตรงนั้นได้ แต่ในที่สุดเราต้องมาเจอปัญหาจากความล่าช้าของรัฐบาล จากการไม่สามารถคลี่คลาย ถ้าท่านปลดเพียงแค่ ๔ ข้อจาก ๑๓ ข้อ ให้ต่ำกว่า ๑๐ ข้อ เราก็ ไม่ถูกจัดอยู่ในแบล็คลิสต์ตรงนี้ แต่ไม่ทราบว่าไปมะงุมมะงาหราอยู่ที่ตรงไหน หรือว่า ทำงานไม่เป็นครับ หรือไม่รู้ว่านี่เป็นปัญหาบ้านเมือง เอาเรื่องของบ้านของตัวเองก่อน เราถึง ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะอย่างนี้ แต่เอาเถอะผมได้เรียนว่าถ้าเราไม่ดำเนินการ แล้วสภาไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลมันจะกระทบ ๔ ด้าน และจะหนักกว่านั้นก็คือว่า เราอาจจะถูกมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น ขณะนี้ถึงแม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มแบล็คลิสต์ที่เรียกว่า ดาร์กเกรย์ลิสต์ เขาก็ใช้มาตรการอ่อนไปหาแข็งครับ เตือน การที่ออกมาพับบลิค สเตทเมนท์ ถือเป็นการประจาน ประณามประเทศ เราถึงต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลครับ แต่ว่า ก็ขอความร่วมมือรัฐบาลในทางกลับกันว่าในชั้นกรรมาธิการก็จะต้องไปดูให้เกิดความพอดี พอควร ผมเรียนท่านประธานเพิ่มเติมว่าใน ๑๓ ข้อที่ประเทศไทยถูกชี้ว่าบกพร่อง ไม่ผ่านเกณฑ์ของแฟตเอฟนั้น
ข้อ ๑ ก็คือความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินของประเทศไทยไม่ครอบคลุมถึงความผิดที่แฟตเอฟกำหนดและไม่ได้บัญญัติ ความผิดมูลฐานที่กระทำในต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นบทเรียนในเชิงการพัฒนากฎหมาย ปปง. จะโดยสำนักงาน ปปง. หรือโดยนโยบายของรัฐบาล และตรงนี้ต้องอยู่ในระดับนโยบายคือ รัฐบาลครับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ท่านต้องเข้าใจว่ากฎหมายฟอกเงินเป็นกฎหมาย สากล เป็นกฎหมายที่ต้องเชื่อมโยงระหว่างประเทศและเป็นกฎหมายที่มีความร่วมมือ ระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะ ดังนั้นการที่เราถูกชี้เป็นข้อแรกในข้อบกพร่องตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นระดับนโยบายที่จะต้องรับผิดชอบและต่อไปอย่าให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นข้อที่เรา สามารถปลดได้ แล้วเราก็จะไม่ถูกแบล็คลิสต์ ถูกประจานเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และตอนนี้เริ่มเกิดปัญหาภาระในการที่จะต้องมีการแจ้งรายงานธุรกรรม แม้แต่การส่งออก นำเข้า ต่อไปเราก็จะต้องเผชิญปัญหาสำหรับผู้ประกอบการของไทย ในด้านของการต้องรายงาน ต้องแจ้ง หรือการลงทุนที่เราจะไปจัดตั้งธุรกิจหรือไปลงทุน อาจจะต้องทำสิ่งที่เรียกว่าเป็น ดิวดิลิเจนซ์ (Due diligence) เพราะเขาไม่แน่ใจว่าที่มาที่ไปของทรัพย์หรือเงินที่มี ในการลงทุน หรือพาร์ทเนอร์ (Partner) หรือคู่ค้าคู่ขายของเรานั้นเกี่ยวข้องสนับสนุน ในการก่อการร้ายหรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่มันได้ส่งผลต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ข้อ ๒ ประเทศไทยไม่มีกฎหมายหรือระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการ ตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (เกี่ยวกับกฎกระทรวงว่าด้วยการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคู่ค้าหรือซีดีดี (CDD) ผมเข้าใจว่าถ้าจำไม่ผิดตรงนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ และอยู่ในสิ่งที่ ปปง. ได้ดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๘ ไม่เข้าใจว่าทำไม ข้อนี้จึงเป็นข้อที่เราถูกชี้ว่าบกพร่อง หรือว่ายังไม่ได้ทำ ร่วม ๒ ปีที่ผ่านมา
ข้อ ๓ ประเทศไทยไม่มีกฎหมายให้สถาบันการเงินเก็บรักษาข้อมูลการแสดงตน และข้อธุรกรรมของลูกค้าหรือหลักฐานอื่น ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐาน ในการดำเนินคดี
ข้อ ๔ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของไทย ยังไม่ครอบคลุมถึงสถาบันการเงินตามที่แฟตเอฟกำหนด มีอะไรบ้างละครับ ความจริง ๔ ข้อแรก เป็น ๔ ข้อที่เราสามารถปลดเปลื้อง การเพียงแต่สานงานต่อจากยุทธศาสตร์ ปปง. ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๘ และดำเนินการตามข้อแนะนำของ ปปง. ซึ่งผมได้ติดตามนะครับ เพราะถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ให้กำเนิด ปปง. ขึ้นมาในประเทศไทย ถ้าดำเนินการอย่างเอาจริง เอาจังและใส่ใจ ถ้าเราปลด ๔ ข้อนี้ประเทศไทยไม่ถูกประจานไปทั่วโลกหรอกครับ ไม่ต้อง ไปอยู่กลุ่มเดียวกับประเทศกานา ประเทศแทนซาเนีย ประเทศซีเรีย
ข้อ ๕ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของไทย ไม่ได้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องรายงานกรณีมีความพยามยามที่จะทำธุรกรรม รวมทั้ง ไม่มีการประเมินความเสี่ยงเรื่องการฟอกเงินในส่วนของธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้นจากหน้าที่ ในการรายงาน หน่วยงานอื่นที่บูรณาการกับทางกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ ปปง. เพราะมี ๒๐-๓๐ หน่วยงานที่ถือได้ว่าเป็นคอร์เน็ตเวิร์ก (Core network) ที่จะต้องประสานกัน ความจริงข้อเหล่านี้เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน
ข้อ ๖ ความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามกฎหมายไทย ยังไม่ครอบคลุมถึง เช่น การสนับสนุนทางการเงินแก่การกระทำที่ระบุในอนุสัญญา ตามภาคผนวกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้าย
ผมจะอ่านแค่ ๖ ข้อเท่านั้นละครับ เพราะว่าที่เหลืออีก ๗ ข้อเป็นเรื่องที่ ผมเรียนได้ว่าเราสามารถทำได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑ ปี ซึ่งก็ถือเป็นบทเรียนนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านก็คงมีความตั้งใจที่จะดำเนินการ แต่ว่า จะด้วยวิบากกรรมของประเทศไทยหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ว่า ๑ ปีที่ผ่านมา มันไม่มีอะไร ที่จะบอกได้นอกจากการที่เราถูกจัดอันดับโดยแฟตเอฟ หรือว่าไฟแนนเชียล แอคชั่น ทาสก์ ฟอร์ซ ให้อยู่ในบัญชีดำ อาจจะเป็นเรื่องใหม่มาก แต่ว่าสำหรับภาคเอกชนแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ ผมเองเคยกำกับดูแลบรรดานักธุรกิจ พ่อค้า องค์กรภาคเอกชนทั้งหลายได้รับโทรศัพท์ ด้วยความกังวลใจทั้งก่อนแล้วก็หลังจากถูกประกาศ แล้ววันนี้ต้นทุนของประเทศ และของธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นต้นทุนและกลายเป็นอีกความเสี่ยงทางธุรกิจ หากว่า จะมาดำเนินการในประเทศไทยหรือการดำเนินการการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กฎหมาย ดังกล่าวทั้ง ๒ ฉบับนั้นผมนอกจากให้เหตุผลว่าทำไมเราจำเป็นใน ๔ ข้อที่เป็นผลกระทบ และเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าเราจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือปัญหาของประเทศ ไม่ใช่ ปัญหาของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของประเทศที่เราจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะ ของพรรคการเมือง ในฐานะของพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่า ข้อกังวลที่ผมอยากฝากท่านรัฐมนตรี แล้วก็สำนักงาน ปปง. ไปในชั้นของการพิจารณา ของกรรมาธิการ ก็คือในเรื่องของการถ่วงดุล กล่าวได้ว่าครั้งนี้เป็นการเพิ่มความผิดมูลฐาน แบบก้าวกระโดดเลยครับ มีการเพิ่มความผิดมูลฐานเข้าไป แล้วก็ครอบจักรวาลค่อนข้างมาก บางความผิดมูลฐานนั้นคิดอย่างไรก็ยังคิดไม่ออกนะครับว่าทำไมจะต้องใส่ไว้ แต่ก็คงต้องมี เหตุผลและคำชี้แจง ผมก็คิดว่าทาง ปปง. เองหรือว่าทางท่านรัฐมนตรีก็คงจะมีคำชี้แจง ที่พอเข้าใจได้ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา อย่างนี้มันไปโยงเกี่ยวกับเรื่องของ การก่อการร้ายหรือการสนับสนุนการก่อการร้ายอย่างไร โดยพฤติกรรมอาจจะเฉี่ยวบ้าง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง หรือเกือบจะเคยมีพฤติกรรมบ้าง แต่ว่าลักษณะการกระทำความผิด ทางอาชญากรรมเช่นนี้มันได้ให้อำนาจของ ปปง. และหน่วยงานอื่นอย่างดีเอสไอนะครับ ในการที่จะเข้าไปแม้แต่ในคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ผมยกเพียงแค่ ๑ มูลฐานความผิดเท่านั้นเองว่าทำไมความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จึงได้มีการเสนอเข้ามา ประกอบเข้ากับเรื่องของการก่อการร้าย ล้วงกระเป๋าก็ไปเกี่ยวกับการก่อการร้าย การฟอกเงินเพื่อสนับสนุนการก่อการร้ายเช่นนั้นหรือ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นเรื่องที่ อยากทราบจริง ๆ ครับว่าเวลาที่เราต่อสู้กัน ท่านเลขาธิการ ปปง. ทราบดีนะครับ ท่านรัฐมนตรีสมัยที่ท่านรับราชการท่านก็ทราบดีว่า ปปง. และรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยนี่ครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ มาปี ๒๕๕๒ ที่มีการแก้ไข ร่างกฎหมาย ปปง. ยากจริง ๆ คือการขอเพิ่มมูลฐานความผิด ยากมาก เพราะเราถือว่า สภาผู้แทนราษฎรนั้นเราต้องดูแลในเรื่องของประโยชน์สาธารณะ ดูแลคุ้มครองปกป้อง ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมือง สิทธิเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ สิทธิเสรีภาพ หรือความลับของลูกค้า ตั้งแต่สถาบันการเงิน ตัวลูกค้าเอง หรือว่าบริษัทนิติบุคคลต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาประกอบทำมาหากินในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต่อสู้กันมาก ในการที่จะเพิ่มมูลฐานความผิด กว่าจะเสนอทั้งในระดับคณะรัฐมนตรีก็ซักไซ้ไล่เลียงกัน ปปง. ทราบดีครับ เหมือนการพิจารณางบประมาณกว่าจะให้แต่ละบาท แต่ละสลึงนั้น ยากมาก แต่คราวนี้ปล่อยผีเลยครับ คราวนี้ท่านรัฐมนตรีปล่อยผีเข้ามาพรวดเดียว แล้วก็ บางมูลฐานความผิด ซึ่งผมไม่อ่านทั้งหมดนะครับ เพราะว่าครั้งนี้เยอะมาก ๑๑-๑๒ ที่เพิ่มเข้ามานี่ แต่มีตัวอย่างที่ยกเพียงตัวอย่างเดียวนะครับว่ามันมากไปหรือเปล่าครับ ฉวยโอกาสหรือเปล่าโดยการอ้างในเรื่องของแฟตเอฟ แล้วอย่างที่ผมบอกนะครับว่า โดยประสบการณ์ที่เราค่อนข้างกังวลคือสิ่งที่เรียกว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิด หรืออะบิวซ์ ออฟ พาวเวอร์ (Abuse of power) และเคยเกิดมาแล้วท่านเลขาธิการคงทราบว่าคราวนั้น เป็นประเด็นการเมือง และเป็นประเด็นทางการบริหารอย่างรุนแรงทีเดียวที่ ปปง. ถูกใช้ เป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม เป็นรอยด่าง ซึ่งผมเชื่อว่าในยุคนี้คงไม่มีแล้ว แต่มันคือความระแวงและความกังวลใจครับ เมื่อท่านได้ขยายอำนาจด้วยการเพิ่ม มูลฐานความผิด เพิ่มอำนาจของสำนักงาน เพิ่มอำนาจกรรมการ และกำลังพูดถึงในเรื่องของ การปรับโครงสร้าง ผมเห็นตัวเลขเรื่องการปรับโครงสร้าง อันนี้เป็นข้อกังวลที่ ๒ นะครับ ที่ท่านรัฐมนตรีได้ขอชี้แจงในเบื้องต้น แล้วเดี๋ยวท่านก็คงต้องชี้แจงอีก ก็คือในส่วนที่เกี่ยวกับ เรื่องของกำลังพล งบประมาณ เมื่อเปรียบเทียบเป็นตารางดูเหมือนกับว่าเป็นหน่วยงาน ที่ต้องแบกรับภารกิจอย่างที่ไม่สมดุลเลย เข้าใจว่า ๒๐๐ คนต่อ ๑ กรณี หรืออะไรทำนองนี้ เปรียบเทียบหน่วยงานอื่น ระดับ ๑๐ ระดับ ๑๐๐ เท่านั้นเอง ความจริงอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เพราะว่าสถาบันการเงิน ผมยกตัวอย่างว่าโดยกฎหมายถ้ามีการถอน ฝาก หรืออะไร ในการโอนย้ายเงินฝากจากธนาคารหรือสถาบันการเงินนี่ตั้งแต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ก็ให้รายงานมา เราไม่ต้องตามไปดู เขาต้องรายงาน เพราะฉะนั้นการกำกับดูแลในส่วนนี้ เวลาที่เอาจำนวนปริมาณเข้ามาก็ต้องดูว่าหน้าที่ที่แท้จริงมันเป็นเชิงรุกหรือเชิงรับ ถ้านั่งอยู่เฉย ๆ เขารายงานมามันไม่ต้องใช้คนมากครับ การมาหารตัวเลขประหนึ่งว่า งานมากเหลือเกิน อย่างนี้ผมถือว่าเป็นการตบตาสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่พึงกระทำ ตามเอกสารรายงานที่ทางสภาผู้แทนราษฎรทำรายงานให้กับทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ แต่ว่าเมื่อภารกิจที่เพิ่มขึ้นเราคงได้เห็น ในชั้นกรรมาธิการว่าจากการที่มีการขยายมูลฐานความผิดและการที่มีการเพิ่มแก้ไขกฎหมาย ทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน แล้วก็กฎหมายในเรื่องการก่อการร้ายนั้นจะต้อง มีคำอธิบาย ถ้าปริมาณงานเพิ่มขึ้นก็เพิ่มขึ้นก็เพิ่มกำลังคน ปรับโครงสร้างและจะได้รับ การสนับสนุนในเรื่องนี้ ก็ต้องตรงไปตรงมา แต่ว่าก็ต้องดูลักษณะของภารกิจทางกฎหมายด้วย
เพราะฉะนั้นผมก็ฝากเป็นประเด็นสุดท้ายนะครับว่าเมื่อมีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มมูลฐานความผิดมากเช่นนี้ ขอให้ดูในเรื่องของการถ่วงดุลนะครับ เช็กแอนด์บาลานซ์ว่า ในชั้นกรรมาธิการไปดูให้ละเอียด ๒. ก็คือว่ามูลฐานความผิดอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องจริง ๆ อย่าไปตามแห่เขาครับ เราเป็นประเทศที่มีดุลยพินิจเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เขาชี้ว่าต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ รัฐบาลก็ทำตามฝรั่งบอกหมดเสียทุกอย่าง มันไม่ใช่ เรามีลักษณะความผิดของเรา มีกฎหมายอาญา มีประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะกฎหมายทางอาญาจำนวนมาก บางเรื่องอย่างที่บอกมาเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มโนสาเร่ก็ไม่ควรที่จะใส่เข้าไปในความผิดมูลฐาน ตรงนั้นมันก็เป็นเรื่องที่จะต้องการคำอธิบายมากทีเดียว แล้วก็ขอให้พยายามตีกรอบอย่างรอบคอบนะครับ อย่าใช้ข้ออ้างเพียงแค่แฟตเอฟอย่างเดียว แล้วก็เทกระจาดเปิดกว้างจนกระทั่งเราเสียหลักเสียเกณฑ์ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ ความเป็นนิติรัฐ นิติธรรมในการตรากฎหมาย ซึ่งผมก็อยากจะสรุปว่าเป็นกฎหมาย ซูเปอร์ลอว์นะครับ กฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษจริง ๆ ไม่มีกฎหมายใดในประเทศนี้ที่จะให้ อำนาจเท่ากับกฎหมายฟอกเงินครับ แล้วคราวนี้มาสู่กฎหมายก่อการร้าย ซึ่งบทเรียน จากสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างนะครับ ไม่สามารถป้องกันได้หรอกครับ ถ้าหากว่าเรา แยกแยะไม่ได้ระหว่างอาชญากรรมและการเมืองระหว่างประเทศ และประเทศไทยต้องระวัง เหมือนกรณีอู่ตะเภานี่ครับ มันเกิดขึ้นมาใกล้เคียงกันมากที่เรารู้สึกว่าบางครั้งการตัดสินใจ ของรัฐบาลไม่รอบคอบเท่าที่ควร การตัดสินใจของรัฐบาลขาดวุฒิภาวะ นำประเทศสุ่มเสี่ยง ต่อการชักศึกเข้าบ้าน ต่อสถานะที่ดีอยู่แล้วของประเทศในการที่เราไม่ไปยุ่งเกี่ยว ไม่ตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง แต่ถ้าเป็นกรณีอาชญากรรมจากก่อการร้ายตามเนื้อผ้าจริง ๆ เราให้ความร่วมมือ เราจัดการ เพราะฉะนั้นการตรากฎหมายไม่จำเป็นจะต้องไปเปิดมาก ถึงขนาดนี้ เปิดกว้างให้อำนาจหน่วยงานหรือรัฐบาลมากถึงขนาดนี้ ก็ขอให้ในชั้นหลักการ ก็จะยกมือให้ เห็นด้วย แต่ในชั้นกรรมาธิการผมขอความยืดหยุ่นจากท่านรัฐมนตรีนะครับ จากรัฐบาล แล้วก็ ปปง. ว่าอะไรที่ไม่จำเป็นเราตัดออก แล้วขอว่าในการที่เราตรากฎหมาย วัตถุประสงค์ก็คือต้องการให้เราพ้นจากแบล็คลิสต์ จากการที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่เป็น ดาร์กเกรย์ลิสต์ สุ่มเสี่ยงต้องการถูกแซงก์ชัน (Sanction) ทางเศรษฐกิจ กีดกันทางการค้า เป็นความจำเป็นของประเทศ แต่ว่าก็ขอให้ดูเท่าที่ควรครับ เพราะว่ามันมีอีกหลายข้อ ซึ่งผมเสียดายนะครับ ไม่อยากรบกวนเวลา เดี๋ยวมีสมาชิกที่จะลำดับข้อที่ ๗-๑๓ ต่อไปนั้น ก็จะเห็นชัดเจนว่ามันไม่ได้มีเพียงแค่กฎหมาย ๒ ฉบับนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราหลุด เราสามารถหลุดด้วยกฎกระทรวง ด้วยวิธีปฏิบัติอย่างอื่น ก็สามารถดำเนินการได้ ไม่จำเป็น จะต้องแลกสิทธิเสรีภาพในการทำธุรกิจ หรือโอกาสในอนาคตของประเทศ ถึงกับมี การให้อำนาจมากมายขนาดนี้นะครับ แต่ว่าในหลักการผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ เพราะเห็น เป็นความจำเป็นที่ประเทศไทยนั้นต้องดำเนินการนะครับ ก็ขอขอบคุณท่านประธาน แล้วหวังว่าทางรัฐบาลจะได้ยินและได้ฟัง แล้วก็นำข้อเสนอของผมไปพิจารณาครับ ขอบคุณครับ