สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๘ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แต่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้และขอให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มฐานความผิดให้เจ้าหน้าที่อำนาจมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริสุทธิ์ และการปรับตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรมและความผิดที่เพิ่มขึ้น

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอแสดงความคิดเห็นเพียงเบื้องต้นเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... สนับสนุนที่ให้นำเข้าสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ด้วยเหตุผลก็คือว่าเป็นความจำเป็น แล้วก็ต้อง ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการก่อการร้าย ดูจะล่าช้าเสียด้วยซ้ำเมื่อได้ฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่าน รวมทั้งท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจง ถึงความจำเป็น เนื่องจากว่ายิ่งล่าช้าไปนานเท่าไร ภาพพจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบ กฎหมายของประเทศไทย หรือต่อธุรกิจการค้าที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันความที่ล่าช้าในการจัดทำเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นประการหนึ่งว่าเราเองนั้น มีปัญหาภายในของเราเองที่ไม่สามารถจัดทำกฎหมายให้เป็นที่ยอมรับของสากลได้ ต้องรอให้ องค์กรระหว่างประเทศที่เรียกกันว่า เอฟเอทีเอฟ ให้เข้ามากระตุ้นให้เราต้องกระทำตาม พันธสัญญา แล้วก็ข้อเรียกร้องของเขา ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งรัฐบาลได้นำเสนอเข้ามาในครั้งนี้ เรื่องสำคัญก็คือการเพิ่มมูลฐานความผิดอีก ๑๒ ฐานความผิดเข้ามาก็ต้องถือว่า เป็นการปฏิรูปเรื่องของระบบการติดตามการฟอกเงินครั้งใหญ่ทีเดียว จากเดิมที่เรามีเพียง ๑๑ ฐานความผิดเท่านั้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มฐานความผิดคราวเดียวกัน ถึง ๑๒ ฐานความผิดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคำแนะนำของเอฟเอทีเอฟทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นความดำริ หรือเป็นความประสงค์เพิ่มเติมของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้มีการนำเสนอเป็นร่างเพิ่มเติมมาในวันนี้อยู่ ๓ ประการ

ประการแรก การที่เราได้เพิ่มฐานความผิดเข้ามาจำนวนมากนี้ ด้านหนึ่ง ก็ทำให้เป็นความง่ายของเจ้าหน้าที่ในการเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดกับฐานความผิด เหล่านี้ คนที่คิดจะทำความผิดตามฐานความผิดทั้ง ๑๒ รายการดังกล่าวนี้ก็คงจะต้องคิดมาก ในการที่จะสนับสนุนทางการเงินกับผู้กระทำผิดตามฐานความผิดเหล่านี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่าก็เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งกฎหมายก็ไปยึดโยงเพื่อให้การปฏิบัติงานของ ปปง. มีความสะดวกมากขึ้น ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานควบคู่กันไป ท่านประธานที่เคารพครับ การมีอำนาจที่เพิ่มขึ้นนั้นก็ต้องยอมรับว่าก็เป็นช่องทางที่ทำให้ อำนาจที่มิชอบก็เพิ่มตามขึ้นมาได้ เพราะในหลาย ๆ กรณีที่ผ่านมาในอดีตเราก็มี ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อสงสัยเป็นข้อที่วิตกกังวลว่าเมื่ออำนาจทางการเมืองเข้าไปมีบทบาท เหนือสำนักงานคณะกรรมการ ปปง. เข้าไปมีอำนาจเหนือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในวันข้างหน้าจะมีหลักประกันอะไรที่จะไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกยัดข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ มูลฐานความผิดที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากขณะนี้ นี่เป็นข้อสังเกตประการแรกที่อยากจะฝากไว้

ประการที่ ๒ ๑๒ ฐานความผิดที่เพิ่มขึ้นมานี้ แน่นอนละครับว่าจะต้องทำให้ ผู้ปฏิบัติงานก็คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะต้องปรับตัวเองครั้งใหญ่ ด้วยเช่นกัน เพราะลำพังเพียงแค่ ๑๑ ฐานความผิดเดิมท่านก็ต้องทำงานกันหัวหมุนอยู่แล้ว กำลังเจ้าหน้าที่ที่มีไม่เพียงพอ ความรู้ความสามารถ หรือองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะต้องก้าว ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ให้ทันกับกลุ่มที่ก่ออาชญากรรมกับความผิดเหล่านั้นก็ยากอยู่แล้ว ท่านยิ่งจะต้องทำงานหนักมากขึ้น ผมคิดว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๒ ที่บอกว่าพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๑๒๐ วันนับตั้งแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปนั้น ผมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำนะครับว่า ๑๒๐ วัน หรือ ๔ เดือนจะเพียงพอสำหรับการปรับตัวเองของสำนักงาน ปปง. ในการเตรียมคน ในการเตรียมความรู้ ในการเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ หรือแม้กระทั่งการประสานงาน กับกำลังหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานของท่าน

ประการที่ ๓ จริง ๆ แล้วฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ๑๒ ฐานความผิดนี้ถ้าดูจากสภาพความเป็นจริงในบ้านเมืองของเราแล้ว ๑๒ ฐานความผิดนี้ ก็ยังไม่ครอบคลุมสิ่งที่เรียกว่าเป็นความผิดที่ควรจะเอาความผิดทางด้านการฟอกเงิน เข้ามาดำเนินการ เพราะถ้าเราเข้าไปดูในประมวลกฎหมายอาญามีความผิดที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรอยู่หลายเรื่องที่น่าจะนำเข้ามาเป็นฐานความผิดที่เพิ่มขึ้น เพื่อเข้าไปดูแลเรื่องของการฟอกเงิน นั่นก็คืออย่างน้อยที่สุด ๓ เรื่อง ความผิด ต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งที่จงใจ ไม่จงใจ และทั้งที่เป็นขบวนการ ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ มีการใช้เงิน มีการสนับสนุน ทางการเงินอย่างเป็นขบวนการ แต่ความผิดเหล่านี้ผมไม่แน่ใจว่าสำนักงาน ปปง. ให้ความสำคัญเพื่อที่จะติดตามเอาผิดในคดีการฟอกเงินหรือไม่ หรือความผิดต่อความมั่นคง ในราชอาณาจักร ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ซึ่งปฏิบัติการเหล่านี้ เราเห็นกันอยู่ชัดเจนทั้งกระทำโดยคนไทยเอง ทั้งกระทำโดยคนต่างชาติที่มีพฤติกรรม เป็นปัญหากับความมั่นคงของราชอาณาจักรไทยอยู่เสมอ ๆ ความผิดเหล่านี้มีการเตรียมการ มีผู้ร่วมขบวนการและมีการใช้เงินจำนวนมหาศาลและมีผลกระทบกับความสงบ ความสันติ ของสังคมไทย ผมคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินได้เข้าไปดูแล แล้วก็อาจจะเพิ่มมูลฐานความผิดเหล่านี้เพิ่มขึ้นมา พวกที่เตรียมการก่อการกบฏ ก่อการรัฐประหาร พวกใช้เสรีภาพเกินรัฐธรรมนูญ พวกซ่องสุม กำลังอาวุธเพื่อการต่อต้านรัฐ พวกที่ล่วงละเมิดจาบจ้วงบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกยุยงส่งเสริม ต่อท่อน้ำเลี้ยงเข้ามาเพื่อปฏิบัติการให้เกิดการต่อต้านรัฐ มีรูปธรรม ที่เห็นกันชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แน่นอนครับ นี่เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนไม่สบายใจ ก็จำเป็นที่จะต้องตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณา แล้วก็หวังว่าในชั้นของ กรรมาธิการก็จะดูรายละเอียดในเรื่องนี้มากขึ้น

กฎหมายฉบับที่ ๒ ก็คือร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ภาพรวมของกฎหมายฉบับนี้ มุ่งเน้นไปเรื่องของการจัดการ และมาตรการการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินกับผู้ก่อการร้ายเป็นหลัก ซึ่งก็น่าเสียดายที่เรา มีโอกาสออกกฎหมายเกี่ยวกับการก่อการร้ายทั้งทีเรามุ่งเน้นไปในจุดที่ค่อนข้างจะคับแคบ ไปสักนิดหนึ่ง สมควรที่จะทำให้กฎหมายการก่อการร้ายฉบับนี้มีความครอบคลุมกว้างขวาง มากขึ้น ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๒-๓ ประการเช่นกันก็คือว่า

เมื่อเราพูดถึงการก่อการร้าย ประเทศเราไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนหรอกครับว่า การก่อการร้ายหมายถึงอะไร กลายเป็นว่าอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าพนักงานสอบสวนที่จะ ตั้งข้อหากันตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งก็พวกวางเพลิง วางระเบิด ระเบิดเขื่อน ทำลาย ขนส่งสาธารณะ อะไรต่าง ๆ ก็อาจจะถูกจัดเข้าไปอยู่ในส่วนนั้น แต่ว่าการก่อการร้าย ในความหมายในปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ทางการเมืองกัน แล้วเรา ก็หามาตรฐานเรื่องนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ เราก็เห็นกันว่าคนที่ชุมนุมปิดสนามบินก็ถูกกล่าวหา ว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย พวกที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีในที่ชุมนุมของการปิดสนามบิน ก็เป็นพวกผู้ก่อการร้าย พวกที่ซ่องสุมกำลังในการชุมนุมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ไปฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปยิงผู้บริสุทธิ์ คนเหล่านี้ก็เป็นผู้ก่อการร้าย คนที่ปฏิบัติการวางระเบิดคาร์บอมบ์ (Car bomb) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผาโรงเรียน พวกนี้ก็เป็นผู้ก่อการร้าย คน ๓ กลุ่มนี้ เป็นผู้ก่อการร้ายเสมอกันในความรู้สึกของสาธารณชน แล้วมาตรฐานของการก่อการร้าย คืออะไร กฎหมายควรที่จะมีคำนิยามในเรื่องนี้ให้ชัดเจน แล้วโอกาสนี้ก็เป็นโอกาสที่ดี ที่เราควรจะสร้างบรรทัดฐานในเรื่องนี้

ประเด็นที่ ๒ ครับ ผมคิดว่าปัญหาสถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น มาจากทั้งปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศของเราเอง ก็นำไปสู่การก่อการร้าย ปัญหาความขัดแย้งของประเทศอื่นที่เขาขัดแย้งกันเอง แล้วก็ใช้ ประเทศไทยเป็นฐานในการก่อการร้าย ก็เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และประเทศไทยก็อยู่ใน สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงกับปัญหาก่อการร้ายในมิตินี้ การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ที่อาจจะผลักดันให้ประเทศไทยของเราต้องไปสังกัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเราก็กลายเป็น เป้าหมายของการก่อการร้าย นี่ก็เป็นอีกมิติหนึ่งของปัญหาสถานการณ์ที่มันจะ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายทั้งในกรุงเทพมหานครในเมืองใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้น ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในจังหวัดยะลาก็เป็นรูปธรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาก่อการร้ายอยู่ใกล้กับตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ กระบวนการในการปฏิบัติการก่อการร้ายนั้น มีหลากหลาย เราไม่อาจที่จะนิยามกันได้ชัดเจนว่าคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ขึ้นบัญชีรายชื่อ ผู้ก่อการร้ายแล้วจะจบลงแค่นั้น มันจะมีรายใหม่ ๆ เข้ามา มีปฏิบัติการในรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามา และที่ผมก็เคยได้กล่าวกับที่ประชุมแห่งนี้ในหลายครั้งว่าปฏิบัติการก่อการร้ายจะเข้ามา ปฏิบัติการในเขตเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปฏิบัติการที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สิน ปฏิบัติการที่ก่อให้เกิดความกระทบต่อขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชนรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์การก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้สมควรที่รัฐบาลจะต้องนำไปขบคิดว่า เราถือโอกาสที่จะทำกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาทั้งทีแล้วนี่ ทำอย่างไรถึงจะให้ครอบคลุมไปถึง สถานการณ์ที่เป็นจริงของการก่อการร้ายในปัจจุบันนี้ด้วย

ในประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการจัดทำบัญชีผู้ก่อการร้าย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดไว้ในมาตรา ๔ ซึ่งการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้าย ก็ให้พิจารณาจากบุคคล คณะบุคคล หรือองค์กรซึ่งมีอยู่ ๓-๔ ส่วนที่จะเสนอเข้ามา ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี อย่างเช่นมติหรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็น ผู้ก่อการร้ายและรัฐบาลไทยได้ประกาศให้ความรับรองมติหรือประกาศดังกล่าว วันนี้ผมก็ยัง ไม่ทราบนะครับว่ามติเหล่านั้นหรือประกาศเหล่านั้นมันมีอะไรบ้างที่ประเทศไทยเรา ไปให้การรับรอง อันที่ ๒ มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์กระทำความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา หรือการกระทำความผิดซึ่งอยู่ภายใต้ ขอบเขตของอนุสัญญาและพิธีสารระหว่างประเทศเกี่ยวกับการก่อการร้ายที่ประเทศไทย เป็นภาคีหรือรับรอง เรื่องนี้ก็เช่นกัน นี่เป็นดุลยพินิจของสำนักงาน ปปง. ที่จะหยิบชื่อใครขึ้นมา เพื่อที่จะเสนอให้ ครม. อนุมัติว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้าย

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ รัฐบาลต่างประเทศได้ขอร้องให้รัฐบาลไทยกำหนดให้ เป็นผู้ก่อการร้ายตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. ที่จะเสนอกับ ครม. ประเด็นปัญหาที่ผมให้ความสนใจก็คือว่า การจะหยิบชื่อใครขึ้นมาตีตราว่า เป็นผู้ก่อการร้ายนั้น นอกจากมีแหล่งที่มา ๓-๔ แหล่งนี้ มันมีกระบวนการในการตัดสินใจ อย่างไร ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สำนักงาน ปปง. มีอยู่ในมือหรือหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ของประเทศนี้มีอยู่ในมือมันยืนยันได้ไหมว่ารายชื่อเหล่านั้นถูกต้อง ชัดเจน ไม่เป็นการไปใส่ร้ายเขา ไม่เป็นการไปซ้ำเติมเขาหรือว่าไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อที่จะกล่าวหาใครก็ได้ แล้วขึ้นบัญชีผู้ก่อการร้าย เพราะว่าในอนาคตเราก็ไม่แน่นะครับ สำนักงาน ปปง. ซึ่งก็ถูก แทรกแซง ถูกกระทำการจากอำนาจรัฐบาล อำนาจทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง จะไม่ถูกใช้งาน เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองในวันข้างหน้า การเสนอชื่อจากต่างประเทศ หรือตามพันธะ ข้อตกลงกับองค์กรระหว่างประเทศ เราจะวางเงื่อนไขในการยอมรับรายชื่อเหล่านั้นอย่างไร ที่จะไม่ให้ถูกกล่าวหาในภายหลังว่าเราเดินตามก้นมหาอำนาจ หรือประเทศที่มีอำนาจ ในการชักจูงให้เราต้องคล้อยตาม เงื่อนไขเหล่านี้ผมคิดว่าเราต้องเป็นอิสระและจะต้อง เปิดเผยในระดับหนึ่งให้สาธารณชนได้มั่นใจได้ว่าไม่ใช่วันดีคืนดีเขาไปทำกิจกรรมอะไร ในทางการเมือง หรือในทางความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาลแล้วจะไม่ถูกยัดข้อหา เป็นผู้ก่อการร้าย นอกจากนั้นเรื่องกระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามร่างกฎหมายนี้ ก็พิจารณาตามรายชื่อที่สำนักงาน ปปง. เสนอ คณะรัฐมนตรีมีเงื่อนไข มีข้อพิจารณา ของตัวเองอย่างไร ที่จะให้หลักประกันว่าในชั้นของการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งสูงสุดแล้วจะไม่มีความผิดพลาด จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ประเด็นต่อมา เรื่องของระยะเวลาในการดำรงความเป็นผู้ก่อการร้าย เมื่อถูก ขึ้นบัญชีเป็นผู้ก่อการร้ายแล้ว ถามว่าเขาจะถูกปลดจากการเป็นผู้ก่อการร้ายเมื่อไร หรือว่า ถ้าได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อการร้ายตามมติของคณะรัฐมนตรีของประเทศไทยแล้ว ไม่ว่า ชั่วชีวิตนี้เขาก็จะเป็นผู้ก่อการร้ายไปวันยังค่ำ หรือพฤติกรรมของเขามันไม่ได้เป็นประโยชน์ หรือว่าไม่ได้เป็นโทษกับประเทศที่ถูกเสนอชื่อมาให้ประเทศไทยขึ้นบัญชีผู้ก่อการร้ายแล้ว เขาก็หมดสภาพความเป็นบัญชีผู้ก่อการร้ายไปโดยปริยายหรือไม่นะครับ

สุดท้ายที่ผมกังวลใจมากก็คือว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่าการขึ้นบัญชี ผู้ก่อการร้ายโดยรัฐบาลไทย โดยการสนับสนุน โดยคำเสนอแนะขององค์กรระหว่างประเทศ หรือประเทศอื่น ๆ จะไม่ทำให้ประเทศไทยของเราต้องกลายเป็นเป้าหมาย ของการก่อเหตุร้าย หรือกลายเป็นประเทศคู่ขัดแย้งกับกลุ่ม หรือองค์กรก่อการร้ายสากล ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลมาก เราสบายอกสบายใจมาตลอดว่าประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมาย ของการก่อการร้าย ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่าน ประเทศไทยเป็นเพียงที่พักของนักก่อการร้าย มาแล้วก็ไป ส่วนเป้าหมายเขาจะเป็นอะไรที่ไหนเราไม่เคยสนใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ เหตุระเบิดที่กรุงเทพมหานครเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้ชี้ให้เห็นชัดว่าเราไม่รู้หรอกครับ ว่าเขาจะใช้ประเทศไทยทำอะไร อาจจะเป็นทางผ่านก็ได้ หรืออาจจะเป็นฐานปฏิบัติการก็ได้ ยิ่งถ้าเราไปข้องแวะกับคนเหล่านี้มากเท่าไร ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้มากเท่าไร ประเทศไทยก็จะตกเป็นเป้าของการก่อการร้ายมากเท่านั้น เหล่านี้นะครับผมจึงตั้งข้อสังเกต ให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาเพื่อที่จะทำให้การออกกฎหมายในวาระสำคัญนี้มีประโยชน์ และครอบคลุมมากที่สุด กราบขอบพระคุณครับ