ประเสริฐ จันทรรวงทอง หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินและก่อการร้าย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงข้อบกพร่องในกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการกำหนดความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พร้อมข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับการประชุมรอบแฟตเอฟในปี 2556 และการเพิ่มบุคลากรเพื่อดูแลร่างกฎหมายดังกล่าว
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมรัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้มีมติ ครม. ได้เอากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ แล้วก็ที่สำคัญอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่าน พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก ซึ่งท่านได้ให้ความสำคัญกับ ร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้เป็นอย่างดี ซึ่งก่อนหน้านี้ทราบว่าท่านได้มีหนังสือถึงประธาน แฟตเอฟ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ โดยชี้แจงว่าประเทศไทยนั้นได้มีความพยายาม อย่างเต็มที่ในการที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องในเรื่องของกฎหมายดังกล่าวทั้ง ๒ ฉบับ แต่เป็นที่เข้าใจกันดีว่าระยะเวลาที่ผ่านมาประมาณ ๓-๔ ปีที่ผ่านมานั้น สถานการณ์ ภายในประเทศของเรา ไม่ว่าจะเรื่องการเมืองก็ดี หรือเรื่องการขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ ก็ดี เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นปรากฏการณ์ก็คือเรื่องของภัยธรรมชาติเรื่องน้ำท่วม แล้วก็ในที่สุดนั้น เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แล้วก็นำพามาสู่การนำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ แฟตเอฟเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในเรื่อง การกำหนดมาตรฐานในเรื่องการเงิน ได้กำหนดข้อแนะนำมาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ๔๐+๙ คำว่า ๔๐+๙ นั้นผมเข้าใจว่าเรื่อง ๔๐ นั้นก็คือมาตรฐานในเรื่องความผิดมูลฐานที่จะต้อง ครอบคลุมในเรื่องของการฟอกเงินทั้งหมดในทุกมูลฐานความผิด ส่วนคำว่า ๙ ก็คือ เป็นการป้องกันสนับสนุนในเรื่องการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย ผมถือว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย ในการที่จะนำเข้าสู่มาตรฐานสากลดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการประเมินเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ประเทศไทย ได้คะแนนในการประเมินอยู่ที่ร้อยละ ๓๑ เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับ การพัฒนาหรือประเทศในกลุ่มยุโรป หรือแม้ประเทศในกลุ่มอาเซียนเองก็ตาม อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ยังได้รับการประเมินอยู่ในระดับที่ ร้อยละ ๕๐ ถึงร้อยละ ๖๐ ซึ่งในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานั้น ท่านผู้เสนอกฎหมาย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์ธีรรัตน์ได้กล่าวนำในเบื้องต้นแล้วว่า มีการประชุมเรื่องแฟตเอฟ แล้วก็ ได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยของเรานั้นมีความเสี่ยงอย่างยิ่งในเรื่องของการฟอกเงิน และขบวนการการก่อการร้าย ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยยกสถานะของประเทศให้มี ความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ได้กำหนด เอาไว้ของทั่วโลก แม้ประเทศไทยนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกของแฟตเอฟเองก็ตาม
ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราไม่ผ่านกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผมมีความเชื่อ ว่าผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อาจจะไม่ส่งผลในระยะเวลาอันใกล้ แต่ในระยะยาวนั้น เชื่อได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการทำธุรกรรมการเงินในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ จะเริ่มมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีการส่งออก เป็นรายได้ที่สำคัญนะครับ แล้วก็เอกสารที่เพิ่มเติมอย่างมากมาย โดยที่ต่างประเทศ ประเทศผู้ซื้อนั้นยังมีความสงสัยในประเทศของเราว่าแหล่งบริษัทที่ขายสินค้าให้เขานั้น เป็นบริษัทที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือบริคณห์สนธิ อย่างไรหรือไม่ และมีเงินทุนที่น่าเชื่อถือได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะต้องมีเรื่องเอกสารเข้ามา เกี่ยวข้องอย่างมากมาย และที่สำคัญเมื่อเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจะทำให้ต้นทุนทางด้านการเงิน ในการดำเนินการธุรกรรมทางการเงินนั้นมีความสูงขึ้น แล้วก็เป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ติดตามมา
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่กระผมอยากกราบเรียนก็คือว่า เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นมาแล้ว การลงทุนในต่างประเทศของประเทศเรา ประเทศอื่นๆ นั้น ที่จะมาลงทุนย้ายฐานการผลิตมาลงทุนที่ประเทศไทยนั้นจะทำให้เขามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ประเทศนี้ไม่ได้เป็นแหล่งฟอกเงิน ไม่ได้เป็นแหล่งอาชญากรรม หรือการก่อการร้าย ในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อเขามีความมั่นใจแล้วในเรื่องนี้กองทุนต่าง ๆ ที่จะมาลงทุน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกองทุนในระดับโลกหลาย ๆ อย่าง เขามีข้อกำหนดที่อ้างอิงกับแฟตเอฟบอกว่า บางกองทุนนั้นต้องอาศัยข้อกำหนดของแฟตเอฟเป็นหลักหนึ่งในการพิจารณานะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มขีดความสามารถ ของประเทศ และที่สำคัญประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยกำลังจะ ก้าวเข้าสู่ความเป็นอาเซียนในปี ๒๕๕๘ วันนี้ประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ก็ดี เขามีความเชื่อถือในเรื่องของมาตรฐานทางด้านการเงิน เพราะฉะนั้นแล้วถ้าประเทศไทย ยังมัวช้าอยู่ โอกาสสูญเสียในตลาดการแข่งขันในเรื่องต่าง ๆ ทั้งตลาดการเงิน ตลาดทุน ตลาดการท่องเที่ยว แม้กระทั่งการอุตสาหกรรมก็ดีจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก แล้วก็ ผมถือว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศผู้นำอาเซียนในระดับต้น ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นเราจะพลาดโอกาสในสิ่งเหล่านี้ แล้วก็จะไม่สามารถแข่งขันอย่างมีศักยภาพได้ ในปี ๒๐๑๐ ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์นั้นมีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี แล้วก็สิ่งแรกที่ประเทศนั้นเขาทำก็คือการออกกฎหมายเรื่องการฟอกเงิน และการก่อการร้าย แม้ว่าขณะนี้ในประเทศฟิลิปปินส์เอง กฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านขั้นตอน ของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่กำลังพิจารณาอยู่ในขั้นของวุฒิสภาซึ่งผมคิดว่าวันนี้ ในประเทศรอบๆ เพื่อนบ้านของเราในกลุ่มอาเซียนนั้นเขาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้กัน อย่างก้าวหน้า เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่ประเทศไทยนั้นจะได้นำสาระสำคัญของกฎหมาย ฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ สาระสำคัญของ กฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินนี้ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าการแก้ไขในเรื่องการเพิ่มคำนิยามของถ้อยคำที่เรียกว่าความผิดมูลฐาน จากเดิมกฎหมาย พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ มีแค่ ๑๑ มูลฐานความผิดนะครับ กฎหมายฉบับนี้ ที่แก้ไขเพิ่มเติมจะเพิ่มไปอีก ๑๒ มูลฐานความผิด ซึ่งผมเชื่อว่าจะครอบคลุม สิ่งที่มาตรฐานสากลในโลกเขาต้องการ แล้วจะเป็นการทำให้ประเทศไทยนั้นได้ยกสถานะ ในการเลื่อนชั้นเป็นประเทศที่มีระบบในเรื่องความเชื่อถือในเรื่องการเงินมากขึ้น
นอกจากนั้นแล้วสาระสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องการกระทำความผิด นอกราชอาณาจักร เรื่องความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้น เดิมไม่มีการกำหนดในเรื่องนี้นะครับ กฎหมายเรื่องการฟอกเงินและการก่อการร้ายก็จะมีการเชื่อมโยงกัน แล้วก็กำหนดให้ การกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรไทยนั้นเป็นความผิด แม้ว่าได้กระทำภายในประเทศไทย ก็ตาม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สาระสำคัญของเรื่องกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องร่าง พ.ร.บ. การป้องกันปราบปรามการสนับสนุนทางด้านการเงิน และการก่อการร้าย สาระสำคัญที่สำคัญที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก็คือว่าการกำหนด ความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แม้จะมีในประมวลกฎหมายอาญา ในมาตรา ๑๓๕/๒ อยู่แล้วนะครับ แต่ก็ไม่ครอบคลุม แล้วก็ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มบัญชีผู้ก่อการร้าย ซึ่งบัญชีนี้ก็ยึดหลักมาตรฐานสากล ทางหนึ่ง แล้วก็ยึดหลักบัญชีที่ประเทศไทยเองเห็นควรที่จะให้มีบัญชีเหล่านี้เกิดขึ้น ว่าใครเป็นบุคคลที่ต้องสงสัยในการที่เราจะต้องมาขึ้นบัญชีเช่นเดียวกัน
นอกจากนั้นแล้วสาระสำคัญอีกหลายอย่างของ พ.ร.บ. นี้ เรื่องการระงับ การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดหรือผู้มีรายชื่อนั้นได้มีการกระทำ ความผิดเกิดขึ้นมานั้นก็มีเหตุอันสมควรในการที่จะควบคุมทรัพย์สินเหล่านั้น สิทธิของผู้ถูกระงับ การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเพื่อเป็นการป้องกันในเรื่องของความไม่เป็นธรรม ในเรื่องต่าง ๆ ผู้ถูกร้องอาจจะขอยื่นการเพิกถอนบัญชีรายชื่อจากที่ตนเองนั้นได้มีข้อกำหนด ในเรื่องที่ติดบัญชีเหล่านี้จากการมีบัญชีรายชื่อในเรื่องผู้ก่อการร้าย
นอกจากนั้นแล้วสาระสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประโยชน์และมีความเป็นธรรม ก็คือเรื่องของการเข้าถึงทรัพย์สินของผู้ที่ถูกระงับการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้บุคคลภายนอกได้สามารถทำธุรกรรมที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเอาเงินเข้าบัญชี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชำระดอกเบี้ย หรือเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งศาล ในเรื่องต่าง ๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับสาระสำคัญในหลักการและเหตุผล ของร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตที่สำคัญที่อยากจะ บอกผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจง แล้วก็ผู้เสนอกฎหมาย ก็คือว่ากฎหมาย ๒ ฉบับนี้ จริง ๆ แล้วอยากให้มีความพยายามที่ให้เสร็จในเวลาที่ไม่ชักช้ามาก เพราะว่าการประชุม รอบแฟตเอฟที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๖ ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่เขาจะมี การพิจารณาในเรื่องของประเทศที่ติดแบล็คลิสท์ (Blacklist) หรือประเทศที่มีข้อสงสัย ในเรื่องการเงินและเรื่องการก่อการร้ายต่าง ๆ ถ้ากระบวนการพิจารณากฎหมายนี้เสร็จสิ้น พอเปิดสภามานี่เข้าวาระที่สามได้ สมมุตินะครับ แล้วก็มีผลบังคับใช้ก่อนปีใหม่หรืออาจจะ เร็วกว่านั้น ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศของเราเป็นอย่างยิ่ง
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ผมเชื่อว่าสำนักงานเลขาธิการ ปปง. จะเป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานหนึ่งในการที่จะมา ดูแลเรื่อง พ.ร.บ. ๒ ฉบับนี้เป็นหน่วยงานหลัก เพราะฉะนั้นจำนวนบุคลากรซึ่งวันนี้ สำนักงาน ปปง. มีบุคลากรอยู่ ๒๐๐ กว่าคนก็จริง แต่มีบุคลากรที่ดูแลในเรื่องการเงิน มีไม่ถึง ๑๐ คน มีอยู่ ๕ คนเท่านั้นเองครับ ถ้าเทียบสัดส่วนแล้วมีถึง ๒๐,๐๐๐ ต่อ ๑ คน ในขณะที่ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและมีผลบังคับใช้ สถาบันการเงินที่ต้องได้รับผลกระทบหรือธนาคาร ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศ มีอยู่เป็น ๑๐,๐๐๐ แห่ง ๒๐,๐๐๐ แห่งต่อคนดู ๑ คน ผมว่าไม่เพียงพอนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีอัตรากำลังคนเพิ่มเติมในหน่วยงานนี้ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า วันนี้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะสภาการท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรม ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ แม้กระทั่งวงการสมาคมธนาคารต่าง ๆ เขารอกฎหมายฉบับนี้อยู่ครับ แล้วเขาอยากให้เร่งกฎหมายฉบับนี้เพื่อที่ประโยชน์ ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศในการค้าการขายกับธุรกิจระดับประเทศในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่ง ก็คือว่าผมได้ดูร่างกฎหมาย ทั้ง ๒ ฉบับนี้ในมาตราต่าง ๆ สิ่งหนึ่งก็คือเนื่องจากว่าความผิดมูลฐานนั้นเป็นความผิด ที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยเช่นเดียวกัน แล้วก็เกิดขึ้นในกฎหมาย ปปง. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการก่อการร้ายด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเรียนถาม ก็คือว่าขอให้มีความชัดเจนในเรื่องของการกำหนดความผิดมูลฐานว่าอะไรที่เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา อะไรที่เป็นความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนที่ได้กระทำความผิดไม่มาก กระทำความผิดเล็กน้อย ที่ไม่ได้ความผิดร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ท่านประธานที่เคารพครับ พ.ร.บ. เกี่ยวกับป่าไม้ หรือทรัพยากรธรรมชาติ สมมุติว่าพี่น้องประชาชนเดิมเคยไปตัดต้นไม้ในเขต ภบท. ๕ เคยเอามาเผาถ่านเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้น่าจะเข้าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษไม่หนักเหมือนความผิดที่เกิดขึ้นในประมวลกฎหมายที่เรากำลัง จะพิจารณาในขณะนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าฐานความผิดตามกฎหมายการฟอกเงิน แล้วก็ ในเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะได้รับโทษที่หนักขึ้นนะครับ ก็หลายประเด็นที่กระผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปนะครับ ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ผมอยากเห็น สภาแห่งนี้ได้สนับสนุนกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ และกระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ให้มีการพิจารณา ฝากคณะกรรมาธิการแล้วก็ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วครับท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณครับ