สุชาติ ธาดาธำรงเวช หารือเรื่องนโยบายการศึกษา โดยเน้นย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการพัฒนาคนมากกว่าใช้เทคโนโลยี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น และเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชน นอกจากนี้ยังระบุว่า นโยบายการรับนักเรียน ม. ๓ ขึ้น ม. ๔ ถูกตั้งมาจากนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว และได้ดำเนินการตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ได้ประกาศไว้
ขออภัย ท่านสมาชิกนะครับ กระผม ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ มีสมาชิกที่สนใจได้ถามคำถามไว้นะครับ ผมก็จะตอบอย่างสั้น ๆ นะครับ
คำถามที่ ๑ ท่านสมาชิกก็บอกว่าควรให้ความสนใจทางด้านคนที่เรียนหนังสือ มากกว่ามุ่งเน้นด้านแท็บเล็ตเป็นหลักนะครับ ผมขอตอบคำถามนี้ดังนี้นะครับว่านโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มองเห็น ลูกหลานพี่น้องประชาชนเป็นลูกหลานของเราครับ นี่นโยบาย เราเน้นที่เด็กเป็นหลักครับ เรานำ โครงการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเข้ามาเพื่อที่ทำให้ลูกหลานพี่น้องประชาชนได้เรียนหนังสือเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น ใช้เวลารวดเร็วขึ้นนะครับ แล้วก็มีความกระฉับกระเฉงในการเรียนมากขึ้น เมื่อวานนี้ ผมได้ตอบในรายละเอียดไปแล้ว ดังนั้นให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยนี้เน้นลูกหลานพี่น้องประชาชนนะครับ
เรื่องต่อไปก็คือมีคำถามว่ารัฐบาลนี้เน้นเรียนดีแต่ไม่เน้นฟรีนะครับ กราบเรียนอย่างนี้นะครับ ปีนี้ก็ได้ของบประมาณทางด้านอุดหนุน ๕ แบบเพิ่มขึ้น ก็คือเรื่อง ค่าเรียน ค่ากิจกรรม ค่าเสื้อผ้านักเรียน ค่าหนังสือ เราได้ดูแลนักเรียนแล้วนะครับ แต่เรา ไม่ได้พูดว่าเรียนฟรีก็เป็นเพราะว่าเราจัดให้ระดับขั้นมาตรฐาน แล้วก็ตั้งแต่ในอดีตมา ไม่เคยมีการฟรีนะครับ เราจัดเรียนตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๔๙ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ ระดับขั้นพื้นฐาน ทุกระดับชั้นปีตั้งแต่อนุบาลเป็นต้นมาถึงระดับ ม. ๖ เช่น ปีนี้ ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ป. ๑ ต่อปีเราก็อุดหนุนเด็กประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ถ้า ม. ๖ ก็ประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าบาท อาชีวศึกษาก็ ๑๖,๐๐๐ บาทนะครับ อันนี้ก็กราบเรียนว่า ได้มีความตั้งใจที่จะให้นักศึกษาได้เรียนดี แล้วก็มีเงินสนับสนุนเท่าที่ประเทศไทย ณ วันนี้ สามารถจัดหาได้ในขั้นมาตรฐาน อย่างไรก็ตามเราเอาแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์เข้ามานี่ก็จะ เรียนดียิ่งขึ้นนะครับ เพราะว่าตามมาตรฐานสากลนี่หลายประเทศได้ทำแล้ว มีการวิจัย โดยโปรเฟสเซอร์ (Professor) โรเบิร์ต คอสมา ซึ่งมาเมืองไทยนี่นะครับ ก็บอกว่าการเรียน ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ก็จะดีกว่าการเรียนแบบหนังสือเดิม ๆ นะครับ ก็กราบเรียน พี่น้องประชาชน แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิกช่วยกันสนับสนุนในสิ่งเหล่านี้ ผมได้เรียนว่าจะเป็น การปฏิวัติวิธีการเรียนการสอนให้สามารถที่จะทำให้เด็กของเรามีอนาคตที่ดีขึ้น แล้วผม ได้นำเสนอว่านอกจากปฏิวัติวิธีการเรียนการสอนแล้ว ยังได้นำเสนอไปเมื่อวานนี้ว่าจะมี การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่โดยการให้ครูได้ผลงานจากการสอนนักเรียนที่เรียกว่า แอคเคาน์ทะบิลิตี้ (Accountability) มีการใช้โอเน็ต (O-NET) เข้ามาสอบช่วงชั้นปี ป. ๖ ม. ๓ ม. ๖ แล้วก็เนชั่นแนล เทสต์ (National Test) ในปีที่ไม่ได้สอบโอเน็ตนั้นนะครับ นักเรียนก็สนใจข้อสอบมาตรฐานของประเทศได้คะแนนเอาไปให้แม่ดู ได้คะแนนเอาไปสอบ ขึ้นช่วงชั้นถัดไป ครูก็จะได้คะแนนจากนักเรียนไม่ต้องวิ่งเต้นทำวิจัยเพื่อจะได้ขึ้นจาก คศ. ๒ เป็น คศ. ๓ จาก คศ. ๓ เป็น คศ. ๔ หรือขึ้นเงินเดือน ๒ ขั้นนะครับ กราบเรียนเรื่องนี้ไว้นะครับ
เรื่องต่อมาก็คือมี ๓ ท่านถามเรื่องว่าทำไมนักเรียน ม. ๓ ขึ้น ม. ๔ ถูกตัดออกไป ก็มีท่านธนา ชีรวินิจ ท่าน พลตำรวจโท พิทักษ์ จารุสมบัติ แล้วก็ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่านโยบายอันนี้ต่อเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลที่แล้วนะครับ ต้องขอเอ่ยนามว่าคือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นำอยู่นะครับ ก็คือว่าเราคัดนักเรียน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ ม. ๓ ที่อยู่โรงเรียนเดิมขึ้น ม. ๔ อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ให้สอบแข่งขันนะครับ ความจริงแล้วผมก็มีข้อคำถามเรื่องนโยบายนี้พอสมควร แต่เนื่องจากต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนที่ผม จะมาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ได้ดำเนินการตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ได้ประกาศไว้อย่างครบถ้วน รวมทั้งเมื่อวานนี้ก็ได้เชิญผู้ปกครองนักเรียน ม. ๓ ขึ้น ม. ๔ ของโรงเรียนบดินทรเดชา ได้มารับทราบ ผู้ปกครองที่ได้รับการชี้แจงไปก็ได้เข้าใจว่าทำไมลูกหลานเขานี่ไม่ได้เข้าต่อ ม. ๔ ของโรงเรียนเดิมซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ๑ ใน ๖ ของประเทศไทยพอดีนะครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับ นโยบายเดิมนี่ที่ผมเข้าใจก็คือว่ารัฐพยายามผลักดันให้เด็กบางส่วน ไปเรียนทางด้านอาชีวะศึกษามากขึ้น เพราะว่าสัดส่วนอาชีวศึกษาต่อเรียนสายสามัญ ต่ำเกินไป ผมก็เลยไปแก้เรื่องการที่จะให้มีเด็กนักเรียนเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น โดยการให้จบ ปวส. สามารถต่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลได้ ซึ่งมีผู้หวังดีในอดีต ที่ทบวงมหาวิทยาลัยเก่าเขาไปตัดไว้ คือเขาบอกว่าจบ ปวส. แล้วห้ามต่อมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล ถ้าจะต่อต้องมาเทียบหน่วยกิตแล้วมันใช้เวลามากขึ้นไม่ใช่ ๒ ปี เป็น ๒ ปีครึ่งหรือ ๓ ปีนะครับ โดยผู้ที่ตัดก็อ้างว่าการศึกษา ปวส. ไม่เท่าเทียมกับ มหาวิทยาลัย ต่อกันไม่ได้ อันนี้ผมก็ได้ขอร้องให้ สกอ. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้พิจารณาขอให้ต่อได้ เถอะครับ ก็มีสถาบันราชมงคล ๙ แห่ง ที่รับที่จะมีการศึกษาต่อเนื่อง อันนี้ก็จะช่วยให้ วันนี้คนไม่เรียน ปวส. เป็นเพราะว่าจบแล้วไม่รู้จะไปต่อที่ไหน คนก็จะจบแค่ ปวช. แล้วก็ จะไปต่อที่ที่ให้ปริญญา เช่น สถาบันราชภัฏ อาจจะไปต่อวิชาสังคมศาสตร์ ซึ่งเราเสียช่างไป นะครับ นอกจากนั้นสถาบันอาชีวศึกษาเองที่เรียนแค่ ปวช. ปวส. ก็จะตั้งเป็นสถาบัน ต่อเนื่องไปอีก ๑๙ แห่ง ควบรวมกันนะครับ อันนี้ก็จะช่วยผลักดันให้เรามีนักเรียนอาชีวะ เรียนมากกว่าที่อื่นสัก ๒ ปี แล้วก็ได้ปริญญาตรี ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ได้กราบเรียน ท่านสมาชิกแล้วว่าพ่อแม่ในภูมิภาคเอเชียทั้งหลายรวมทั้งเมืองไทยต้องการเห็นลูกรับ พระราชทานปริญญาครับ ทีนี้เราจะใช้เรียกว่าคอนเซ็พต์ของเยอรมันกับของยุโรปไปบอกพ่อแม่ว่า ลูกของลุงไม่ต้องเรียนหรอก แค่นี้ก็พอ ได้สตางค์ก็พอ อะไรอย่างนี้นะครับ ผมก็กราบเรียน ท่านทั้งหลายว่าเราอย่าไปบังคับวัฒนธรรมสังคมของประเทศ ดังนั้นเราก็ให้ต่อเนื่อง ทำไมละครับ เรามีอาชีวะแก่ขึ้นอีก ๒ ปี ได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ดีกว่าจบ ปวส. ได้เงินเดือนหมื่นเดียว แล้วเขาก็เป็นช่างผู้ชำนาญ สุขุม รอบคอบขึ้นเพราะอายุมากขึ้น ในประเทศอิสราเอลทุกคน จบมหาวิทยาลัยแก่กว่าที่อื่น ๆ ๓ ปีหมด เพราะว่าต้องไปเป็นทหารตั้ง ๒ ปีกว่าเป็นต้นนะครับ อันนี้ก็ได้กราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้ได้แก้ไป วันนี้ฟัง ๓ ท่านที่ได้พูดผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยครับว่า ต่อไปนี้ปรัชญาการศึกษาให้พ่อแม่และเด็ก ๆ คิดถึงอนาคตของตัวเองให้กว้างที่สุด เรียกว่า มีจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ มากกว่ารัฐหรือเรื่องสเตท (State) ไปบังคับว่า ครอบครัวคนยากคนจนก็จะต้องไปช่องโน้นช่องนี้ ซึ่งไปบังคับมาก ประเทศจะไม่พัฒนา มีบางประเทศทางเหนือ ประเทศเกาหลีใต้เช่นเดียวกันที่เขาบังคับครอบครัวให้คิดไม่พัฒนา วันนี้ปรัชญาการศึกษาก็คือว่าให้เด็กและผู้ปกครองช่วยกันคิดการดูแลอนาคตของตัวเอง ดังนั้นที่หลายท่านท้วงติงมาผมก็คิดว่าต่อไปโรงเรียนที่มีผู้สนใจ ดี เป็นโรงเรียนมาตรฐาน หรือเราเรียกว่าเวิลด์คลาส (World class) นี่นะครับ มี ๒๘๐ แห่ง ถ้าสามารถ ขยายห้องเรียนได้ สามารถไปเทคโอเวอร์ (Take over) ที่เรียนหลายที่ที่เริ่มว่างแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ การบริหารโรงเรียนไม่จำเป็นต้องอยู่ในแอเรีย (Area) เดียวกัน ปีถัด ๆ ไปเราก็สามารถ ขยายห้องเรียนที่ผู้ปกครองและนักเรียนต้องการเข้าสู่ เราไม่ได้ขยายอย่างเดียวนะครับ หลายท่านได้อภิปรายแล้ว เรามีผู้อำนวยการคนเดียวกัน มีระบบเครือข่าย อุปกรณ์ต่าง ๆ มีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นปีถัด ๆ ไปผมก็จะขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกันดูแลงบประมาณว่า เราขยายโรงเรียนที่มี แบรนด์เนม (Brand name) แล้วให้กว้างขึ้น ให้มีโอกาสมากขึ้น แล้วก็ จะไปอยู่หลังบ้านของพี่น้องประชาชน โรงเรียนชื่อดัง ๆ มี ๖ โรงเรียน มีโรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนบดินทรเดชา แล้วก็อีก ๒-๓ โรงเรียน เขาก็จะไปตั้งอยู่ที่หลังบ้านของพี่น้องประชาชน บางทีทั่วประเทศเลยนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็จะ ช่วยทำให้มาตรฐานดีขึ้น คนสอนก็คนเก่ง คนฉลาด คอมพิวเตอร์ก็เข้ามา ระบบปฏิรูปการศึกษา ที่ครูได้ผลงานจากนักเรียนก็เข้ามา นักเรียนไปสอบข้อสอบมาตรฐานก็สามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะรับคำแนะนำจากท่านสมาชิกทุกท่านไปนะครับ แต่ที่กราบเรียนว่าปีนี้ ที่ยังมีเด็กที่ยังมีปัญหาอยู่นะครับ นอกจากว่ามีบางคนที่เข้าไปแทรกแซง ท่านคงทราบ ตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ทำให้เรารับเด็กเหล่านี้วันนี้ไม่ได้ เป็นเพราะว่าระเบียบกฎเกณฑ์ ของชาติบ้านเมืองได้กำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้วนะครับ ก็ได้พยายามจัดหาให้เด็กทุกคนที่มา ประท้วงและมาที่ต่าง ๆ หลายที่ จัดไปที่โรงเรียนเขาเรียกว่าคู่พัฒนา เกือบจะเหมือน โรงเรียนเวิลด์คลาสนี้เลยนะครับ แล้วถ้าบางคนยังไม่ได้ก็มีโรงเรียนเครือข่ายอีก ๕-๖ แห่ง คือการศึกษาของไทยวันนี้มีที่เรียนให้ลูกหลานพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับ แล้วก็จัด มาตรฐานให้ดีเท่าเทียมกัน ให้เร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่จะเข้าโรงเรียนดัง ๆ ที่เดียวในวันนี้ กฎระเบียบเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้บอกไว้แล้วทุกคนทราบแล้ว ก็เลยขอกราบเรียนไว้ เพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณครับ