สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องงบประมาณปี 2556 และการป้องกันการทุจริต โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบประมาณเพิ่มเพื่อป้องกันการทุจริต และปราบปรามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่บุคคลทุจริตถูกจับได้และศาลลงโทษแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการลงโทษอย่างเหมาะสม

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อ ๑.๓ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๔๒๐,๕๐๐,๐๐๐ บาท ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าถ้าหากว่า ดูคำอธิบายสำหรับงบประมาณการป้องกันปราบปรามการทุจริต รัฐบาลได้พูดค่อนข้าง จะสวยหรูนะครับท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลในสถาน การศึกษา และพูดถึงการปราบปรามการทุจริตในประเทศและระหว่างประเทศให้เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และเป็นธรรม ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปราม การทุจริตมากที่สุดครับ เพราะในขณะนี้ท่านประธานก็ทราบนะครับว่าปัญหาการทุจริต มันเหมือนกับมะเร็งร้ายสำหรับประเทศไทย และที่เห็นได้ชัดนะครับว่าทุกหย่อมหญ้าได้พูด ถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เว้นทุกหน่วยงานครับ ไม่ว่าเราจะป้องกันและปราบปราม อย่างไรก็ตาม แต่ว่าการทุจริตคอร์รัปชันก็ขยายตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องยอมรับว่า ในวงการเมืองการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวงจรอุบาทว์ที่นำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหาร และทุกครั้ง ที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ท่านประธานก็ทราบครับว่าข้ออ้างที่ชอบธรรมที่สุดนั่นก็คือ รัฐบาล ที่ถูกปฏิวัติรัฐประหารมีการทุจริตคอร์รัปชัน ในกรณีวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธานก็ทราบนะครับว่า ๑ ใน ๔ ของการปฏิบัติรัฐประหารเกิดจากการทุจริต คอร์รัปชันด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมก็เห็นความสำคัญตรงนี้ครับท่านประธาน ผมก็เลย อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการจัดงบประมาณ จำนวน ๔๒๐,๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเปรียบเทียบกับความสำเร็จในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันนี่ มันน้อยมากครับท่านประธาน จากงบประมาณปีนี้ ๒.๔ ล้านล้านบาท ถ้ามีการทุจริตคอร์รัปชัน ผมเอาน้อย ๆ ท่านประธานไม่ต้องมากครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะเสียเงินไปประมาณ ๒.๔ แสนล้านบาทครับ แล้วถ้ามาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่มาป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน แค่ ๔๒๐ ล้านบาท มันน้อยมากครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าหากว่าเราจะตั้งงบประมาณ ให้มากกว่านี้เพื่อจะลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ควรจะส่งเสริมครับ สิ่งแรกผมคิดว่าเงินจำนวน ๔๒๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลจะต้องไปทำอย่างไรบ้างครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าจะต้องไปทำในเรื่องการป้องกันการทุจริต นั่นก็คือการปลูกฝังค่านิยม ของประเทศ ของคนไทย ท่านประธานก็จะเห็นนะครับว่าค่านิยมของคนไทยในขณะนี้ก็คือ บูชาคนมีเงิน นับถือคนมีเงิน เห็นเงินเป็นพระเจ้า แล้วก็จนสุดท้ายคนรวยทำอะไรไม่ผิด คนรวยไม่มีสิทธิติดคุก คุกไว้สำหรับขังคนจน เท่านั้นจริง ๆ ครับท่านประธาน นี่มันเป็น ค่านิยมของสังคมไทยครับ จนในขณะนี้ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับ ที่ผม น่าหวาดกลัวมากที่สุดนะครับ ก็คือว่า สำหรับภาพลักษณ์ของประเทศ มีการชี้วัดภาพลักษณ์ การคอร์รัปชันของประเทศไทยโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสในสากล บอกว่าในขณะนี้ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยอยู่ใน ๓.๓-๓.๕ ในจำนวนเต็ม ๑๐ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับคะแนน ที่นักเศรษฐศาสตร์ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ใน ๓.๘๓ นี่ใกล้เคียงกันมากครับ คือตกจริง ๆ ครับ ตกมากด้วย ถ้าหากเป็นนักเรียนต้องไล่ออกจากโรงเรียนอย่างนี้เรียนไม่ได้ครับ ตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมเองผมเป็นห่วง แล้วถ้าหากว่าดูจากในกรณีค่านิยมที่รัฐบาลจะต้องไปปรับนี่ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เอแบคโพล (ABAC poll) ได้สำรวจค่านิยมของสังคมไทย ท่านประธาน เห็นนะครับว่าประชาชนร้อยละ ๖๔.๕ ครับ ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี และตัวเองได้ประโยชน์ด้วยครับ อันนี้น่ากลัวมากครับ ท่านประธาน มันหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าใครที่มาเป็นรัฐบาลกินได้ โกงได้ครับ แต่ขอให้ทำงาน ขอให้แบ่งให้กับตัวเอง ให้ตัวเองได้ประโยชน์ จริง ๆ มันไม่เป็นเช่นนั้นครับ ท่านประธานครับ ค่านิยมนี้ต้องหายไปครับ ทำงานโดยไม่ทุจริต และต้องทำงาน มีประสิทธิภาพด้วย อันนี้เราต้องสร้างค่านิยมนี้ ที่น่าหนักใจมากที่สุด และที่ห่วงมากที่สุดก็คือ ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ท่านประธานที่จะต้องเป็นอนาคตของชาติในวันข้างหน้า ร้อยละ ๗๑ ที่เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นนี่เป็นเรื่องธรรมดาและยอมรับได้ครับ อันนี้ละครับ ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องเข้ามาแก้ไขค่านิยมอันนี้ให้หมดไปครับ ผมเรียนกับท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลก็พยายามที่จะสร้างภาพ พยายามที่จะเอานายกรัฐมนตรีเป็นพรีเซ็นเตอร์ (Presenter) ในการต่อต้านการทุจริตครับ เร็ว ๆ นี้ท่านประธานก็จะเห็น เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคมที่ผ่านมานะครับ ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในการประชุมเชิงปฏิบัติการมอบนโยบาย และประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอย่างไรบ้างครับ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีพูด ๑ ใน ๔ แนวทางคือ ปลุกจิตสำนึก เรียนรู้ร่วมกัน โดยทำป้ายไม่รับสินบน พัฒนาองค์กรหน่วยงานที่จะสร้างความโปร่งใส ๓. เฝ้าตรวจสอบ และระวังเชิงรุก ๔. ปราบปรามที่จริงจังและลงโทษอย่างเข้มงวดครับ ต้องเรียนกับท่านประธาน ครับว่าการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันต้องเริ่มที่รัฐบาลก่อนครับ รัฐบาลต้องทำคือ

๑. รัฐบาลจะต้องไม่เอื้อประโยชน์โครงการของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าการทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยซ้ำไปครับ

๒. รัฐบาลไม่ควรที่จะสร้างภาพลักษณ์หรือเปิดเงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้มีการทุจริตในเรื่องโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการนโยบาย จำนำราคาพืชผล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทุจริตมากที่สุดครับ

แล้วรัฐบาลก็ต้องเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธาน ไม่มีภาพลักษณ์ที่จะไปเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายเอกชน หรือคนหนึ่งคนใด เหมือนกับกรณี ว. ๕ โฟร์ซีซันส์ อย่างนี้ต้องไม่มีครับ เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องสร้างภาพ ไม่ให้ใครมากล่าวอ้างได้ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนหรือบุคคลภายนอกครับ

ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า สำหรับข้อที่ ๔ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด นี่ครับ ผมคลางแคลงใจมากที่สุดก็คือบอกว่าการปราบปรามที่แท้จริงจะต้องลงโทษ อย่างเข้มงวดครับ นายกรัฐมนตรีคิดจะปราบปรามการทุจริต ซึ่งยังไม่รู้เลยว่าในขณะนี้มันมี ใครบ้างทุจริต แล้วยังจับตัวไม่ได้เลยครับ จะเข้มงวด จะกวดขันอย่างไรก็เอาตัวมาลงโทษ ไม่ได้ครับ แต่ผมอยากจะถามนายกรัฐมนตรีที่ประกาศเป็นพรีเซ็นเตอร์ต่อต้านการทุจริต ในกรณีที่คนทุจริตคอร์รัปชันโกงบ้านโกงเมือง จับได้แล้วและศาลลงโทษแล้วว่าติดคุก ๒ ปี นายกรัฐมนตรีไม่เห็นจะใช้มาตรการลงโทษหรือจับกุมโดยเด็ดขาดอย่างใดทั้งสิ้นครับ ปล่อยให้คนเหล่านี้ลอยนวลอยู่เพราะว่าประเทศไทยท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมต้องเรียน กับท่านประธานนะครับว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องนี้ทำให้สังคมคลางแคลงใจครับว่า นายกรัฐมนตรีมือถือสากปากถือศีลหรือเปล่า หรือทำเฉพาะในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของตัวเอง