กรวีร์ ปริศนานันทกุล หารือเรื่องการอภิปรายเพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2556 โดยชื่นชมการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด และเสนอแนวคิดการจัดสรรครูเก่ง ๆ ไปสอนเด็กนักเรียนที่อยู่ในชนบทที่ขาดแคลนโอกาส โดยกราบฝากข้อเสนอแนะ 2-3 ข้อ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา เรากำลังอยู่ในช่วงของการอภิปรายเพื่อที่จะกำหนดร่างของพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายของปี ๒๕๕๖ ครับ ผมเองต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาส กระผมได้มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันที่พวกเรากำลังถกถึงเรื่องของ การกำหนดพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้
อันดับแรก ผมต้องขอชื่นชมทางรัฐบาลที่ในปี ๒๕๕๖ นี้ได้ตั้งงบประมาณ รายจ่ายเอาไว้ถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ถ้าหากว่าพิจารณาไปใน ๒.๔ ล้านล้านบาทนี้ เราจะพบว่า กระทรวงที่ได้รับความสำคัญโดยการจัดอันดับในการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด นั่นก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดสรรงบประมาณมากถึง ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น สัดส่วนแล้วสูงถึง ๑๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง ๓๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่านี่เป็น นิมิตหมายที่ดีครับ นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีจากทางรัฐบาลเองที่ตั้งใจที่จะเห็นการลงทุนที่ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นการสร้างหลักประกันอนาคตให้กับประเทศชาติของพวกเราอย่างมั่นคงต่อไป ในอนาคตได้ดีที่สุด นั่นก็คือการลงทุนและการพัฒนาของคน แล้วไม่มีอะไรหรอกครับที่จะ เป็นการพัฒนาและลงทุนศักยภาพของคนได้ดีไปกว่าการกระจายโอกาสทางด้านการศึกษา ให้กับลูกหลาน ให้กับเยาวชนคนไทยของพวกเรา นอกเหนือไปจากงบประมาณที่ท่าน ได้จัดสรรให้กับทางกระทรวงศึกษาธิการสูงมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งแล้ว ผมยังชื่นชมครับ นโยบายที่จะส่งผลกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงต่อทัศนคติของผู้คนในสังคมที่มีต่อการศึกษา นั่นก็คือการกำหนดให้ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะมีรายได้ขั้นต่ำที่ ๑๕,๐๐๐ บาท นอกเหนือไปจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและนอกเหนือจากการที่จะสร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชนที่จบการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีแล้ว ผมเชื่อเหลือเกินครับว่านโยบายนี้ ยังเป็นนโยบายที่สำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คน วันนี้เราจะเห็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนทั้งเยาวชนคนไทยของพวกเราล้วนแล้วแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อที่จะสำเร็จ การศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี เพราะเขาคาดหวังว่าเมื่อจบในระดับชั้นปริญญาตรีแล้ว อนาคตไม่ว่าจะเป็นรายได้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในชีวิตของเขาก็จะดีมากยิ่งขึ้นจากการที่ได้รับ เงินเดือนที่สูงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามผมมีอยู่ ๒-๓ ประเด็น ที่อยากจะกราบฝากเรียนไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเมื่อสักครู่นี้เราก็ได้รับเกียรติครับ ท่านเอง ก็ให้เวลากับสภาแห่งนี้ด้วยการมาร่วมกันรับฟังข้อชี้แนะ ข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกด้วย
ประเด็นแรก ผมอดแปลกใจไม่ได้หรอกครับ ในขณะที่พวกเรากำลังประชุม ในขณะที่พวกเรากำลังถกเถียงกันเรื่องของการจัดสรร พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายอยู่นี้นั้น ในช่วงวัน ๒ วันที่ผ่านมานี้เป็นช่วงของการเปิดภาคเรียนการศึกษาพอดี แล้วผมอดแปลกใจ ไม่ได้ว่า ในขณะที่พวกเราจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการมากเป็นอันดับหนึ่ง ในรัฐบาลแห่งนี้ ยังมีนักเรียนหลายต่อหลายคนที่ต้องถูกผลักไสไล่ส่งออกจากระบบ การศึกษา ยังมีนักเรียนและผู้ปกครองอีกหลายคนที่ต้องผิดหวังจากการศึกษาต่อในระดับชั้น ม. ปลาย เราจะเห็นได้จากข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แล้วก็โทรทัศน์ที่จะมีการชุมนุมประท้วงกัน ของเด็กนักเรียนที่พลาดหวัง ผมก็ตั้งคำถามง่าย ๆ นะครับว่าทำไมวันนี้เรากำลังพยายามที่จะ ขยายโอกาสทางด้านการศึกษาให้กับผู้คนในสังคม ให้กับลูกหลานในประเทศของพวกเรา ตามข้อเท็จจริงครับ นักเรียนที่จบจากระดับชั้น ม. ๓ จบจากระดับชั้น ม. ต้น ที่จะไปศึกษา ในระดับชั้น ม. ปลายนั้น ผมเข้าใจครับ ตามความเข้าใจของผมก็คือว่าไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับที่จบจาก ม. ๓ แล้วจะไปเรียนต่อในระดับชั้น ม. ปลายหรือว่า ม. ๔ วันนี้โอกาสทางการเลือกทางด้านการศึกษาซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเอง ท่านก็เปิดโอกาสกว้างไว้ครับ นักเรียนบางคนอาจจะสนใจไปเรียนต่อทางด้านอาชีวศึกษา นักเรียนบางคนอาจจะสนใจที่จะไปศึกษาต่อไปเป็นอาชีพตำรวจหรือว่าทหาร เขาก็ออกจาก ระดับชั้น ม. ๓ ไปครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเกือบจะทุกโรงเรียนในประเทศไทยละครับ นักเรียนระดับชั้น ม. ๓ ที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม. ๔ ของโรงเรียนนั้น ๆ ไม่ใช่ เป็นนักเรียนจาก ม. ๓ ขึ้นไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นนักเรียนที่ออกไปโดยไปศึกษาต่อ ในแนวทางอื่น ๆ ก็จะมีที่ว่างเพื่อที่จะให้โรงเรียนนั้นเปิดรับนักเรียนที่จะเข้ามาศึกษา ในระดับชั้น ม. ๔ จากสถาบันการศึกษาแห่งอื่นเพิ่มเติมมากขึ้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าหากว่าเราจะให้ความสำคัญ แล้วก็เปิดโอกาสให้นักเรียนที่จบ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนนั้น ๆ ได้มีโอกาสเรียนในระดับ ม. ๔ ก่อน แล้วผมก็เข้าใจครับว่านักเรียนทุกคนนั้นมีความเก่ง มีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน บางคน อาจจะเรียนถนัดไปทางด้านสายวิทย์ บางคนอาจจะถนัดไปทางด้านสายศิลป์ ก็เป็นหน้าที่ ของโรงเรียนครับที่จะต้องจัดสรรโอกาสทางด้านการศึกษาให้ตรงกับความต้องการ ของนักเรียน ของแต่ละคน วันนี้ผมคิดว่าหน้าที่หลักของโรงเรียน นั่นก็คือการสร้างคนโง่ ให้เป็นคนฉลาด และนั่นก็คือการสร้างคนที่ขาดโอกาสให้มีโอกาสทางด้านการศึกษา อย่างมีคุณภาพและอย่างเท่าเทียม วันนี้ผมไม่น่าเชื่อนะครับ แล้วเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากจะเห็น นั่นก็คือการผลักไสไล่ส่งนักเรียนบางส่วนที่คิดว่าจะเป็นภาระของโรงเรียนให้ออกไปเป็น ภาระของสังคม หน้าที่ของโรงเรียนและหน้าที่ของสถาบันการศึกษา นั่นก็คือการสร้าง คุณภาพของนักเรียน แล้วก็เยาวชนของพวกเราเพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นคนที่มีอนาคต ให้เป็นคนที่มีการศึกษาและเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตครับ
ประการที่ ๒ นั่นก็คือการยกระดับมาตรฐานของโรงเรียน ซึ่งในวันนี้เราก็ต้อง ยอมรับครับว่าโรงเรียนในแต่ละโรงเรียนนั้นมีคุณภาพ มีมาตรฐานทางด้านการศึกษา ที่ไม่เท่ากัน โรงเรียนเล็ก ๆ ที่อยู่ตามชนบทในต่างจังหวัดไม่มีทางหรอกครับที่จะมีคุณภาพ แล้วก็มาตรฐานทางด้านการศึกษาเท่ากับโรงเรียนประจำจังหวัดที่มีนักเรียนหลาย ๆ พันคน ไม่มีทางหรอกครับที่เราจะสามารถที่จะทำให้ ๒ โรงเรียนนี้มีความเท่าเทียมกันได้ นั่นก็เป็น ความจริงที่เราจะต้องยอมรับ ถามว่าสาเหตุแห่งช่องว่างระหว่างโรงเรียนใหญ่กับโรงเรียนเล็ก ที่อยู่ในชุมชนในชนบทนั้นมันเกิดจากอะไรละครับ ส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นมาจากการจัดสรร จากทางกระทรวงศึกษาธิการเอง ซึ่งเราก็จัดสรรงบประมาณโรงเรียนใหญ่กับโรงเรียนเล็ก ที่ไม่เท่ากันอยู่แล้ว แล้วก็เกิดขึ้นมาจากชุมชน เราก็ต้องยอมรับครับโรงเรียนที่อยู่ในเขตเมือง ผู้ปกครองอาจจะมีกำลังที่จะให้การสนับสนุนโรงเรียนที่มากหน่อย โรงเรียนเหล่านี้ก็จะมี ความพร้อมมากกว่าโรงเรียนที่อยู่ตามชนบทโดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมเชื่อว่า หน้าที่ที่สำคัญและเป็นภารกิจที่สำคัญของทางกระทรวงศึกษาธิการเอง นั่นก็คือการลด ช่องว่างตรงนี้ครับ ลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนที่มีมาตรฐานทางด้านการศึกษาที่ดีมาก กับโรงเรียนที่มีมาตรฐานการศึกษาที่ค่อนข้างจะขาดโอกาส และการปรับปรุงในการที่จะ สร้างมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันนั้นไม่ได้หมายความว่าท่านจะไปดึง หรือว่าไปลดระดับโรงเรียน ที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้วให้ลดลงมาต่ำนะครับ วิธีการก็คือทำอย่างไรที่จะเพิ่มศักยภาพ ของโรงเรียนที่มีขนาดเล็กนั้นให้มีความพร้อมทางด้านการศึกษาให้มันใกล้เคียงกับโรงเรียนใหญ่ ให้มากขึ้น แล้วก็มากขึ้น วิธีการหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเราสามารถที่จะทำได้ก็อยากจะกราบเรียนฝากไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ นั่นก็คือการจัดสรรบุคลากรทางด้าน การศึกษา วันนี้เราจะเห็นครูเก่ง ๆ ครูดี ๆ ครูที่มีความพร้อมก็จะไปกองอยู่ในโรงเรียนใหญ่ นั่นก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไมผู้ปกครองเองอยากจะให้บุตรหลานของตัวเองเข้าไปอยู่ ในโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าหากว่าเรามองการบริหารบุคลากรในภาพ ที่กว้างขึ้น นอกเหนือไปจากการบริหารบุคลากรที่จำกัดอยู่ในภายในเฉพาะโรงเรียน แต่ละโรงเรียน เรามองให้เป็นเขตครับ เรามองให้เป็นจังหวัดครับ เอาบุคลากร เอาคุณครู เอาอาจารย์ที่เก่ง ๆ ในแต่ละโรงเรียนนั้นมากองรวมกันตรงกลาง แล้วก็จัดสรรโดยที่ทาง กระทรวงศึกษาธิการเองให้การสนับสนุนครับ จัดสรรครูเก่ง ๆ ครูที่มีคุณภาพจากโรงเรียนใหญ่ ๆ ไปสอนเด็กนักเรียนที่อยู่ในชนบทที่เขาขาดแคลนโอกาสบ้างก็จะทำให้คุณภาพทางด้าน การศึกษาของโรงเรียนเล็ก ๆ นั้นมีคุณภาพที่มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นก็อยากจะ กราบเรียนฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ฝากผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี เราอยากจะเห็นการปรับปรุง เราอยากจะเห็นการพัฒนาทางด้าน การศึกษาเพื่อที่จะเป็นหลักประกันให้กับลูกหลานของพวกเราต่อไปในอนาคต แล้วก็ ในท้ายที่สุดก็ต้องฝากโอกาส ฝากการยกระดับทางด้านการศึกษาไว้กับทางรัฐบาลชุดนี้ เพราะผมก็มั่นใจครับว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะสร้างโอกาสทางด้านการศึกษา ถ้าหากว่า เราสามารถที่จะเตรียมความพร้อมให้กับลูกหลานและให้กับบุคลากรของประเทศ ก็คือ เยาวชนของพวกเราในอนาคตด้วยการศึกษาที่ดีแล้ว นี่ก็จะเป็นหลักประกันที่จะทำให้ ประเทศไทยของพวกเรามีอนาคตที่ดีมากยิ่งขึ้นของประเทศไทยของพวกเราด้วย ขอกราบ ขอบพระคุณครับ