ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย กล่าวถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาความยากจน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเน้นการสร้างสังคมแห่งความรักในประเทศไทย โดยมีการเสียสละและความรักต่อกัน
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการอภิปรายในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ กระผมมีเรื่องที่จะ กราบเรียนว่าตั้งแต่ปีวิกฤติเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ มานี้ เป็นวิกฤติที่ทําให้ประเทศชาติของเรา ล่มสลายไปและในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ มีพรรคไทยรักไทยได้เกิดขึ้นมาภายใต้กรอบแนวคิดใหม่ ที่มีการจัดสรรงบประมาณและการใช้นโยบายในการที่จะนํางบประมาณลงสู่ระดับรากหญ้า แล้วก็ทําให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศชาติก้าวเดินไปได้ มาถึงวันนี้นะครับ พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทย ก็คือพรรคไทยรักไทยเดิมนั่นเอง และบุคลากรของพรรคไทยรักไทยเดิมกลับต้องมาอยู่ พรรคเพื่อไทยทั้งหมดเพราะว่าพรรคไทยรักไทยถูกยุบไป วันนี้ความเชื่อถือของพี่น้องประชาชน ต่อพรรคเพื่อไทย ได้ยอมรับและอยากจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน แก้ไขปัญหาของสังคมให้มันดีขึ้นนะครับ นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้นําเสนอต่อพี่น้องประชาชนได้มีความชัดเจนในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ มีความชัดเจนในเรื่องของระบบสังคม ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของความมั่นคง ของประเทศ อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง จึงทําให้พี่น้องประชาชนได้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา และในวันนี้นะครับ วันนี้เป็นไดอะแกรม (Diagram) ที่ผมได้ทําไว้ ผมมีความเชื่อมั่นว่า นโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ดีกว่าพรรคไทยรักไทยเมื่อ ๑๐ ปีก่อนเป็น ๑๐ เท่า หมายความว่านโยบายนี้พร้อมนะครับ ทิศทางการเดินของพรรคเพื่อไทยในการนําพา ประเทศให้ก้าวเดินไป มีทิศทางที่ถูกต้อง แต่ว่าวันนี้ครับ มีปัญหาเรื่องของข้าวของแพง มีปัญหาในเรื่องของสินค้าเกษตรตกต่ํา นี่เป็นแค่ช่วงเวลาช่วงหนึ่งเท่านั้นเองที่มันเกิดขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจของโลกนี้เป็นภัยคุกคามไม่ว่าวิกฤติเศรษฐกิจในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ของยุโรปที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องการเมืองในตะวันออกกลาง และประเทศแอฟริกาใต้เกิดขึ้นมากมาย แล้วก็วิกฤติการเมืองภายในประเทศของเรา ตลอดจนวันนี้เวลาการเมืองก็เคลื่อนไป ปีที่แล้วมีการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม รัฐบาล เข้ามาบริหารวันที่ ๒๓ เดือนสิงหาคม เงินงบประมาณซึ่งเป็นกลไกสําคัญของรัฐบาลในการที่จะ พาประเทศนี้ก้าวเดินไป ก็เลื่อนเวลาออกไปถึง ๕ เดือน เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณต่าง ๆ ต้นปี ๒๕๕๕ มาก็ใช้ลําบาก มาปี ๒๕๕๖ นี้ครับ งบประมาณที่เข้ามาใหม่ ๒.๔ ล้านล้านบาท กระผมเข้าใจว่าในปี ๒๕๕๖ นี้ การใช้งบประมาณต่าง ๆ จะสามารถเคลื่อนไปได้เต็มที่ การที่ มีปัญหาที่ผ่านมาไม่ว่าเรื่องข้าวของแพงนะครับ เรื่องของผลผลิตการเกษตรตกต่ํานี้เดี๋ยวจะ ถูกแก้ได้ เพราะว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายระบบเศรษฐกิจชัดเจนในการแก้ไขปัญหา ถ้างบประมาณสามารถถูกนําไปใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยเวลาที่เหมาะสมแล้วนี่ ผมเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการที่จะใช้งบประมาณและ ใช้อํานาจในการพาประเทศนี้เดิน พรรคเพื่อไทยวันนี้ได้เตรียมงบประมาณไว้ในทุก ๆ ด้านไว้ เพียบพร้อม ซึ่งในตัวเลขงบประมาณในแต่ละกระทรวงนี่ผมจะไม่ลงไป แต่อยากจะกราบเรียนว่า พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพาประเทศนี้ก้าวเดินไป โดยอยากจะ กําหนดจีดีพี อยากจะให้กําหนดค่าอาร์ แอนด์ ดี (R & D) ในการที่จะพาประเทศนี้เดิน ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งกระผมเข้าใจว่านี่คือมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่จะสามารถนําพา ประเทศนี้ก้าวเดินไปได้ อยากจะเห็นนะครับ วันนี้รัฐบาลภายใต้การนําของพรรคเพื่อไทยนี่ ได้ใช้กรอบความคิดเปลี่ยนประเทศนี้ให้เป็นออแกนิก (Organic) ทั้งหมดด้วยการสนับสนุน การใช้จุลินทรีย์ชีวภาพหรือไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ลงมานะครับ หรือว่า การแก้ไขปัญหาพลังงานนะครับ สนับสนุนเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านไบโอแก๊ส (Biogas) ไบโอแมส (Biomass) คลาสซิฟิเคชั่น (Classification) หรือโซล่าเซล (Solar cell) ในการที่จะ เปลี่ยนลดการนําเข้าพลังงานน้ํามันหรือแก๊สจากต่างประเทศด้วยพลังงานทางเลือก อย่างนี้ ก็เป็นวิธีการในการใช้ทุ่มงบประมาณลงมาในการที่จะพาระบบของเราก้าวเดินไปและแก้ไข ปัญหาพลังงานนะครับ หรือว่าอยากจะเห็นรัฐบาลนี้ได้กําหนดกรอบในการที่จะให้มี การกําหนดค่าอาร์แอนด์ดีให้มากขึ้น โดยใช้เติมค่าอาร์แอนด์ดีเข้าไปอยู่ในงบดุลประจําปี ก่อนอีดิท (Edit) นี่ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งนะครับ หรือว่าการจะคัดเลือกรับสมัครผู้เชี่ยวชาญ ในแต่ละสาขามาสอบกับรัฐบาลเลยให้เป็นผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญ และส่งลงไปช่วยเอสเอ็มอี (SME) หรือโอทอป (OTOP) ทั้งหลายในการที่จะทําการค้นคว้าหรือว่าสร้างนวัตกรรม ผลผลิตใหม่ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นกรอบการใช้งบประมาณต่าง ๆ ๒.๔ ล้านล้านบาทนี่จะ สามารถนําพาประเทศนี้ก้าวเดินไปได้ โดยผลักดันการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก้าวนําพาประเทศนี้เดินไป
และในท้ายที่สุด ในเรื่องทางการเมืองครับ อยากจะใช้ความรัก ไม่ใช่แค่ ปรองดองหรือสมานฉันท์ แต่ใช้สังคมแห่งความรักลงมาแก้ สร้างให้พี่น้องประชาชน ในประเทศได้มีการเสียสละ มีความรักมีความห่วงใยต่อกัน สร้างสังคมประเทศไทยให้เป็น สังคมแห่งความรักครับ ขอบคุณครับ