กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โดยเน้นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชนให้มีความโปร่งใสและชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเรียกร้องการยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐในการกำหนดโครงการลงทุนผ่านโครงการพีพีพี
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบพระคุณทางวิป (Whip) ทั้งทางฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ทางวิปฝ่ายค้าน รวมไปถึง ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานนะครับ ที่ได้กรุณาเลื่อนวาระของร่างพระราชบัญญัติ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ฉบับใหม่นี้ขึ้นมาให้สภามีโอกาส ได้พิจารณา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ของเราในอนาคต และที่สำคัญก็คือเป็นเรื่องที่ได้มีความพยายามในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ในการที่จะปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายฉบับเก่าเพื่อที่จะให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าในหลักการทั้งหมดของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่ก็เป็นหลักการที่ทางรัฐบาลที่แล้วเห็นดีด้วย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเลย เพื่อความสบายใจที่จะแจ้งท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ท่านสบายใจได้ ทางส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เราเห็นชอบแล้วก็จะสนับสนุนแน่นอน อันนี้ผมอยากที่จะเรียนเพิ่มเติมนะครับว่า สาเหตุที่มาของการที่พวกเราก็ได้ร่างร่างฉบับนี้ขึ้นมา แล้วทางรัฐบาลชุดปัจจุบันได้กรุณาที่จะขับเคลื่อนผลักดันต่อไป ก็เป็นเพราะกฎหมายฉบับเดิม ที่เราได้ใช้กันมาร่วม ๒๐ ปีนั้น มีข้อบกพร่องค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็เป็นที่รู้กันดีว่า ภาคเอกชนเองก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนกับรัฐบาลในกรณี ที่มีความจำเป็นต้องเข้ามาลงทุนภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุน ในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... เป็นบทสนทนาที่จะพบกันโดยปกติทั่วไปเลยนะครับ เอกชน ก็จะต้องถามว่าถ้าลงทุนในโครงการนี้ต้องเข้า พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... หรือเปล่า ถ้าคำตอบบอกว่าต้องร่วม หลาย ๆ คนก็จะถอดใจตั้งแต่แรก สาเหตุ ก็เป็นเพราะว่ากฎหมายฉบับเดิมอาจจะยังขาดความชัดเจนอยู่ในหลายประเด็น และประสบการณ์ของนักลงทุนภาคเอกชนเองก็จะพบว่ากระบวนการในการพิจารณา กระบวนการและขั้นตอนในการอนุมัติเห็นชอบนั้นใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน หลายกรณี ก็มีเพื่อนสมาชิกได้ชี้แจงไปแล้วว่าใช้เวลาบางครั้งเกินกว่า ๒ ปี ก่อนที่จะมีการตัดสินใจ ซึ่งมันไม่คุ้มค่าต่อกำลังแรงและทุนทรัพย์ของทางภาคเอกชนที่จะมาร่วมลงทุนกับรัฐ ผ่านพระราชบัญญัติฉบับเดิม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข้ และโดยเฉพาะ ถ้าเรามองภาระของรัฐบาลในยุคนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รัฐบาลนี้ แต่ถ้ารัฐบาลในยุคนี้ ก็จะพบว่าเราสามารถที่จะจัดเม็ดเงินงบประมาณเพื่อการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่ประเทศ ยังต้องการได้น้อยลงทุก ๆ ปี เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราก็จะมีโอกาสได้พิจารณางบประมาณ ที่รัฐบาลเสนอประจำปี ๒๕๕๖ เราก็จะเห็นว่างบลงทุนคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณ โดยรวมได้ลดลงไปอีก แล้วก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาก็หลายปีแล้ว เป็นที่รู้กันว่างบลงทุนเพียงแค่นั้นไม่เพียงพอต่อการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศที่อยู่ในชั้นการพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทยของเรา แล้วก็โดยเฉพาะถ้าแยกส่วน ออกมาดูว่างบลงทุนที่มีไว้กับการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคจำเป็น อย่างเช่นในเรื่องของ การขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบราง ถนน หรือการขนส่งทางน้ำนั้นมีการจัดสรรงบประมาณ ไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเงื่อนไขในเรื่องของงบประมาณ แต่บางส่วนก็เป็นเงื่อนไขในแง่ ของความสามารถการบริหารจัดการงบประมาณของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น ท่านรองนายกรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณให้กับทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีผมมั่นใจครับ ท่านก็ตระหนักว่าจัดสรรไปสุดท้ายจะได้ใช้หรือเปล่า ก็ไม่ทราบ เพราะทุก ๆ ปีที่ผ่านมาหน่วยงานราชการหลาย ๆ หน่วยงานก็ขาดประสิทธิภาพ ไม่ว่าโดยเหตุผลใดก็แล้วแต่ในการที่จะลงทุนตามแผน ในการที่จะเบิกจ่ายตามงบประมาณ ที่รัฐบาลจัดสรร เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นที่จะต้องหาวิธีที่จะโอนภาระความรับผิดชอบ ในการลงทุนให้มากที่สุดไปให้กับภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้วก็หวังว่า สืบเนื่องมาจาก การแข่งขันระหว่างเอกชนกันเอง สืบเนื่องมาจากประสิทธิภาพในการทำงานทางภาคเอกชน ที่อาจจะมีมากกว่าทางภาคราชการ จะทำให้ประเทศไทยได้เห็นการลงทุนในปริมาณ ที่เพิ่มขึ้น แล้วก็มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลต่อทรัพยากรของประเทศมากขึ้นเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากนั้นก็อยากที่จะเรียนด้วยว่าการที่เราเปิดโอกาสให้กับเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ก็จะทำให้มีแนวโน้มโอกาสที่จะมีความโปร่งใสมากขึ้น ในการใช้เม็ดเงิน ซึ่งอันนี้เราจะพูดถึงทั้งในแง่ของความโปร่งใสในส่วนของการตรวจสอบ การทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ นานา แต่ที่สำคัญก็คือจะเป็นการนำไปสู่การลดภาระของรัฐ การลดภาระของรัฐในที่นี้ก็หมายถึงการลดภาระของผู้เสียภาษีที่เป็นพี่น้องประชาชน แล้วก็จะทำให้เราสามารถที่จะเข้าถึงสินทรัพย์หรือทรัพย์สินที่ต้องใช้เงินลงทุนในระยะเวลาอันสั้นขึ้น ก็อยากที่จะนำเรียนด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปิดช่องให้ภาคเอกชนได้มีโอกาส เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการที่มีความหลากหลายกว่าเดิม ในกรณีที่ภาคเอกชนต้องการ ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการที่เป็นโครงการบริการ อย่างเช่นการสร้างโรงพยาบาล หรือแม้แต่โรงเรียน ผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะทำให้เอกชนสามารถที่จะเข้ามา รับงานจากทางรัฐบาลได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นการลงทุนในโครงการที่สร้างรายได้เท่านั้น ในอนาคตเราอาจจะเห็นเอกชนสามารถที่จะลงทุนเข้ามาสร้างโรงพยาบาลแทนรัฐบาล แล้วก็เป็นสัญญาเช่าระยะยาวหรือสัญญาให้บริการระยะยาวกับรัฐบาลก็จะทำให้เราสามารถ ที่จะจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณไปทำกิจกรรมอื่น ๆ โดยรัฐบาลได้ และในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสถานบริการ อย่างเช่น โรงพยาบาล หรือโรงเรียนที่มีมาตรฐานและปริมาณมากขึ้นได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องรอการจัดสรร เม็ดเงินงบประมาณจากรัฐ
ที่สำคัญที่ผมอยากกล่าวถึงก็คือความแตกต่างระหว่างร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เมื่อเทียบกับกฎหมายฉบับเดิม แล้วก็จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็น ที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจิรายุได้กรุณาอภิปราย ผมเห็นตรงกับท่านว่าควรที่จะมีความโปร่งใสและมีความชัดเจนว่าอะไรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ และถึงแม้ทำได้ก็ต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความถูกต้อง ในทุกกรณี เพราะฉะนั้นต่อคำถามทั้งหมดที่มีก็ต้องมีคำตอบที่ชัดเจน อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเราย้อนกลับไปดูอดีตและตัวอย่างที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างดี ในช่วงระยะเวลาที่มีการพิจารณาตัดสินใจที่จะดำเนินการลงทุนเส้นทางต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส ข้ามสะพานตากสินหรือสะพานสาทรไปสู่ฝั่งธนบุรีนั้น ณ วันนั้นผมจำได้เป็นอดีต ท่านผู้ว่าราชการอภิรักษ์ โกษะโยธิน ดำรงตำแหน่งอยู่ ประเด็นปัญหาของ กทม. ณ วันนั้น ก็คือรัฐบาลกลางในวันนั้นไม่เห็นด้วย ประเด็นปัญหาของ กทม. ในวันนั้นก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณ ชินวัตร ได้พูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะมองว่าไม่คุ้มค่า แต่เมื่อ กทม. มีความเห็นต่าง และ กทม. มีภาระหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งรวมถึงพี่น้องประชาชนฝั่งธนบุรี ทาง กทม. จึงจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจว่าผู้บริหารท้องถิ่น ในกรณีนี้คือผู้ว่า กทม. มีความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความคิดเห็นว่าพี่น้องประชาชน ชาวกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะฝั่งธนบุรีรอคอยการใช้บริการรถไฟฟ้ามานาน และในเมื่อ รัฐบาลกลางไม่เห็นด้วย ไม่พร้อมที่จะสนับสนุนด้วยเม็ดเงินงบประมาณ จึงมีความจำเป็น ที่ กทม. ในฐานะองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครนั้นจึงต้องหาแนววิธีในการ ที่จะจัดสรรงบประมาณของตนเองลงไปเพื่อลงทุน เป็นการบริการสำคัญให้กับ พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ผมก็เชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกันว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ทีนี้วิธีการลงทุนของ กทม. ในวันนั้นเมื่อไม่สามารถที่จะขอเม็ดเงิน งบประมาณอุดหนุนจากทางรัฐบาลกลางได้ ก็จึงได้มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนบางส่วนด้วยตนเอง บางส่วนให้กับภาคเอกชนมาร่วมลงทุน และวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดของ กทม. ในวันนั้น ก็คือการจัดตั้งวิสาหกิจ และลงทุนผ่าน กรุงเทพธนาคม ก็คือวิสาหกิจที่ กทม. เป็นผู้ถือหุ้นนะครับ คราวนี้เมื่อเรามาดู ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราจะพบว่ามีการปรับปรุงแก้ไขเงื่อนไขที่สำคัญเงื่อนไขหนึ่ง เงื่อนไขนั้นก็คือเงื่อนไขการแก้สัญญาในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะแน่นอนที่สุดครับ การลงทุนในลักษณะนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว ความหมายก็คืออาจจะมีการ เซ็นสัญญากันเป็นระยะเวลาถึง ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปี หรือในบางกรณีอาจจะยาวนานกว่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ความจำเป็น โอกาสในอนาคตในการที่จะต้อง แก้สัญญามีแน่นอนนะครับ ประเด็นปัญหาก็คือใน พ.ร.บ. ร่วมทุนเดิมปี ๒๕๓๕ ไม่ได้มีคำตอบไว้เลยว่าการแก้สัญญานั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นทุก ๆ คน ที่พิจารณาที่จะไปร่วมลงทุนแต่แรก เมื่อตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะมีในอนาคตจึงทำให้กังวล และในบางกรณีตัดสินใจที่จะไม่ร่วมลงทุน เพราะไม่ทราบว่าในอนาคตกลไกในการแก้สัญญา จะเป็นเช่นใด จะต้องเสียเปรียบรัฐ หรือรัฐจะต้องเสียเปรียบเอกชนอย่างไร หรือไม่ แต่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ได้เปิดกำหนดแนววิธีชัดเจนนะครับว่า ถ้าเหตุการณ์ ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจะมีขั้นตอนในการที่จะแก้สัญญาอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ในลักษณะที่ท่านจิรายุได้กล่าวถึงในเรื่องของการแก้สัญญาก็จะไม่มีนะครับ แล้วความเสี่ยงของภาคเอกชนในการที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับรัฐก็จะลดน้อยลง จำนวนเอกชนที่พร้อมที่จะเข้ามาทำสัญญา หรือเอารัฐเป็นคู่สัญญาผ่าน พ.ร.บ. ร่วมทุนฉบับใหม่ ก็จะมีมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้การลงทุนร่วมกันระหว่างเอกชนกับรัฐบาลมีความโปร่งใส ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นกระผมและพวกจึงสนับสนุนในหลักการ การเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ของรัฐบาลในวันนี้
และในประเด็นสุดท้ายผมอยากที่จะเน้นย้ำนะครับว่า ถึงแม้ว่าเรามีกฎหมายแล้ว ความสำเร็จในการที่จะขับเคลื่อนให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนร่วมกับรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ยังขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐอยู่ดี ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์รัฐ ตามกฎหมายฉบับใหม่จะต้องเป็นผู้กำหนดทุก ๆ ๕ ปี แต่ที่สำคัญก็คือขึ้นอยู่กับ การขับเคลื่อนของรัฐบาลในการที่จะกำหนดให้กับหน่วยงานราชการว่า โครงการใดจะต้อง เป็นโครงการที่จะลงทุนผ่านโครงการพีพีพี ในสมัยที่ผมอยู่ในตำแหน่งก็ได้เน้นย้ำ กับสำนักรัฐวิสาหกิจในประเด็นนี้ว่าควรที่จะมีกลไกในการที่จะให้ทางกระทรวงการคลัง กับสำนักงบประมาณสามารถที่จะกึ่ง ๆ บังคับให้หน่วยราชการได้ว่าโครงการนี้คุณต้องลงทุน ผ่านพีพีพีแทนที่จะรอของบประมาณ เพราะมันง่ายครับสำหรับหน่วยงานราชการที่จะเลือก ที่จะรอของบประมาณอย่างเดียว ราชการไม่ชอบครับที่จะต้องเข้าโครงการพีพีพี มันเป็นโครงการที่มีความโปร่งใส มันเป็นโครงการที่เขาอาจจะขาดอำนาจในการบริหารจัดการโดยตรง เพราะต้องโอนอำนาจบางส่วนให้กับเอกชนไปดูแลแทน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเป็นผู้กำกับ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ดูแลให้ภาคราชการนั้นพร้อมที่จะใช้พระราชบัญญัติฉบับใหม่ เราถึงจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน