สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๒ · ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕

จิรายุ ห่วงทรัพย์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการประมูลงานระหว่างรัฐกับเอกชน โดยชี้ว่าหากไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ รัฐอาจใช้กลยุทธ์ในการตั้งบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าข่ายพระราชบัญญัติ และอาจทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ในอนาคต จิรายุ ห่วงทรัพย์ ยังหารือเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๒๖ และเรียกร้องการตรวจสอบการดำเนินการของบริษัทที่มีสัญญากับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์จากการแก้ไขจะส่งผลดีต่อประชาชน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แม้ว่าชื่อจะแตกต่างกันไปจาก ฉบับปี ๒๕๓๕ แต่ว่าวัตถุประสงค์ผมก็เข้าใจนะครับว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประมูลงาน ระหว่างเอกชนกับรัฐ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านที่อภิปรายจากซีกฝ่ายค้านเมื่อสักครู่นี้นะครับ ที่ท่านพูดถึงกรณีบีทีเอสเป็นประเด็นน่าสนใจครับ จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็อยู่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนมากมายหลากหลายครับ ผมฝากเป็นข้อสังเกต ๓ ข้อด้วยกันผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ผมเห็นว่ารัฐบาลชุด ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีเจตนาดีอย่างยิ่งครับ ที่นำพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งปกติแล้ว ใครเป็นรัฐบาลเวลาออกขั้นตอนระเบียบอะไรให้มันยุ่งยากมากมายจะไม่ค่อยสนใจ ท่านประธานครับ แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเจตนาที่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อนำพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาแล้วก็ให้ท่านทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แล้วก็อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้อยากจะพูดถึงแล้ว เพราะว่าตั้งกระทู้ถามสดไปแล้ว แต่ว่าท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ได้กรุณากล่าวถึง ท่านประธานครับ ทำความเข้าใจกันอีกนิดเดียวครับว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าเกิดกรณี แบบบีทีเอสมันจะเข้าข่ายไหม เอาตั้งแต่ยังไม่ได้แก้ไขจนกระทั่งแก้ไขเป็นฉบับที่กำลังร่างกันอยู่นี้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ ส่วนงานราชการไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. กรุงเทพมหานครหรือระดับประเทศเราเรียกว่า ส่วนงานราชการ ชัดเจนครับ เมื่อใดก็แล้วแต่ ที่ไปทำสัญญาว่าจ้างธุรกิจที่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนครับต้องใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมยกตัวอย่างกรณีสัญญาจ้างรถไฟฟ้าบีทีเอส ย้อนความนิดเดียวครับ นั่งจากหมอชิต ไปสยามสแควร์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุขุมวิท แล้วก็ตรงไปก็จะไปที่สะพานสาทรหรือว่าข้ามไป สะพานตากสิน อันนี้ชัดเจนว่าเป็นสายที่เรานั่งกันอยู่ปัจจุบัน สัญญาสัมปทานหมดปี ๒๕๗๒ กรุงเทพมหานครอันเป็นส่วนราชการ ก็ใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ยังไม่แก้ไข ฉบับปี ๒๕๓๕ แล้วก็ไปทำสัญญากับบริษัทบีทีเอสซี หรือว่าบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ แล้วก็ได้ สัมปทานในการเดินรถจากหมอชิตไปสยาม สยามไปอ่อนนุช แล้วก็วิ่งต่อไปที่สาทร อันนี้ เราก็รู้จักกันดีครับ แต่ว่ามันหมดสัญญาปี ๒๕๗๒ ส่วนต่อขยายจากสะพานสาทร-ตากสิน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปวงเวียนใหญ่ ๒.๒ กิโลเมตร อันนี้เป็นส่วนต่อขยายครับ แต่ท่านประธานรู้ไหมครับว่ากรุงเทพมหานครไม่ได้ทำสัญญากับรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่เหมือนกับโครงการเมื่อสักครู่นี้จากหมอชิตไปอ่อนนุช หรือว่าจากหมอชิตไปสาทร อันนั้นกรุงเทพมหานครทำสัญญากับบีทีเอส แต่ว่ากรณีหลัง ๒.๒ กิโลเมตรครับ บริษัทกรุงเทพธนาคมไปทำสัญญากับเอกชน ไม่งงนะครับท่านประธาน พอไหวนะครับ กรุงเทพมหานครไม่ได้ทำสัญญากับเอกชนเหมือนกับที่สายหมอชิต-อ่อนนุช ผมยกตัวอย่าง อย่างนี้ชัดเจนครับว่าถามว่าถ้าไม่ได้ทำสัญญาก็หมายความว่ากรุงเทพมหานครนั้นก็ไม่ได้ มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช่หรือไม่ อย่างนี้ท่านรัฐมนตรีต้องฟังนะครับ อนาคตนี่ลำบากเลยครับ เดี๋ยวจะมีบริษัทรถถัง จำกัด จะมีบริษัทพัฒนาสังคม จำกัด มันมีกรณีเกิดขึ้นของกระทรวงมหาดไทยหลายปีก่อนนี้บริษัทอีสท์วอเตอร์ อันนี้ก็เป็น ประเด็นทางด้านกฎหมายเหมือนกัน กระทรวงมหาดไทย การประปาให้บริษัทอีสท์วอเตอร์ทำ บริษัทอีสท์วอเตอร์ไปจ้างเอกชนไปซัพพลายเออร์ (Supplier) ไม่เข้าข่ายในการประมูล ไม่เข้าข่ายใน พ.ร.บ. ร่วมทุน เพราะฉะนั้นดำริของพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมให้ข้อสังเกต อย่างนี้ครับว่าถ้ากรณีคำนิยามอย่างเช่นคำว่า รัฐวิสาหกิจ ท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านดูในหน้า ๒ มาตรา ๔ ที่พูดคำ นิยามของพระราชบัญญัติในฉบับนี้ต่าง ๆ รัฐวิสาหกิจหมายความว่าองค์การของรัฐบาลตามกฎหมาย ว่ากันไปท่านรู้อยู่แล้ว กระทรวงเจ้าสังกัดหมายความว่ากรณีส่วนราชการ อันนี้ท่านทราบอยู่แล้ว ผมถามจริง ๆ ครับ ผมยกตัวอย่างกรณีบีทีเอส กรุงเทพมหานคร บริษัทกรุงเทพธนาคม และบริษัทรถไฟฟ้าบีทีเอสครับ ถามว่าบริษัทกรุงเทพธนาคมซึ่งกรุงเทพมหานครคือส่วนราชการไปถือหุ้นอยู่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ รัฐวิสาหกิจไหม หรือถ้าไม่ใช่จะเป็นคำว่า วิสาหกิจ ไหม ซึ่งสื่อมวลชนก็ยังงง ๆ บางคนมาถามผมคุณจิรายุ ตกลงวิสาหกิจกับรัฐวิสาหกิจมันแตกต่างกันอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเป็นวิสาหกิจสามารถทำสัญญาเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่ต้องเข้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ อย่างนั้นถูกต้องไหมครับ ถ้าถูกต้องต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมีปัญหาแล้วละครับ หน่วยงานของรัฐมากมาย ท่านประธานครับ ก็จะใช้กลยุทธ์แบบนี้ละครับไปตั้งบริษัท แล้วตั้งบอกว่าเป็นวิสาหกิจ ไปทำโครงการอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เงินประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ใช้ลักษณะแบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมย้อนความกลับไป เรื่องของความหมาย เอาให้ชัดนะครับ ถ้าไหนท่านจะแก้ทั้งที พระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะได้ ครอบคลุมครับว่า ไม่ว่าบริษัทหรืออะไรก็แล้วแต่ที่หน่วยงานของรัฐ ยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครไปตั้งบริษัทกรุงเทพธนาคม จะมีผู้บริหารคนไหนไปถือหุ้น กรุงเทพมหานคร จะถือหุ้นอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ตีความให้ชัดครับว่า ตกลงเป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นวิสาหกิจ หรือเป็นบริษัทเอกชน เพราะอะไรท่านประธานครับ ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจชัดเจนครับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย บริษัทจำกัด เป็นบริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้น คือรัฐส่วนหนึ่ง อันนี้ชัดเจนครับจะทำอะไรก็ต้องพูดคุยกันตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

ต่อมาท่านประธานครับ ในหัวข้อมาตรา ๖ ในบททั่วไปนี่นะครับ ผมพยายาม จะพูดภาพรวมแต่ขออนุญาตลงรายมาตรานิดหน่อยครับ ท่านเขียนชัดเจนครับ การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ ต้องคำนึงถึงหลักการนะครับ ท่านประธานครับ หลักการคืออะไรครับ กฎหมายใช่ไหมครับ หรือถ้ากฎหมายจะต้องบิดพลิ้วได้ ต่อไปนี้ ก็ต้องตีความกันอีกครับ สุดท้ายปลายทางก็ไปหาคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ต้องทำความเห็น ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ครอบจักรวาลนะครับ มาตรา ๖ ท่านประธานครับ เขียนชัดเจนครับว่า การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ต้องคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้ครับ (๑) ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดำเนินกิจการ และการใช้ทรัพยากรของรัฐ (๒) การยึดถือวินัยการเงินการคลัง (๓) ประโยชน์ต่อสังคม ทางเศรษฐกิจและการดำเนินโครงการ (๔) ความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง อันนี้น่าสนใจท่านประธานครับ (๕) การจัดสรรความเสี่ยงที่เหมาะสมกับโครงการระหว่างรัฐ กับเอกชน ที่ผมพยายามจะอธิบายนี่นะครับ จริง ๆ แล้วถ้าเกิดกรุงเทพมหานคร ไม่ไปทำสัญญากับรถไฟฟ้าบีทีเอสต่อไปอีก ๑๓ ปี ไปหมดในปี ๒๕๘๕ เดิมหมดปี ๒๕๗๒ ท่านประธานครับ ผมก็จะไม่อภิปรายในประเด็นนี้เลยครับ เผอิญจังหวะเดียวกันครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาพอดี ผมถึงถามอย่างไรครับว่า ถ้าเกิดการแก้ไขปรับปรุงทั้งที ท่านเขียนคำนิยามไม่ชัดนะครับ ก็มีคนตีความดิ้นได้ตลอดครับ อ้างโน่นอ้างนี่ ไม่ใช่หน่วยงานราชการของรัฐไปทำโครงการกับบริษัทต่าง ๆ ไม่ต้องเปิดประมูล ไม่ต้องเข้า พระราชบัญญัติฮั้วประมูล ไม่ต้องอีออกชั่น เดี๋ยวทำตัวเลขกัน ๑,๙๐๐,๐๐๐ เดี๋ยวทำกันอย่างนั้นอย่างนี้ หาบริษัทคู่เทียบก็ไม่ต้องเสียเวลา เพราะถือว่าวิสาหกิจทำ อันนี้น่าตื่นเต้นครับ ท่านประธานครับ คนที่อยู่ในวงการการค้าเขาก็เข้าใจครับว่า แนวทาง แนวคิดมันเดินทางกันอย่างไร เพียงแต่ว่า อ้อมกันไปซ้ายกันไปขวาครับ สุดท้ายปลายทางเป้าหมายเดียวกันครับก็คือเซ็นสัญญา ให้กับเอกชน ผมถามไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่า แล้วถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น ท่านจะแก้ไข ปัญหาอย่างไร ท่านเขียนแค่รัฐวิสาหกิจ แล้ววิสาหกิจที่กรุงเทพมหานครอ้างอยู่เป็นประจำนี่ว่า ฉันไม่ได้ทำสัญญาเอง ไม่เหมือนกับโครงการแรกก็คือหมอชิต-อ่อนนุช อันนั้น กทม. ทำสัญญากับบริษัทเอกชนคือบีทีเอส แต่ว่าโครงการส่วนต่อขยายใหม่นี้ที่ต่อสัมปทาน ไปให้อีก ๓๐ ปี แล้วเพิ่มอีก ๑๓ ปีในโครงการเก่า ฉันให้บริษัทกรุงเทพธนาคมเซ็นสัญญา กับบีทีเอสอันเป็นวิสาหกิจ นี่ละปัญหาท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยัง ท่านคณะรัฐมนตรีนะครับ ในชั้นกรรมาธิการผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้อยู่หรือเปล่า แต่ผมเห็นว่าอันตรายอย่างยิ่งครับ

ท่านประธานครับ ประเด็นต่อมาในเรื่องที่น่าสนใจก็คือว่า ในมาตรา ๒๖ เขียนไว้ชัดเจนนะครับบอกว่า ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลงานการศึกษาวิเคราะห์ โครงการต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาก่อนเสนอสำนักงานต่อไปครับ และให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสังกัดนั้นพิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันครับ กรณีแบบนี้นี่นะครับ ถ้าเป็นกรณีบริษัทกรุงเทพธนาคมกับเอกชน เราก็ตั้งข้อสังเกตครับว่า ท่านเข้ามาตรา ๒๖ ไหมล่ะ ท่านรัฐมนตรีก็ต้องตอบผมนะครับ ถ้าต่อไปนี้ทุกอย่างตั้งแต่ มาตรา ๑ จนถึงมาตราสุดท้ายของพระราบัญญัติฉบับนี้ ใครไปตั้งบริษัทลูกแล้วบอกเป็น วิสาหกิจ แล้วไปทำสัญญากับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ในมูลค่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ต้องเข้าสิครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สุดท้ายปลายทางท่านจะมีมาตราและมีกฎหมายแก้ไขนี้เพื่ออะไรครับ มาตรา ๒๖ ก็ชัดเจนครับ ถ้าไม่เข้ารัฐมนตรีก็ไม่มีโอกาสดูครับ เหมือนเมื่อเช้าละครับ ท่านรัฐมนตรีชูชาติท่านกรุณานั่งปุ๊บ ท่านบอกไม่ทราบเลย กรุงเทพมหานครให้บริษัทลูก หรือที่เรียกกันว่าวิสาหกิจไปทำสัญญากับบีทีเอส ผมถามท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีทราบไหม ท่านรัฐมนตรีส่ายหัว กระทรวงมหาดไทยไม่รู้ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นละครับ ก็เกิดความเอกเทศสิครับ ต่อไปนี้ท่านจะคุยกับใคร ท่านจะคุยกับบีทีเอสรายเดียว ท่านจะคุยกับบริษัทจิรายุ จำกัด ท่านจะคุยกับ บริษัทตู้เย็น จำกัด หรืออะไร ท่านคุยไม่ได้ครับ เพราะกระทรวงมหาดไทยไม่รู้เรื่องเลย ไม่เคยเข้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ จริง ๆ แล้วผมอยากจะเสนอ ๒ ฉบับเสียด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติฮั้วประมูลอันนั้นก็น่าสนใจครับ แม้จะเริ่มเมื่อปี ๒๕๔๒ ช้ากว่า ทันสมัยกว่า แต่ฉบับนี้ปี ๒๕๓๕ นานกว่า แต่ลักษณะมันสอดคล้องกันครับ ในเรื่องนี้ก็น่าสนใจท่านประธานครับ หลังจากที่เจ้าหน้าที่หรือว่าหน่วยงานราชการ ได้มีโอกาสตรวจแล้วนี่นะครับ การประเมินอนาคตเราทำโครงการอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่ท่านสมาชิก ได้กรุณาเอ่ยอ้างถึงโครงการโฮปเวลล์ครับ อมตะนิรันดร์กาล ท่านประธานครับ บ้านผมอยู่ รามอินทรา วิ่งเส้นนี้มาตั้งแต่เด็ก เห็นตั้งแต่ก่อสร้างครับ วันนี้เป็นตอม่อหักพังกันว่ากันไปครับ การประมาณโครงการในอนาคต ถ้าไม่ได้รับการตรวจสอบ ท่านประธานครับ ผมถามว่า ขนาดโฮปเวลล์นะครับ เอาล่ะท่านไปติดขัดปัญหาอย่างไรกันก็แล้วแต่ ทางด้านการเงิน ไปขัดต่อกฎระเบียบของรัฐบาลในยุคนั้น สุดแท้แล้วแต่ครับ แต่ถ้ามีการเปรียบเทียบ ในงบประมาณต่าง ๆ ในลักษณะเดียวกัน ผมยกตัวอย่างอย่างบีทีเอสนี่ครับ ท่านต่อสัญญา ให้อีก ๑๓ ปี โดยท่านไม่ผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถามว่าท่านได้มีการประกวดประขันกันไหมละครับ ทำไมผมจะต้องมานั่งฟังบริษัทบีทีเอสที่พยายามจะอุปโลกน์แล้วก็บอกกล่าวเล่าสิบนะครับ บอกว่าต่อวันนี้อนาคตมันจะได้ราคานี้ ไม่แพงขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็พูดได้ท่านประธานครับ ผมบอกเลย ท่านประธานครับ ท่านประธานปีนี้อายุไม่ถึง ๕๐ ปี อายุ ๖๐ ปี ท่านประธาน หน้ายังหนุ่มอีก เพราะผมเดี๋ยวผมจะเอายาวิเศษไปให้ท่านประธานทาน อย่างนี้ใครก็พูดได้ ท่านประธานครับ แม้ท่านจะอ้างหน่วยงานต่าง ๆ ก็ว่ากันไปครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า อะไรครับ เมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการแก้ไขผมก็อยากจะให้มันสมบูรณ์ครับ ทางเข้าอย่างที่บอกละครับ ท่านรู้อยู่แล้วครับ ถ้าเข้าตามปกติท่านก็ต้องเดินทางนี้ละครับ ท่านเดินไปเหมือนเข้าไปสนามบินนะท่านประธานครับ ไปถึงก็ต้องไปยืนให้เขาตรวจ ถ้าท่านรู้ว่าไปแล้วโดนตรวจจะเจอของผิดกฎหมายในกระเป๋าอุโมงค์สแกน (Scan) ท่านก็ต้องกระซิบครับ เดินทางไหนได้บ้าง มีประตูพิเศษไหม มีห้องวีไอพี (VIP) ไหม เหมือนบางคนละครับไปไม่ค่อยอยากตรวจละครับ ช่องด่วน เข้าทางด่วนปุ๊บขึ้นอุโมงค์ช้าง ขึ้นไปเลย อย่างนี้ก็ลักษณะเดียวกัน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านต้อง ปิดมุมครับ ปิดมุม รู้เลยครับว่ามีทางเข้ากี่ทางที่จะออกไปต่างประเทศได้ ท่านก็รู้กัน ท่านก็ปิดมุมครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าท่านปิดมุมได้แล้ว แล้วท่านเดินเข้าช่องไปแล้วนี่ คราวนี้ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นต่อประชาชนครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ อะไรครับ ขออภัยนะครับ จริง ๆ แล้วไม่อยากพูดเดี๋ยวจะหาว่าเป็นการเมือง อะไรก็รถไฟฟ้า รถไฟฟ้า มันเป็นประเด็นสังคมที่คนกำลังสนใจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ท่านประธานครับ ผมถามว่าในปี ๒๕๗๒ ท่านประธานอายุเท่าไรครับ ๖๕ ปี ๖๐ ปี ผมอายุ ๖๐ กว่าปี วันนั้น ถ้าเกิดพลังงานแสงอาทิตย์ของโลกมันเกิดมีพลังงานขึ้นมา ท่านประธานครับ ไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) อีเมล์ (e-Mail) วายฟาย (Wi-Fi) เพิ่งมีไม่กี่ปีนี่นะครับ บ้านผมยังดู โทรทัศน์แบบขาวดำปิดม่านได้ปั๊บ บิดต๊อก ๆ คุณแม่ยังว่าบอกว่าห้ามบิดสวนเลย ท่านประธานครับ ๒๐ ปี เดี๋ยวนี้ทีวี (TV) บางเฉียบ เทคโนโลยีมันพัฒนาต่อเนื่องครับ ถ้ากฎหมายเขียนอย่างนี้ เปิดช่องว่างแบบนี้ ก็จะมีศรีธนญชัยแบบนี้บ่อย ๆ ละครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมการนี่ครับ กฎหมายท่านดูเจตนา ท่านจะแปลแบบตัวบทกฎหมายมิได้ครับ ต้องดูเจตนาด้วย การจะเข้าสู่ พ.ร.บ. นี้ ตั้งแต่มาตรา ๑ ไปจนถึงมาตราสุดท้ายซึ่งเป็นบทลงโทษนั้น ถ้าท่านได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วนะครับ แล้วท่านปิดทางทั้งหมด ต่อไปนี้ครับส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน อย่างไร จะไม่เกิดบีทีเอส โมเดล ผมยกตัวอย่างครับ อย่างท่านสมคิด เชื้อคง ของผม อยู่จังหวัดอุบลราชธานี อบต. องค์การบริหารส่วนตำบลไปตั้ง บริษัท อบต. สมคิด จำกัด ก็เกิดปัญหาเดียวกันครับ แล้วก็อ้างบอกว่าไปประมูลทำสะพาน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปอีออกชั่น ไม่ต้องเปิดประมูล ไม่ต้องเข้าพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ถ้ามองอย่างใจเป็นธรรม ไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล กลับกันครับ ผมเป็นฝ่ายค้าน ท่านเป็นรัฐบาล ท่านก็จะรู้สึกแบบผมครับ เดี๋ยวจะบอกว่านี่เป็นการพูดถึงเรื่อง กรุงเทพมหานครเยอะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยตรงครับ ท่านประธานครับ

สุดท้ายครับ ผมฝากนัยสำคัญในคำนิยามต่าง ๆ ครับ กระบวนการต่าง ๆ ผมอ่านตั้งแต่ต้นแล้วจนกระทั่งจบ ผมอ่าน พ.ร.บ. ฉบับเก่าแล้ว เจตนาท่านดีครับ ท่านแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัย เพราะเดี๋ยวนี้ระบบเทคโนโลยีมันก็ไวขึ้น อะไรมันก็เร็วขึ้น การวิเคราะห์พิจารณาก็มีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาช่วยเป็นองค์ประกอบมากขึ้น แต่ว่าบางเรื่อง ท่านเปิดช่องไว้ก็จะเปิดภาวะอันตรายต่อการประมูลงานทั้งสิ้นครับ สุดท้ายปลายทาง เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ครับ ผมอยากให้ท่านดูภาพรวมทั้งหมด และเอาสถานการณ์ปัจจุบัน ย้อนหลังไปในอดีต ๑๕ ปีที่แล้วในปี ๒๕๓๕ แล้วก็ฟอร์คาสท์ (Forecast) กลับไปข้างหน้าในอนาคตอีก ๑๕ ปีครับว่าถ้าพระราชบัญญัตินี้ต้องใช้อีก ๑๐ ปีนี่ ท่านจะเจออะไรใหม่ ๆ อีกไหม ไม่ใช่เอาแก้ของเก่า เอาพอแค่ใช้ปัจจุบันอีก ๒-๓ ปีแล้วเลิกกัน ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ก็ขอฝากไว้ผ่านไปยังท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับ