สามารถ ราชพลสิทธิ์ เสนอพระราชบัญญัติให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โดยมีหลายรูปแบบ เช่น บีโอที บีทีโอ บีโอโอที บีโอโอเอส เทิร์นคีย์ และอื่น ๆ และหารือเรื่องรูปแบบการลงทุน ข้อด้อยของ พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ รวมถึงความซ้ำซ้อนของโครงการที่เกิดขึ้น และหารือเรื่องการลงทุนในโครงการด่วนและทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อนและปัญหาทางด้านการเงิน และหารือเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทาน โดยชี้ว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีข้อดีหลายประการ แต่ยังต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน และหารือเรื่องเงินสนับสนุนจากกองทุน และขอทราบวิธีการบริหารจัดการ เงินสนับสนุนนั้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ผมขอเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ร.บ. ร่วมทุนฉบับแรกนั้น ฉบับที่เราใช้อยู่ได้ตราขึ้นมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ การที่เราต้องมี พ.ร.บ. ร่วมทุนก็เพราะว่าต้องใช้ พ.ร.บ. นั้นในการ กำกับดูแลการให้เอกชนมาร่วมทำงานกับภาครัฐ มาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เป็นการลดภาระ ทางการเงินของรัฐบาล ของภาครัฐ และเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนของภาครัฐ การที่ให้เอกชนเข้ามาลงทุนนั้นมีโครงการหลายอย่าง หลายโครงการและมีรูปแบบการลงทุน หลายรูปแบบ ผมยกตัวอย่างเช่นเขาเรียกรูปแบบการลงทุนว่าบีโอที (BOT) บีโอทีนั้น หมายความว่าให้เอกชนหาเงินมาก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว ตัวบี (B) หมายถึงก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้วนั้นให้โอนกรรมสิทธิ์เป็นของรัฐครับ รัฐเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์นั่นคือ ตัวโอ (O) เสร็จแล้วรัฐ ขอประทานโทษนะครับ บีโอทีนะครับ ตัวบีหมายถึงก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้วหมายถึงเอกชนได้สิทธิสัมปทาน ในการบริหารจัดการโครงการนั้นจนถึงระยะเวลาหนึ่งตามที่ตกลงกัน เช่นระยะเวลา ๓๐ ปี สุดท้ายครับ ตัวที (T) หมายถึงว่าหลังจากที่ประกอบการบริหารโครงการนั้นแล้ว ครบกำหนดระยะเวลา เช่น ๓๐ ปีเป็นต้น เอกชนก็โอนโครงการนั้นให้เป็นสิทธิของรัฐครับ นั่นคือบีโอที นะครับ บีทีโอ (BTO) นั้นหมายความว่า เมื่อครู่บีโอทีนะครับ รูปแบบต่อไปก็คือ บีทีโอ บีทีโอ ตัวบีเช่นเดียวกันครับ เป็นการให้เอกชนลงทุนก่อสร้าง เงินทั้งหมดนั้นเอกชน ต้องหามา พอสร้างเสร็จแล้วตัวทีครับ เอกชนนั้นต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้รัฐเป็นผู้ถือครอง รัฐนั้นให้สิทธิสัมปทานแก่เอกชนในการบริหารโครงการนั้นไปนะครับ นั่นคือ ตัวโอ ผมยกตัวอย่างครับ ที่เห็นชัด ๆ นะครับ เวลานี้ที่พูดกันเป็นข่าวเกรียวกราวก็คือ โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือระบบขนส่งมวลชลกรุงเทพมหานคร งานทางด้านโยธานั้น กรุงเทพมหานครหรือ กทม. ให้เอกชนลงทุนก่อสร้างทั้งหมดครับ ทั้งงานโยธา ทั้งระบบรถไฟฟ้าเอกชน คือบริษัทบีทีเอสซี ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร บีทีเอสซีเป็นผู้รับสัมปทาน จาก กทม. ระยะเวลา ๓๐ ปี นับตั้งแต่วันบริหารจัดการเดินรถ โครงการนี้แบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ งานโยธานั้นเขาใช้รูปแบบการลงทุนที่เรียกว่าบีทีโอ นั่นเมื่อบีทีเอสซีสร้างงานโยธาเสร็จแล้ว ก็โอนกรรมสิทธิ์ให้กับ กทม. กทม. ก็มอบสิทธิในการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า ๓๐ ปีให้แก่ บีทีเอสซี นั่นคือตัวโอครับ เป็นบีทีโอนะครับ แต่งานระบบรถไฟฟ้า บีทีเอสซีนั้นต้องไปซื้อ รถไฟฟ้ามาเดินรถ มารับส่งผู้โดยสาร เขาใช้ระบบรูปแบบการลงทุนแบบบีโอที นั่นก็คือ บีทีเอสซีต้องเป็นผู้จัดหารถไฟฟ้ามา จัดหาเสร็จแล้วเขาใช้สิทธิในการบริหารจัดการเดินรถ ๓๐ ปีครับ พอสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญา ๓๐ ปีก็โอนรถนั้นให้กับ กทม. แต่รถไฟฟ้านั้น จะต้องมีการบำรุงรักษาให้ดี ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ครับ นั่นคือรูปแบบการลงทุนระหว่าง รัฐกับเอกชน บีโอที บีทีโอ แล้วยังมีรูปแบบอื่นอีกครับท่านประธาน ยกตัวอย่างเช่น มีทั้งบีโอโอที (BOOT) บีโอโอเอส (BOOS) ผมไม่ลงรายละเอียด หรือเทิร์นคีย์ (Turnkey) ที่หลายท่านรู้จักกันดีครับ เทิร์นคีย์นั้นเป็นการให้เอกชนลงทุนก่อสร้าง ก่อสร้างเสร็จแล้ว เขาก็เอากุญแจครับ เอาคีย์ (Key) นั้นมามอบให้เรา เราก็มาเปิดประตูหรือเปิดงานให้ใช้ โครงการนั้นได้ เรียกว่าเทิร์นคีย์ครับ หลังจากนั้นภาครัฐจะต้องหาเงินมาคืนให้เอกชนที่ลงทุนไป นั่นคือเทิร์นคีย์ ข้อเสียของเทิร์นคีย์ก็คือถ้าเอกชนหาเงินมาก่อสร้าง หาเงินมาลงทุนนั้นจะมี ดอกเบี้ยสูงครับ เป็นการกู้เงินระหว่างเอกชนกับเอกชน ดอกเบี้ยจะสูงมาก จะสูงกว่าการที่ ภาครัฐลงทุนเอง นั่นคือรัฐบาลไปกู้เงินจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ที่เรานิยมกู้กัน ก็คือไจก้า (JICA) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นครับ เพราะดอกเบี้ยต่ำมาก เงื่อนไขการลงทุนดีมาก ยกตัวอย่างเช่นรถไฟฟ้าใต้ดินของ รฟม. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จากหัวลำโพงผ่านศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผ่านลาดพร้าว ไปถึงบางซื่อ ระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร รฟม. หรือรัฐบาลกู้เงินจากไจก้ามา ดอกเบี้ยแค่เพียงร้อยละ ๐.๗๕ ต่อปี ถือว่าต่ำที่สุดในโลกครับ แล้วก็มีระยะเวลาการซับลาส (Sub last) คืนเงินกู้ได้อีกยาวนานมากครับ เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยภาคเอกชนในกรณีเป็นเทิร์นคีย์ เราต้องจ่ายคืนให้แก่เอกชน อันนี้จะไม่ดี
รูปแบบการลงทุนมีหลายรูปแบบที่ผมได้เรียนมาแล้วครับ พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๓๕ นั้น แม้จะเป็น พ.ร.บ. ที่ดีในการกำกับดูแลเอกชนก็ตาม แต่มีข้อด้อยครับ มีข้อบกพร่องอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่น ท่านประธานมีความล่าช้าในกระบวนการการทำตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๘ เดือน ๑๘ เดือน นั่นเร็วที่สุดแล้วครับ มีขั้นตอน ทั้งหมด ๓ ขั้นตอนนะครับ ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑๘ เดือน หรือปีครึ่ง ขั้นตอนทั้ง ๓ ประกอบด้วย ๑. เป็นขั้นตอนเสนอโครงการ ขั้นตอนที่ ๒ ดำเนินโครงการ ขั้นตอนที่ ๓ เป็นการกำกับและดูแล ในการเสนอโครงการนั้นก็มีขั้นตอน มีวิธีการซับซ้อนยุ่งยากครับ มีการแยกโครงการว่าเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทหรือไม่ ถ้าโครงการนั้น มีมูลค่าระหว่าง ๑,๐๐๐ ล้านบาทไม่เกิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีกระบวนการวิธีการหนึ่ง ถ้าเกิน ๕,๐๐๐ ล้านบาทก็อีกวิธีการหนึ่ง ต้องมีการศึกษาความเหมาะสมตามข้อกำหนด ของสภาพัฒน์หรือ สศช. วิธีการที่ศึกษานั้นสภาพัฒน์กำหนดไว้ว่าต้องศึกษาตัวแปรอะไรบ้าง ใช้วิธีอะไร หลังจากนั้นก็ไปถึงการดำเนินการโครงการ ต้องใช้เวลาประมาณ ๓ เดือนนี้ ขั้นตอนนี้ สุดท้ายเป็นการกำกับและติดตามครับ มันมีความล่าช้าครับเป็นข้อเสียนี้ และเนื่องจาก พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ไม่มีแผนแม่บท ในการพัฒนาโครงการในเชิงบูรณาการ ทำให้เกิดมีความซ้ำซ้อนของโครงการครับท่านประธาน โครงการในประเทศไทยในกรุงเทพฯ นั้นมีความซ้ำซ้อนกันหลายโครงการ ผมยกตัวอย่างเช่น เรามีโครงการทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ (Toll way) จากดินแดงไปสู่ดอนเมือง เรามี โครงการโฮปเวลล์ (Hope well) โฮปเวลล์นั้นเป็นโครงการที่เรียกว่า มี ๓ ระบบ ใน ๑ โครงการ
โครงการที่ ๑ ก็คือ เป็นถนน ๒ ข้างทางรถไฟที่เรียกว่า โลคอล โรด (Local Road)
โครงการที่ ๒ ก็คือเป็นการยกระดับทางรถไฟจากระดับพื้นดินให้ลอยฟ้า
โครงการที่ ๓ เป็นทางด่วน ทางด่วนอยู่เหนือรถไฟและรถไฟฟ้า
๓ โครงการ โชคดีที่โครงการนี้ไม่เกิดขึ้นครับ ถ้าเกิดขึ้นแล้วมีปัญหาจริง ๆ เพราะทางด่วนของโฮปเวลล์นั้น อยู่ใกล้ชิดกับทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ครับ เวลานี้แม้ว่า ทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ไม่มีคู่แข่งขันที่เป็นทางด่วนโฮปเวลล์ก็ตาม ก็ยังมีปัญหาอยู่ครับ มีรถใช้บริการน้อยทำให้มีปัญหาทางด้านการเงินอยู่ครับท่านประธาน หรือโครงการอื่น ที่มีความซ้ำซ้อน ผมยกตัวอย่างเช่น ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เรามีมอเตอร์เวย์ (Motorway) ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมทางหลวง จากกรุงเทพมหานครสู่ชลบุรี การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็ก่อสร้างทางด่วนครับ จากบางนาไปสู่ชลบุรีเช่นเดียวกัน เป็นการแข่งขันกันเองครับ ลงทุนซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นปัญหานี้ในร่าง พ.ร.บ. ที่เราร่าง ที่เราพิจารณาขึ้นมานี้จะต้อง ขจัดปัญหาทั้ง ๒ ข้อนี้ ผมดูข้อดีของ พ.ร.บ. ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ เขามี ๕ ขั้นตอน ของเดิมนั้นมี ๓ ขั้นตอน มีขั้นตอนเสนอโครงการ มีการดำเนินโครงการ มีการกำกับดูแลและติดตาม แต่ของใหม่นั้นเขาเพิ่มขั้นตอนที่ ๑ ขึ้นมา เพิ่มทางด้านหน้าขึ้นมาครับ เป็นการตั้ง คณะกรรมการร่วมทุน เขาเรียกว่า คณะกรรมการพีพีพี (PPP) ๓ พีครับ พีพีพีนั้นย่อมาจาก พับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ (Public-Private Partnership) เป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐ กับเอกชนครับ ตั้งกรรมการขึ้นมา กรรมการนี้ก็มากำหนดแผนยุทธศาสตร์ ทำแผนแม่บท ในการพัฒนาโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนดูว่าโครงการไหนที่เป็นโครงการที่ดี แต่รัฐมีปัญหาทางด้านการเงิน การลงทุน ก็เชิญเอกชนมาร่วมลงทุนครับ อันนี้เห็นด้วยครับ ในขั้นตอนนี้ ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือเสนอโครงการเช่นเดียวกับ พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๓๕ ขั้นตอนที่ ๓ ดำเนินโครงการ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ ขั้นตอนที่ ๔ เป็นการกำกับดูแล และติดตาม ก็เหมือนกับ พ.ร.บ. ฉบับเดิม พ.ศ. ๒๕๓๕
ขั้นตอนสุดท้าย เป็นขั้นตอนที่ ๕ ก็เพิ่มขั้นตอนแก้ไขต่ออายุสัญญาสัมปทาน เรื่องนี้เป็นเรื่องดีครับเพราะว่าที่จะมีคณะกรรมการขึ้นมาว่าต้องดูว่าจะมีการแก้ไข สัญญาสัมปทานหรือไม่ เมื่อสัญญาสัมปทานนั้นสิ้นสุดลงจะต่อขยายสัญญาหรือไม่ ต้องมีหลักเกณฑ์ หลักการ และเงื่อนไขที่แน่นอนครับ ซึ่งผมเห็นด้วยเช่นเดียวกันครับว่า จะทำให้หน่วยงานที่มีโครงการสัมปทานอยู่ในมือนั้นจะต้องคำนึงหลักเกณฑ์ จะต้องผ่าน การพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการชุดนี้ครับ
ข้อดีที่ผมเห็นอีกข้อหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือ มีการป้องกันไม่ให้ คณะกรรมการท่านใดท่านหนึ่ง หรือกี่ท่านก็ตามที่เป็นคณะกรรมการอยู่ในคณะกรรมการพีพีพี หรือคณะกรรมการร่วมทุน หรือคณะกรรมการคัดเลือกคณะกรรมการนโยบายร่วมทุนก็ตาม ป้องกันไม่ให้หลังจากที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการแล้ว ป้องกันไม่ให้ไปเป็นกรรมการ หรือไป ทำงานในบริษัทที่ได้รับสัมปทานที่ตนเป็นผู้คัดเลือกเข้ามาครับ จะทำให้ไม่เกิดผลประโยชน์ ทับซ้อนครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ผมจะถามไปถึงท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ในเรื่องร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือระยะเวลาทั้งหมดที่ต้อง ดำเนินการทั้ง ๕ ขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทุน หรือ พีพีพี ๓ พี ขั้นตอนเสนอโครงการ ขั้นตอนดำเนินการตามโครงการ ขั้นตอนกำกับดูแลและติดตาม และขั้นตอนสุดท้ายแก้ไขและต่ออายุสัญญา ใช้เวลาแต่ละขั้นตอนกี่เดือน กี่วัน รวมทั้งหมดแล้วใช้เวลากี่ปี ประหยัดเวลาได้มากกว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕
ข้อที่ ๒ ก็คือ ผมดูขั้นตอนกระบวนการการทำงานตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ยังมีความยุ่งยากอยู่ครับ มีความซับซ้อน มีความสับสน มีความยุ่งยากอยู่ ผมเกรงว่า จะไม่สามารถประหยัดเวลาการทำงานได้ ดังนั้นผมถึงเรียนเสนอแนะว่าในแต่ละขั้นตอนนั้น จะต้องระบุเวลาไว้ชัดเจนว่า จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายในระยะเวลากี่วัน กี่เดือน
คำถามข้อที่ ๓ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการพูดถึงการจัดตั้งของกองทุนเพื่อสนับสนุน การดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ. ร่วมทุนฉบับนี้ อยากทราบแหล่งที่มาของรายได้ของเงิน ที่จะเข้ามาสู่กองทุนแห่งนี้ และเงินในกองทุนเหล่านี้จะนำไปใช้ในกิจการใด มีการควบคุม การบริหารจัดการอย่างไร
คำถามต่อไปครับ พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น มีการกำหนดวงเงินไว้ เช่น โครงการนี้ถ้ามีมูลค่าโครงการ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท ต้องเข้าทาง เส้นทางไหน ผ่านหน่วยงานอะไร ถ้าโครงการนี้มีมูลค่าเกิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ต้องเข้าทาง เส้นทางไหน มีวิธีการ กระบวนการอย่างไรนะครับ ถามว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้มีการ กำหนดวงเงินของโครงการไว้หรือไม่
ข้อต่อไปครับ ในแผนยุทธศาสตร์ที่ท่านจะทำขึ้นมานั้น ผมอยากจะทราบ รายละเอียดของแผนยุทธศาสตร์ในการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนครับ จะกำหนด ไปถึงรายโครงการ หรือแผนงานหรือไม่
ท่านประธานครับ โดยหลักการแล้วผมสนับสนุนให้มีการตรา ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... แต่ขอทราบรายละเอียด ดังได้เรียนถามไปแล้วครับ ขอบพระคุณครับ