สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๒ · ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สุชาติ ธาดาธำรงเวช หารือเรื่องการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายยุบโรงเรียน แต่จะปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพทุกที่ทุกเวลา โดยการแจกแท็บเล็ตให้ครูยืมไป 1 ปี และเสนอแนวคิดในการสร้างเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กให้ควบรวมกัน เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและลดภาระครู

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจารย์สมคิด เชื้อคง ที่ได้กรุณาถามคำถาม ใน ๒ คำถามนี้นะครับ

คำถามที่ ๑ เรื่องการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กที่มี นักเรียนตั้งแต่ ๑๒๐ คนลงไปนี่นะครับ มี ๑๔,๖๑๖ โรงเรียน เป็นโรงเรียน ระดับประถมศึกษา ๑๐,๐๐๐ โรงเรียน เมื่อครู่เป็นโรงเรียนประถมศึกษานะครับ ระดับมัธยมศึกษาอีก ๕๒ โรงเรียน ก็เรียนท่านทั้งหลายว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายยุบโรงเรียน แต่จะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนให้ลูกหลานของเราได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพทุกที่ทุกคน ทุกที่ทุกคน เรื่องหนึ่งที่เราจัดเข้าไปก็คือการให้ครูแท็บเล็ตที่ได้กราบเรียนท่านทั้งหลายไป เมื่อเช้าว่าจะเป็นครูที่มีคุณภาพทุกที่ทุกเวลา แม้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กอาจจะมีครูน้อย หรือไม่เชี่ยวชาญ แต่ครูแท็บเล็ตจะเชี่ยวชาญ อันนี้ก็เป็นความพยายามอันหนึ่งที่จะปฏิรูป วิธีการเรียนการสอนให้เด็กได้มีโอกาส เด็กทั่วประเทศไม่ว่าถิ่นทุรกันดารหรืออยู่บนภูเขาได้มี โอกาสพบครูได้เท่าเทียมกันเกือบทุกเวลา เพราะเราจะแจกแท็บเล็ตให้ยืมไป ๑ ปี ผู้ปกครอง มาเซ็น เด็กมาเซ็น ๑ ปี ถ้าเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจเอามาเปลี่ยนให้ แต่ว่าถ้าตั้งใจทำให้ เสียหาย เช่นบางคนเป็นญาติหรือใครขโมยไปขายเขาต้องรับผิดชอบ ก็เป็นลักษณะนี้ นั่นประการที่ ๑

อย่างไรก็ตามโรงเรียนขนาดเล็กก็ยังต้องแก้ไขโดยเราส่งเสริมให้สร้าง เครือข่ายเชื่อมโยงกัน ตัวอย่างในจังหวัดเลยหลายท่านคงเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ เรียกว่า แก่งจันทร์โมเดล (Kangjan model) มี ๔ แห่งมาร่วมกัน เขาเรียกว่าโรงเรียนร่วมพัฒนา ไม่มีตำแหน่งผู้บริหารหายไป ผู้อำนวยการทั้ง ๔ แห่งยังอยู่ ครูทั้งหมดอยู่ครบถ้วน แต่แทนที่ จะเปิด ป. ๑ ๔ ที่ ป. ๑ เหลือที่เดียวไปรวมไว้ที่หนึ่ง ป. ๒ ๔ ที่ไปรวมไว้อีกที่หนึ่ง เราก็จะ เห็นได้ว่าห้องเรียนลดลงไป ๔ เท่า แล้วก็มีครูเพิ่มขึ้น ๔ เท่าด้วยเห็นไหม แล้วก็เขาได้ตั้งใจ คือความจริงเขามาหาผมด้วยซ้ำไปที่จะพัฒนาอย่างนี้ ผมก็ชื่นชมผู้อำนวยการโรงเรียน เหล่านั้น จริง ๆ แล้วแต่ละคนก็เป็นใหญ่ในโรงเรียนเองสามารถมาร่วมมือร่วมไม้ร่วมพัฒนาได้ ดังนั้นผมก็เลยสัญญากับผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งหลายว่าเอาละมันสามารถร่วมกันได้ ก็เดี๋ยวจะหารถตู้คันประมาณล้านบาท ถ้าเรานั่งก็ได้สัก ๗-๘ คน ถ้านักเรียนนั่งได้ ๑๖ คนนะ ว่าจะมีแอลซีดี (LCD) ให้ดูระหว่างเดินทางคือไม่ใช่ต้องไปขึ้นรถกระบะสองแถวอายุ ๒๐ ปี แล้วถือแท็บเล็ตผมไป เดี๋ยวหล่นลงไปแล้วจะทำอย่างไร ใช่ไหมครับ รถกระบะสองแถว ที่ท่านเห็นทุกวันนี่เขาก็จ่ายสตางค์ ถ้า ๓ กิโลเมตร ๑๐ บาทต่อวันอะไรอย่างนี้เขาจ่ายอยู่ แต่เดี๋ยวนี้มาขึ้นรถได้เตรียมไว้ของบประมาณคราวนี้ท่านทั้งหลายประมาณ ๒,๐๐๐ คัน แล้วก็จะหาวิธีจัดซื้อไม่ให้มีคอร์รัปชัน (Corruption) พูดให้มันตรง คือเอาไปให้โรงเรียนซื้อเลย ขอป้ายไปติดหน่อยให้มันเป็นระบบเดียวกัน ตัวเหล่านี้เขาก็ทำขอมา แต่ไม่เอารถก็ได้นะ มีรถอยู่แล้วก็เอาอย่างอื่นก็ได้ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เขาได้ควบรวมกัน เสร็จแล้วค่าคนขับ ค่าน้ำมันเอาที่ไหน ไปคุยกับ อบต. อบต. เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแล เพราะว่า เป็นลูกหลานของเขาเอง ส่วนเหล่านี้ ณ บัดนี้มีประมาณ ๖,๖๐๐ โรงเรียน เขาควบรวมกันเอง ไม่ได้ไปบังคับ คุณอยากอยู่ของคุณก็ได้ ควบรวมแล้วได้ ๒,๐๐๐ โรงเรียนแล้ว เฉลี่ยก็คือ ๓ ควบเหลือ ๑ ทุกที่ยังเปิดหมด เงินเดือนได้หมด ตำแหน่งเดิมหมด แต่ว่าจำนวนห้องลดลง จำนวนภาระครูลดลง จากการที่ต้องไปสอนเยอะแยะ ลดลงไปเยอะ แล้วมีครูแท็บเล็ตเข้าไปอีก เราอยากกราบเรียนทั้งหลายต่อไปเอาระบบข้อสอบมาตรฐานเข้าไปวัดอีก ครูก็ต้องสอนตามหลักสูตร ไม่ใช่ว่าไม่สอนเลยแล้วให้เด็กเต็ม ๔ หมด แล้วได้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าระบบมาตรฐานมี มิหนำซ้ำเด็กคะแนนดีขึ้น เป็นเพราะว่าจะต้องเอาคะแนน มาตรฐานบางส่วนไปให้แม่ดู ไม่ใช่คะแนนที่ครูให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว อาจจะเหลือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คะแนนข้อสอบมาตรฐานระดับชาติอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กก็ต้องสอบครับ ไม่สอบหายไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ครูก็จะได้ผลงานจากเด็กที่คะแนนดีขึ้น ได้เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่งที่ท่านอาจารย์สมคิดเมื่อครู่ถามไว้นะครับ ครูก็จะมีกำลังใจ ไม่ต้องไปทำวิจัย คศ. ๒ เป็น คศ. ๓ มันยาก ต้องไปจ้างทำวิจัย สอน ป. ๓ อยู่ จะไปมีเวลา ทำวิจัยที่ไหน เกิดมีเด็กออทิสติก (Autistic) อีกต้องไปดูแลอย่างนี้ ต่อไปไม่ต้องจ้าง ไปสอนเด็กเด็กได้คะแนนดีขึ้นวัดจากข้อสอบมาตรฐานของประเทศ จริง ๆ เขาเรียก เนชันแนล เทสท์ (National test) ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ เรียกเนชันแนล เทสท์ สอบเฉพาะปีนั้น ๆ นะครับ พอ ป. ๖ ปุ๊บ สอบออร์ดินารี่ เนชันนอล เอดูเคชั่น เทสท์ โอเน็ต (Ordinary National Education Test O NET) โอเน็ตสอบรวบยอด คือเรียน ป. ๑ ถึง ป. ๖ จะถามหมด แล้วก็เอาคะแนนโอเน็ตมาเข้า ม. ๑ ที่ทุกวันนี้เข้าอยู่ แล้วท่านจะเห็นได้ว่า มีหนังสือพิมพ์เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วบอกว่าคะแนนโอเน็ตดีขึ้นหมดเลย ที่เราบอกว่าเด็ก ของเราแย่ อะไรแย่ เป็นเพราะว่าคะแนนโอเน็ตเดิมที่ไปสอบแล้วไม่ไปทำอะไร ไปเข้า ม. ๑ ก็ไม่ได้ใช้ คะแนนโอเน็ต ม. ๓ ก็ไม่ได้ใช้ ม. ๔ เดี๋ยวนี้ใช้แล้ว คือคะแนนโอเน็ต ม. ๖ ก็ไม่ได้ ใช้เข้ามหาวิทยาลัยก็จะขอให้มันลิงก์กัน แล้วก็เอาผลงานเหล่านี้มาโยง ครูก็จะมีขวัญกำลังใจ แล้วก็จะได้เลื่อน คศ. ๒ อายุ ๕๐ กว่าปีแล้ว ยังเป็น คศ. ๒ อยู่ เรียกว่ายังเป็น ซี ๗ อยู่นะครับ ก็จะได้มีโอกาสปรับเป็น คศ. ๓ เป็น คศ. ๔ เป็น คศ. ๕ อันนี้ก็ขอกราบเรียนครับว่ารัฐบาล มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะดูแลลูกหลานของพี่น้องประชาชนเหมือนลูกหลานของเราเอง ชีวิตลูกหลานของพี่น้องประชาชนจะต้องดีกว่าสมัยเรา ๆ เช่นเดียวกับท่านทั้งหลายที่ เป็นพ่อเป็นแม่ของลูก ๆ ชีวิตลูก ๆ ต้องดีกว่าชีวิตของพ่อแม่ ขอบคุณนะครับ