เรวดี สกุลพาณิชย์ อภิปรายร่างกฎหมายกองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ โดยชี้แจงที่มาของการเพิ่มคำว่าผลประโยชน์จากการบริหารกองทุนเพื่อคืนสู่แหล่งต้นทาง และเสนอปรับแก้มาตรา 16 ให้ควบคุมการค้าเอกสารจดหมายเหตุแบบผ่อนปรนโดยให้อธิบดีกรมศุลกากรกำกับดูแล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแต่ยังคงรักษาประโยชน์ส่วนรวมไว้พร้อมระบุรายได้ปัจจุบันจากบริการทำสำเนายังน้อยมาก
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านค่ะ ดิฉัน เรวดี สกุลพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมายมรดกทางศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมค่ะ ในเรื่องของร่างมาตราที่ว่าด้วยกองทุนส่งเสริม งานจดหมายเหตุนะคะ ใน (๕) มาตรา ๒๔ ซึ่งร่างเดิมนั้นมีคําว่า รายได้อื่น และต่อมา คณะกรรมาธิการได้ปรับแก้เป็น รายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารกองทุน ที่มาที่เราเพิ่ม หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารกองทุนเข้ามานั้นก็เพราะว่าในข้อแรก ก็คือว่าในการบริหารจัดการกองทุนมันจะมีผลประโยชน์เกิดขึ้นเราก็เลยใส่เข้าไปเลยว่า ผลประโยชน์ใดก็ตามที่เกิดจากการบริหารกองทุนนั้นต้องนําส่งเข้ากองทุนส่งเสริม งานจดหมายเหตุ ลักษณะเช่นนี้เคยมีปัญหาเกิดขึ้นกับกองทุนโบราณคดีตามพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรามีกองทุนโบราณคดี เราเคยมีปัญหาเกิดขึ้นว่าผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุนโบราณคดี อย่างเช่นกรณีที่มีการเอา เงินกองทุนโบราณคดีไปพิมพ์หนังสือออกมาจําหน่าย รายได้ที่เกิดขึ้นนั้นคือผลประโยชน์ อันเกิดจากเงินกองทุนที่เอาไปลงทุน ผลประโยชน์ต้องกลับคืนเข้าสู่เงินกองทุนโบราณคดีนะคะ จึงเป็นที่มาของที่เราจะใส่ว่าผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารกองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ ก็ต้องส่งเข้ากองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุนะคะ ประกอบกับร่างมาตรา ๒๖ (๓) ในวรรคหนึ่ง บอกว่าวางระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินกองทุน และการจัดหา ผลประโยชน์ของเงินกองทุน โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ในเมื่อคณะกรรมการ มีอํานาจหน้าที่ในการจัดหาผลประโยชน์ของเงินกองทุน รายได้ที่เกิดขึ้นก็ต้องส่งเข้ากองทุน แล้วก็แถมด้วยว่า ทั้งนี้ต้องโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ระเบียบที่ออกมานี่ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังเสียก่อนในส่วนนี้ นี่คือที่มาของที่เราเพิ่ม คณะกรรมาธิการได้เห็นชอบแล้วเพิ่มคําว่า หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุนนะคะ ขออนุญาตท่านประธาน ขอย้อนกลับไปพูดถึงมาตรา ๑๖ นิดหนึ่งนะคะที่จะชี้แจง ในส่วนของ ร่างมาตรา ๑๖ ที่ได้อภิปรายกันมากในเรื่องที่ว่าร่างเดิมนั้นห้ามค้าเด็ดขาด แต่ต้องได้รับอนุญาต จากอธิบดีกรมศุลกากรถึงจะค้าได้ เพราะร่างใหม่กรรมาธิการปรับแก้ ในส่วนนี้ที่จริงแล้วตอนที่ คณะกรรมาธิการพิจารณากันนั้นมีหลายท่านนะคะ กรรมาธิการท่านบอกว่าอ้ายร่างอย่างนี้นี่ มันไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในการที่จะให้ประชาชนได้เรียนรู้เข้าถึงเอกสารจดหมายเหตุ ที่ผ่านมาปัจจุบันนี้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้อนุญาตโดยอธิบดีกรมศิลปากร มอบอํานาจให้ผู้อํานวยการสํานักหอจดหมายเหตุ อนุญาตให้ทําสําเนาเอกสารจดหมายเหตุนะคะ การทําสําเนาเอกสารจดหมายเหตุนั้นปกติเอกสารที่ได้รับอนุญาตให้ทําสําเนา ส่วนมากผู้ที่มา ใช้บริการจะบอกว่าเพื่อการศึกษา เพื่อการค้นคว้าอะไรทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่าภาพเหล่านี้ไปออก เป็นเรื่องของการค้าอยู่เยอะแยะ ซึ่งเอกสารที่ไปจากหอจดหมายเหตุที่ทําสําเนาใบนั้นจะมีลายน้ํา ของหอจดหมายเหตุปรากฏอยู่นะคะ เท่าที่ทราบมาก็คือเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เคยมีคดีเกิดขึ้น ที่ว่าปลอมแปลงเอกสารจดหมายเหตุของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้กระทั่งลายพระหัตถ์ก็ยังปลอม ดังนั้นเมื่อมีการอภิปรายกันมากในชั้นกรรมาธิการก็เห็นว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็มาทําอย่างไรที่จะให้มองในเชิงบวก ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็บอกว่า ให้มองในเชิงบวก ร่างมาตรา ๑๖ ให้เป็นเชิงบวกดีไหม คือให้อธิบดีกรมศุลกากรควบคุม เพื่อประโยชน์แก่ราชการ แต่ในเวลาเดียวกันสามารถเผยแพร่เอกสารนี้ไปสู่ประชาชน เพราะประชาชนทุกคนไม่สามารถเข้ามาใช้บริการหอจดหมายเหตุได้หมด แต่ถ้าเกิดกรณีว่า ใครจะเอาไปทําในเชิงพาณิชย์ก็ต้องได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบ ที่อธิบดีกรมศิลปากรกําหนด รายได้ที่ผ่านมานั้นไม่มากเลยค่ะ กรมศิลปากรเองก็ไม่ได้ผลิตทุกอย่าง เพื่อวางขายอะไรทั้งสิ้น ไม่มีนะคะ ไม่มีมาก ทีนี้ในส่วนนี้รายได้ที่ผ่านมานั้นน้อยมากค่ะ อย่างเช่นการทําสําเนาเอกสารแผ่นละ ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๓๐ บาท ส่งไปไหน ส่งเข้าเงินระเบียบ ประโยชน์การศึกษา ปัจจุบันนี้เรามีเงินเหลืออยู่แค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหอจดหมายเหตุ มี ๘๐๐,๐๐๐ บาท ที่เป็นเงินที่ได้จากประโยชน์จากการทําสําเนาที่ได้รับอนุญาตทําสําเนาไป ในส่วนนี้ ดังนั้นในร่างมาตรา ๑๖ นี้จึงออกมาในลักษณะที่ว่าเราดูในเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ ด้วยว่า ในกรณีผลิตหรือทําซ้ําทรัพย์สินทางภูมิปัญญาของชาติส่วนนี้ ถ้าเขาไม่ทําตามระเบียบ วิธีการ หลักเกณฑ์ที่อธิบดีกําหนด ก็คงต้องมีโทษในส่วนนี้ คือเป็นการผ่อนมาพบกันครึ่งทาง แล้วคิดว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงเอกสารเหล่านี้ด้วย แต่ในเวลาเดียวกันเราจะให้ฟรี หมดทุกอย่างก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ ร่างมาตรา ๑๖ จึงได้ออกมาลักษณะนี้ แล้วก็ยืนยันว่า กรมศิลปากรมิได้แสวงหาผลประโยชน์หรือมีรายได้ในส่วนนี้มากเลย กี่ปีมาแล้วมีแค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ขอบคุณค่ะ