ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ และเรียกร้องการแก้ไขให้กระจ่างว่า เงิน ๕๐๐ ล้านบาทจะจัดสรรในงบประมาณปีใด และไม่ให้เข้าข่ายเป็นรายได้อื่น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๔ ว่าด้วยการจัดตั้งกองทุน แล้วก็ที่มาของเงินกองทุน ในมาตรา ๒๔ (๕) ท่านสมาชิก ๒ ท่านได้อภิปรายไป ประเด็นที่ท่านได้เพิ่มเติมเข้ามา ผมจะไม่พูดในประเด็นนั้นนะครับ แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าข้อทักท้วงของท่านสมาชิก ๒ ท่าน ซึ่งมีประสบการณ์ในการทํากฎหมายมาพอสมควร ถ้าทักท้วงอย่างนี้ ถ้าคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อจะเกิดปัญหาในอนาคตก็น่าจะรับฟังความคิดเห็น แต่ผมติดใจ ประเด็นที่ตัดคําว่า อื่น ออกไปนะครับ รายได้อื่นที่ได้เขียนเป็นลักษณะของบัญญัติกฎหมาย ทั่วไปในลักษณะกองทุน การแปลความก็คงจะไม่ยุ่งยากนะครับ แต่เท่าที่ได้ดูเอกสาร ที่คณะกรรมาธิการชี้แจงเพิ่มเติม ท่านเขียนชี้แจงพอสมควร ท่านบอกว่าตามร่างเดิมนั้นจะใช้ คําว่า รายได้อื่น ซึ่งเป็นการเปิดกว้าง เป็นข้อเกรงของคณะกรรมาธิการ ท่านบอกเปิดกว้าง โดยส่วนมากการที่จะบัญญัติว่าเป็นรายได้อื่นจะกําหนดสําหรับกองทุนที่เป็นนิติบุคคล ที่สามารถทําธุรกรรมต่าง ๆ ได้ แต่เนื่องจากว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนในส่วนราชการจะไม่สามารถ จัดหาประโยชน์อื่น ๆ ได้ แต่ท่านก็ไปเติมเองนะครับ เมื่อสักครู่ถ้อยคําที่เติม จึงมีการแก้ไข เพิ่มเติมเพื่อให้มีความชัดเจน ไม่ให้มีความหมายที่กว้างเกินไป เนื่องจากเป็นเงินที่จัดสรร จากงบประมาณแผ่นดิน ประเด็นผมอยู่ตรงนี้ครับ ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้คําว่า ตัดคําว่า อื่น ๆ ไป เพื่อโยงให้เห็นข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการเขียน ซึ่งท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้นําเสนอต่อสภา ปัญหาเรื่องงบประมาณของจดหมายเหตุแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นหอจดหมาย หรือจดหมายเหตุ ซึ่งได้รับการจัดสรรแต่ละปีน้อยมากนะครับ ผ่านกรมศิลปากร ก็เป็นหน่วยงานรัฐ ก็ต้องจัดสรรในนามของกรม กรมเป็นผู้เสนอของบประมาณ ผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าถ้าเขียนกฎหมายรองรับมาอย่างนี้แล้ว อยู่ภายใต้กรม งบประมาณที่ท่านจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเวลาไปชี้แจงกับกรรมาธิการ งบประมาณท่านจะชี้แจงให้เห็นประโยชน์ได้อย่างไรมันค่อนข้างยาก เพราะว่าท่านยังยอมให้ กฎหมายฉบับนี้ไปอยู่ในกรมก็ต้องจัดสรรผ่านกรม ประเด็นหนึ่งที่ผมต้องโยงนะครับ คําว่า รายได้อื่น จริง ๆ ผมอยากจะเปิดช่องนะครับ เปิดช่อง เพราะว่าข้อสังเกตกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ กรรมาธิการได้ไปตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมอภิปราย ในข้อสังเกตไม่ได้ แต่จะโยงให้เห็นตรงมาตรา ในข้อ ๖.๕ กรรมาธิการได้เขียนไว้อย่างนี้ ด้วยความปรารถนาดีนะครับ ในวาระเริ่มแรกรัฐบาลควรจัดสรรเงินให้แก่กองทุนส่งเสริม งานจดหมายเหตุเป็นจํานวนเงิน ๕๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการดําเนินงาน ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วในการรักษาเอกสารสําคัญ ก็มีข้อความต่อเนื่องนะครับ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เป็นความปรารถนาดีของกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็มาดูช่องว่าในวาระเริ่มแรกที่รัฐบาลจะให้แน่นอนครับ ก็ต้องเป็นไปตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ต้องผ่านกรมศิลปากร ทําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเข้ามา ในขั้นตอนการจัดทํางบประมาณสํานักงบประมาณ ก็ทํา ขั้นตอนการผ่านสภา รัฐสภาเราก็อนุมัติงบประมาณ ก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีนะครับ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งให้อํานาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการที่เป็นผู้กําหนดถึงตัวเลขและความเป็นไปได้ และความเหมาะสมของตัวเม็ดเงินนั้น ทีนี้ผมเองก็กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า กรณีถ้าสมมุติท่านกรรมาธิการเห็นว่ามีความจําเป็นจริง ๆ ว่าในวาระเริ่มแรกผมยกตัวอย่างครับ กฎหมายฉบับนี้ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรของเราในวาระที่สอง วาระที่สาม ส่งวุฒิสภา ปีนี้ก็น่าจะผ่านวุฒิสภา ๓ วาระ ผ่านพิจารณาในกระบวนการของการพิจารณาทั้ง ๓ วาระ ก็น่าจะเป็น กฎหมายได้ ก็น่าจะปี ๒๕๕๕ แน่นอนครับ ปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ไม่ทันแน่นอน ถ้าออกมาปุ๊บ การจัดสรรงบประมาณปีแรกสุด ผมเข้าใจว่าจะเป็นงบประมาณปี ๒๕๕๗ คําว่า เริ่มแรก ตรงนี้หมายความว่าอะไร เมื่อกฎหมายมีสภาพบังคับใช้ จะบังคับให้รัฐบาลจัดสรรเงินให้ ๕๐๐ ล้านบาทเลยหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ก็เป็นประเด็นคําถามครับว่าถ้าไม่ใช่วิธีการงบประมาณ แล้วท่านจะให้ พอกฎหมายคลอดกลางปีจะให้รัฐบาลมาตั้งเงินให้ ๕๐๐ ล้านบาททําได้หรือไม่ นั่นประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าวิธีการบัญญัติอย่างนี้นะครับ มันก็จะเป็น ความปรารถนาดีของฝ่ายนิติบัญญัติเราที่ไปบอกกับฝ่ายบริหาร ลักษณะการบอกกล่าวอย่างนี้ ถ้าเขียนไว้ในตัวบทบัญญัติมีสภาพบังคับ ถ้าเป็นตัวบทบัญญัติมีสภาพบังคับ ถ้ารัฐบาลไม่ทํา อาจจะต้องถูกร้องหรือถูกพิจารณาว่ากระทําผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ก็ว่าในศาลรัฐธรรมนูญไป แต่ถ้าเขียนในข้อสังเกตนะครับ ข้อสังเกตในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๙๗ วรรคท้าย ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ก่อนวรรคท้ายผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ กรณีที่สภาเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้ประธานสภาส่งรายงานและข้อสังเกต ไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลา ๖๐ วันนับแต่วันที่ประธานสภาส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการให้คณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทราบ คณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้อง ได้ปฏิบัติตามข้อสังเกตนั้นประการใดหรือไม่นะครับ ท่านประธานครับ ให้ประธานสภา แจ้งให้ที่ประชุมทราบในโอกาสแรกที่มีการประชุม ความหมายคืออะไรครับ ความหมายเมื่อเรารับ ข้อสังเกตส่งให้ทางคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบว่ารัฐสภามีมติเห็นชอบกับข้อสังเกตนี้ ท่านจะต้องปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามอย่างไรก็ต้องแจ้งมา ความเห็นของผมนะครับ ถ้าเขียนอย่างนี้สิ่งที่คณะรัฐมนตรีที่พอจะรักษาน้ําใจสภาให้มากที่สุดก็อาจจะตอบบอกว่า คณะรัฐมนตรีจะพยายามจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีให้พอเพียง หรือให้เหมาะสมสอดคล้อง กับคําร้องขอของหน่วยงานต้นสังกัดนั้น อันนี้คือตอบมาอย่างเหมาะสมนะครับ เพื่อรักษาน้ําใจ ถามว่าเขาจัดสรรเงิน ๕๐๐ ล้านบาท ให้หรือไม่ครับ ผมไม่แน่ใจครับ เพราะฉะนั้นการบันทึกอย่างนี้ เรื่องเม็ดเงินผมเองไม่ติดใจ จะไปเขียนไว้อย่างไรก็ได้ที่จะประสานไป เพราะเป็นไปตามวิธีการงบประมาณอยู่แล้ว แต่วิธีการเขียนข้อสังเกตแนบท้ายแบบนี้ ผมเองก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการแล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพนะครับว่า ถ้าเราเขียนไปอย่างนี้มันจะเป็นการสร้างข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารหรือไม่ ที่เป็นข้อขัดแย้งทางใจนะครับ ที่ไม่สามารถนําสู่ปฏิบัติได้อยู่แล้ว คือเขียนไปก็ปฏิบัติไม่ได้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ได้ทางสภาก็บอกว่าทําไมไม่ทํา ทางฝ่ายบริหารก็ตอบว่าไม่ทํา ไม่มีสภาพบังคับ ก็เกิดความกินแหนงแคลงใจกันและลําบากใจที่สุดคือฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากจะไม่รับข้อสังเกตก็ไม่ได้ ก็เป็นมติสภา เพราะข้อสังเกตอย่างอื่น ดีมากครับ อย่างเช่นข้อสังเกตในเรื่องเหตุผลที่ท่านเขียนเพิ่มเติมเข้ามา ผมเห็นด้วยอย่างชัดเจนเลย เพราะว่าเวลาท่านไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เหตุผลท่านจะไปปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่า ทําไมต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า การที่เปิดช่องในรายได้อื่น ถ้าจําเป็นจริง ๆ รัฐบาลอยากจะทําผมเชื่อว่าอาจจะใช้ช่องนี้ทําได้ ใช้ช่องนี้ครับ ทําได้ เพราะไม่เกี่ยวกับที่มาของเงินในลักษณะเป็นเงินอุดหนุน ไม่ได้จ่าย เป็นเงินอุดหนุนครับ เพราะท่านบอกบังคับให้เขาเขียนบอกว่าที่มาของเงินต้องเป็นเงินอุดหนุน ที่รัฐบาลจัดให้ครับ แน่นอนจะเป็นอุดหนุน ถ้าเป็นเงินทุนหมุนเวียนก็เป็นอุดหนุนทั่วไป ความหมายในตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเองก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพครับว่า ผมก็เห็นใจนะครับ หรือแม้แต่รัฐบาล อยากให้มากกว่า ๕๐๐ ล้านบาท ก็ให้ไม่ได้ พอบันทึกแนบท้ายบอก ๕๐๐ ล้านบาท มองทั้ง ๒ มุม ทั้งบวกและลบ เพราะฉะนั้นความเห็นของผมนะครับ ข้อสังเกตแนบท้ายพระราชบัญญัติ ไม่สมควรหรอกครับที่จะบันทึกลักษณะเม็ดเงินลงไป เพราะบันทึกไปแล้วก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ ต่อการกระทํา และหนําซ้ําจะเป็นการเร่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบตอบสภาเรามาทันที บอกไม่สามารถปฏิบัติได้ตามข้อสังเกตนั้น แต่จะพยายามทําในสิ่งที่ดีที่สุดตามวิธีการงบประมาณ และพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณประจําปี เขาจะตอบอย่างนั้นครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ