สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕

ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555-2557 และเรียกร้องให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงมาร่วมช่วยแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความรักต่อประชาชน การดูแลและคุ้มครองประชาชน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และการไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งเสริมอาชีพ การส้มแขกของจังหวัดยะลา และปัญหาการที่ถนนในตลาดเป็นหลุมเป็นบ่อ และขาดงบประมาณในการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ และวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและไม่สร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เรามีโอกาสพิจารณานโยบายการบริหาร และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าเราพูดถึงนโยบายของรัฐบาลที่เรานำมาแถลงต่อสภา ถ้าเราเปรียบ นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภาว่าเป็นนโยบายพี่ นโยบายบริหารและการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เปรียบเสมือนน้องครับ มีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันนะครับ ไม่ใช่วันนี้ครับ แต่ต้องการบันทึกเพื่อให้ใช้กับโอกาสข้างหน้าเพราะอีก ๓ ปีก็ต้องมาเสนอนโยบาย อย่างนี้กันใหม่อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อให้ในครั้งหน้าเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย ผมคิดว่า นโยบายอย่างนี้ต้องมีรัฐมนตรีทุกกระทรวงครับ ที่เราฟังมาตั้งแต่เมื่อวานจนวันนี้เราจะเห็นว่า เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง นโยบายอย่างนี้เป็นประโยชน์ครับ ในการแก้ปัญหาอยากเห็น รัฐมนตรีทุกกระทรวงมานั่งฟัง มานั่งช่วยกันชี้แจง และเมื่อสักครู่เราได้ฟังสมาชิกซีกรัฐบาลครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ คุณธานินทร์ ใจสมุทร พูดนี่แม้แต่หน่วยงานของอัยการ หน่วยงาน ของศาลก็ยังมีความจำเป็นต้องมารับฟังด้วยซ้ำไปเพื่อให้การแก้ไขปัญหาได้บรรลุลุล่วง ด้วยความเรียบร้อยครับ

ประการถัดมาครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากนโยบายนี้จะมีความผูกพัน กับชีวิตของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ข้าราชการทุกกลุ่มทุกอาชีพ ทุกหมู่เหล่าในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ถึง ๓ ปีครับ คือปีนี้ในปี ๒๕๕๕ และปีหน้า ปี ๒๕๕๖ และปีถัดไปในปี ๒๕๕๗ คำถามที่จะถามก่อนครับ ถามว่าก่อนที่ สมช. จะได้เขียนนโยบายเล่มนี้ขึ้นมา ท่านได้ศึกษา ได้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาหรือไม่ เพราะท่านใช้ในข้อ ๓ ว่าเงื่อนไขของการใช้ความรุนแรง แต่ท่านไม่ได้เขียนว่าที่มาหรือสาเหตุของปัญหาคืออะไรนะครับ ผมเข้าใจว่าปัญหาก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา เราไม่ต้องไปเท้าความครับว่าเป็นรัฐบาลใคร เอาเป็นว่าในอดีตที่ผ่านมานี่ เราดำเนินนโยบายผิดพลาดนะครับ ผิดพลาดจากกรณีที่ ๑ ครับ เราไปยุบ ศอ.บต. กับยุบ พตท. ที่เราเถียงกันครับว่ายุบแล้วดีหรือยุบแล้วไม่ดี ในมุมของพวกผมนะครับ เห็นว่า การยุบ ๒ หน่วยงานนี้ทำให้ขาดหน่วยงานดูแลปัญหา ดูแลพี่น้องประชาชนไปในระยะหนึ่ง ในระดับหนึ่ง

ปัญหาข้อที่ ๒ เราก็เคยพูดกันว่าไม่ต้องการให้มีหน่วยงานพิเศษ อย่าง ศอ.บต. และ พตท. ๔๓ เพราะถ้ามีอะไรพิเศษก็จะพิเศษไปหมด ในอดีตเราต้องการ ทำให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายปกติเหมือนพื้นที่อื่น แต่เราไม่ได้เข้าใจถึง ความเป็นจริงครับว่าความเป็นจริงใน ๓ จังหวัดมันมีปัญหาที่สลับซับซ้อนพิเศษกว่าพื้นที่อื่น มันเลยจำเป็นต้องมีนโยบายพิเศษครับ

ปัญหาข้อที่ ๓ เราเคยบอกว่าจัดการกับโจรกระจอกให้จบใน ๓ เดือน จนเป็น สาเหตุนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขใหม่ จนนำไปสู่ความรุนแรงในอดีตนะครับ จนถึงปัจจุบัน นี่คือคำถามที่ต้องถาม สมช. ก่อนนะครับ แล้วท่านประธานครับ สาเหตุของปัญหานี้นั้น ที่จะนำมาเขียนเป็นนโยบายหรือนำไปสู่การแก้ไขปัญหาก็ต้องถามต่อว่าจะสามารถนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ หัวใจของการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้คืออะไรครับ คือทำอย่างไรให้บ้านเมืองนี้สงบครับ ถามว่าพวกผมที่เป็นผู้แทนราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเจตนาจะร่วมมือกับรัฐบาลไหม มีเจตนาเป็นอย่างยิ่งครับ เท้าความไปถึง อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นเคยเชิญพวกผม ส.ส. ซีกพรรคประชาธิปัตย์นี่ละครับ ในฐานะซีกฝ่ายค้าน ไปทานข้าวที่ทำเนียบรัฐบาล แล้วก็แลกเปลี่ยนปัญหาซึ่งกันและกันครับว่าจะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาอย่างไร ผมไม่ต้องถาม ไม่ต้องตอบครับว่าท่านถามว่าอะไร และท่านร่วมมือ อย่างไร แต่ผมกราบเรียนว่าพวกผมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในขณะนั้นอย่างเต็มที่ครับ เพราะอยากเห็นบ้านเมืองของเราสงบครับ วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมก็อยากให้ความร่วมมือ กับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ให้สงบลุล่วงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ใน ๓ จังหวัด และประโยชน์ของทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ที่ไปช่วยราชการอยู่ใน ๓ จังหวัด ทุกคนครับ ท่านประธานครับ การจะทำให้บ้านเมืองสงบนั้นเราก็ต้องตั้งคำถามกันครับว่า บ้านเมืองนี้จะสงบได้อย่างไรครับ

ประการที่ ๑ รัฐบาลชุดนี้ตั้งใจและแน่วแน่จะใช้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลัก ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง ใช่หรือไม่ครับ ทำไม ถึงต้องถามคำถามนี้ขึ้นมาครับ เพราะช่วง ๗ เดือนที่ผ่านมาเราได้พบเห็นความลังเล ของรัฐบาลครับ ในขณะที่เราได้พบเห็นความลังเลของรัฐบาลเราก็ไม่ได้โจมตีอะไรครับ เราอยากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาครับ เราเห็นความลังเล ของรัฐบาลในการใช้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหา เพราะเราเห็นว่า รัฐบาลในขณะนั้นกำลังจะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ศก.บช. หรือ กบชต. หรือนครรัฐปัตตานี อย่าว่าแต่พวกผมเลยครับที่สับสน ประชาชนในพื้นที่เขาก็สับสน มากกว่าพวกผมด้วยซ้ำไป เพราะชื่อย่อเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเขาไม่ทราบจริง ๆ ครับ

คำถามที่ ๒ ครับ ถามว่ารัฐบาลชุดนี้แน่วแน่แล้วใช่หรือไม่ที่จะใช้นโยบาย ฉบับที่นำเสนอในวันนี้ในการแก้ไขปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓ ปี ก็ทำไมอีกล่ะครับ ถึงต้องตั้งคำถามอย่างนี้

ประการที่ ๑ รัฐบาลนี้สามารถยกเลิกนโยบายเล่มนี้ก่อน ๓ ปีก็ได้ครับ ถึงต้องตั้งคำถามว่าท่านแน่วแน่ใช่ไหมที่จะเดินหน้าด้วยนโยบายเล่มนี้ในกรอบระยะเวลา ๓ ปี

ข้อที่ ๒ เราได้เห็นรัฐบาลลังเลในการเสนอนโยบายนี้ต่อสภา รัฐบาลนี้บริหาร ประเทศชาติมามากกว่า ๗ เดือนแล้ว เพิ่งเห็นนำเสนอฉบับนี้เข้าสู่สภาวันนี้ล่ะครับ ช้าไปมาก ช้าไปบ้างนะครับ ก็เข้าใจว่าเป็นความลังเลไม่รู้จะเอาหน่วยงานไหนไม่รู้จะเอานโยบายอะไร

ประการที่ ๓ ๗ เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ สำคัญ ๆ มากมายครับ แต่เราก็ไม่ค่อยเห็นรัฐบาลแสดงทีท่า แสดงบทบาท ความเอาจริงเอาจังกับเหตุการณ์กับการแก้ไขปัญหา

ประการที่ ๔ นโยบายของท่านเลขาธิการ ศอ.บต. ศอ.บต. นี้มีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ศอ.บต. มีเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นเลขาฯ ครับ เราเห็นเลขาธิการ ศอ.บต. ติดป้ายตามสี่แยกใหญ่ ๆ นะครับ ใครผ่านไปผ่านมาขับรถใน ๓ จังหวัดก็จะเห็นป้ายนี้ ใช้นโยบายว่า ความเป็นธรรมนำการเมือง แต่วันนี้ท่านได้นำนโยบายเล่มนี้มาเสนอต่อสภา ตามหน้า ๘ ข้อ ๒ ท่านใช้คำว่า ดำรงนโยบายการเมืองนำการทหาร ๒ อย่างนี้ ย่อมมีความหมายแตกต่างและมีนัยไม่เหมือนกันครับ

ประการสุดท้าย ลดความลังเลของรัฐบาลที่นำเสนอการเข้าสู่สภาช้ามา ๗ เดือนนี้นะครับ ทำให้สถิติการก่อเหตุร้ายใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้นสูงมากครับ ๗ เดือนที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ใน ๗ เดือนการก่อเหตุร้ายสูงกว่าในอดีต ๖ เดือน มีต่ำกว่าอดีตเพียงเดือนเดียวครับ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุ ๔๘ ครั้ง พอมาปี ๒๕๕๔ เพิ่มเท่าตัว ๙๐ ครับ เดือนกันยายน ๖๐ ครั้ง เพิ่มมาเป็น ๖๗ ครั้ง เดือนตุลาคม ๘๒ ครั้ง เพิ่มมาเป็น ๙๑ ครั้ง เดือนพฤศจิกายน ๓๒ ครั้ง เพิ่มมาเป็น ๕๗ ครั้ง เดือนธันวาคม ๔๖ ครั้ง ขึ้นมาเป็น ๘๑ ครั้ง เดือนมกราคม ปีใหม่ ๖๒ ครั้ง ลดลง ๕๕ ครั้ง เพราะไปเที่ยว ปีใหม่กันครับ พอมาเดือนกุมภาพันธ์ ๕๒ ครั้ง ขึ้นมาเป็น ๗๔ ครั้ง ๗ เดือนครับ สถิติเพิ่มขึ้น ๑๓๓ ครั้ง เพิ่มขึ้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หัวใจในการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้คืออะไรครับ คือทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบครับ บ้านเมืองนี้จะสงบได้ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานในแนวคิดผมนะครับ ด้วยหลัก ๔ ประการ

ประการที่ ๑ ต้องมีความรักต่อประชาชนครับ

ประการที่ ๒ ต้องให้ความดูแลและคุ้มครองประชาชนได้ครับ

ประการที่ ๓ ต้องแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ได้ครับ

ประการที่ ๔ ต้องไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่

นี่คือหลัก ๔ ประการที่ผมคิดเอง อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้ ท่านอาจจะ ไม่เห็นตรงกับผมก็ย่อมได้ครับ ไม่ใช่ปัญหาครับ

ท่านประธานครับ ที่ผมพูดถึงหลัก ๔ ประการ เพราะผมดูจากของเล็ก ๆ น้อย ๆ บางครั้งเราก็ไม่สามารถดูแลประชาชนได้ครับ ผมจะยกตัวอย่างของจริงให้กับท่านประธาน ได้เห็นครับ ใช้เวลาไม่มากครับ ที่ซ้ำกับเพื่อนพูดผมตัดออกหมดแล้วครับ

ประการที่ ๑ เรื่องการส่งเสริมอาชีพครับ เรื่องปากท้องของประชาชน ผมยกตัวอย่างแค่ ๒ เรื่องครับ เรื่องโครงการการเลี้ยงแพะ ผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมพ่อแม่ พี่น้องประชาชนที่ท่าสาป โครงการนี้เป็นโครงการที่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่ไม่ได้ พูดเอาความดีใส่ตัวนะครับ พูดเพราะเป็นความจริงครับ ท่านสุเทพลงไปทำงานเรื่องนี้ครับ แล้วผมก็มีโอกาสเข้าไปหลายครั้ง ผมเห็นทั้งหมู่บ้านเลยครับ ทุกบ้านติดป้ายเป็นสมาชิก กลุ่มเลี้ยงแพะครับ แต่ผมไม่เห็น หลังจากนั้นมาเราก็ยุบสภาครับ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เราก็เลยไม่ได้เขียนนโยบายฉบับนี้ขึ้นมาในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพราะอยากเห็น รัฐบาลชุดใหม่มาเขียนนะครับ แต่หลังจากนั้นมาเราก็ไม่เห็นมีการต่อยอดของการเลี้ยงแพะ ให้กับประชาชน อย่างนี้ผมคิดว่าเรามีความจำเป็นต้องไปต่อยอดให้กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชน

อย่างที่ ๒ ส้มแขกครับ เป็นผลไม้ เป็นพืชเฉพาะตัวของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เขาทำกันทั้งหมู่บ้านครับ เก็บส้มแขกก็ไปเก็บกัน มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็ไปเก็บ เก็บแล้วก็เอามาขาย มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านนี้ ก็มานั่งหั่นส้มแขก ผมเดินเข้าไปเยี่ยมทุกครั้งประชาชนร้องขอครับ ให้หน่วยงานของรัฐ ช่วยไปทำวิจัยหน่อยครับว่าเรื่องส้มแขกนี้ทำประโยชน์ต่อเนื่องได้อะไรบ้างครับ แล้วจะมี เงินสนับสนุนอะไรให้เขาได้ทำเรื่องต่อยอดอย่างนี้ขึ้นไปได้บ้างครับ แต่เราก็ไม่ได้ทำ ใช้งบประมาณไม่มากครับ ในขณะเมื่อวานนี้ครับ ศอ.บต. ครับ เมื่อวานนี้ผมเรียกร้องให้ ท่านเลขาธิการ ศอ.บต. มานั่งฟัง ท่านก็ส่งท่านรองเลขาธิการมา เมื่อวานนี้ ศอ.บต. ผมดูตามข่าวนะครับ ศอ.บต. ก็แถลงข่าวว่าได้ทำโครงการร่วมกับธนาคารอิสลามปล่อยกู้ให้กับ ร้านต้มยำกุ้งในประเทศมาเลเซีย ถามว่าดีไหมครับ ตอบว่าดีครับ เพราะประชาชนกลุ่มนั้น ก็เป็นคนไทยครับ แต่คนที่อยู่ในพื้นที่บ้านเราไม่ได้ทิ้งถิ่นฐานไปที่ไหนครับ เรามีโครงการอย่างนี้ ให้กับเขาบ้างไหมครับ หลายคนครับเขาร้องว่าเขาไปติดต่อขอกู้เงินที่ธนาคารอิสลาม ที่จังหวัดยะลาก็ไม่ได้รับการสนับสนุนนะครับ แต่ในขณะมุมกลับกันเราก็ไปทำ เราอย่าหวังว่า การสร้างข่าวจะเป็นประโยชน์กับการแก้ไขปัญหามากเกินไปครับ เราต้องสร้างความจริง ให้ปรากฏ เราถึงจะแก้ไขปัญหาได้ครับ

ประการที่ ๒ เรื่องถนนหนทาง คูระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา น้ำท่วม เป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้นครับ เอาใจกลางจังหวัดยะลาเลยครับ ที่ตลาดสดเทศบาล ตลาดสดรถไฟ ในจังหวัดยะลา ถนนหนทางในตลาดเป็นหลุมเป็นบ่อครับ เทศบาลนครยะลาก็ไม่ได้ไปทำครับ อบจ. ก็ไม่ได้ไปทำครับ อย่างนี้ชาวบ้านเขาเดินผ่านไปเขาเห็นตำตาครับ ประชาชนไปจับจ่าย ใช้สอย พ่อค้าแม่ค้าที่มาขายของมาจากทุกหมู่บ้านครับ ในตำบล ในอำเภอในจังหวัดยะลา แต่ถนนหนทางในตลาดเวลาฝนตกมา ถนนก็แฉะครับ เวลาฝนตกหนักน้ำก็ท่วมในตลาดครับ ท่วมที่ถนนนั่นละครับ แต่โชคดีครับ เราได้งบแปรญัตติปี ๒๕๕๕ ไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะไปแก้ไขปัญหานี้ แต่จะได้ทั่วถึงหรือเปล่ายังไม่ทราบครับ วันนี้ก็รอเงิน ของงบประมาณในการแปรญัตติเพื่อไปแก้ไขปัญหาถนนในตลาดรถไฟ ท่านประธานครับ ที่ตำบลสะเตงนอกติดกับตัวเทศบาลนคร มีประชาชนทั้งตำบลอยู่ด้วยกันไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน มีประชากรแฝงอีก ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน ในตำบลนี้นะครับ ถนนหนทางเป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนหนทางตามตรอกตามซอยลำบาก เป็นดินลูกรัง ขาดงบประมาณในการซ่อมแซม ขาดงบประมาณในการก่อสร้าง คูระบายน้ำก็ไม่มี ไฟฟ้า ก็มืดมนครับ เวลากลางคืน ฝนตกทุกที ถนนแฉะทุกที ฝนตกตอนเช้าน้ำท่วมตอนบ่าย ฝนตกตอนบ่ายน้ำท่วมตอนกลางคืน ฝนตกตอนกลางคืนน้ำท่วมตอนหัวรุ่ง อย่างนี้เราจะไปแก้ไขปัญหาให้เขาอย่างไรครับ เวลาชาวบ้านไปร้องขอก็บอกว่าไม่มี งบประมาณครับ แต่อีกไม่กี่วันนี้ละครับ พรุ่งนี้ละครับ วันที่ ๓๐ รัฐบาลชุดนี้ละครับ ไปจัดมวยที่จังหวัดยะลา ผมก็ไม่ทราบจริงหรือไม่จริงครับ มีคนมาบอกผมว่าใช้งบประมาณไป ๑๓ ล้านบาทครับ ชาวบ้านเขาบอกว่าเขาร้องขอถนนมาก็ไม่ทำ เวลาจัดมวยเลยเอา งบประมาณไปตั้ง ๑๓ ล้านบาท เอางบประมาณมาจากไหนครับ ช่วยชี้แจงด้วยครับ งบประมาณจัดมวย ผมไม่เคยเห็นผ่านตาสภาเลยครับ ไม่เคยมีโครงการงบประมาณจัดมวย ผ่านสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ อย่างนี้เราต้องแก้ไขครับ

ประการที่ ๓ เรื่องความเป็นธรรมเป็นประการสุดท้าย เรื่องความยุติธรรม ผมคิดว่าคนพูดมาเยอะ แต่ผมเข้าใจว่าเรื่องความเป็นธรรมไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานความมั่นคงครับ ที่จะสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับประชาชน ผมคิดว่าทุกหน่วยงานมีโอกาสที่จะสร้าง ความไม่เป็นธรรมให้กับประชาชน ทุกหน่วยงานเราอย่าใช้คำว่า ควร เลยครับ เราต้องพูดว่า ทุกหน่วยงานต้องสร้างความเป็นธรรมและความยุติธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ครับ ท่านประธานครับ ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจากอะไรครับ เกิดจากผู้บังคับใช้กฎหมาย ขาดความเป็นธรรมครับ พอขาดความเป็นธรรมก็ไปบังคับใช้กฎหมายออกมาแบบไม่เป็นธรรมครับ พอบังคับใช้กฎหมายออกมาแบบไม่เป็นธรรมก็เป็นเงื่อนไขให้กับประชาชนในพื้นที่ ผมยกตัวอย่างให้ฟังครับ ๒ ข้อแค่นั้นเองครับ

ประการที่ ๑ หน่วยงานของเทศบาลไปรื้อครับ รื้อตลาดหนึ่ง ตลาดเสรีครับ ที่จังหวัดยะลา มีแม่ค้าอยู่ร่วม ๑๐๐ ราย แม่ค้าร่วม ๑๐๐ ราย ทั้งหมดนี้เป็นคนมุสลิมครับ ชาวบ้านเขาก็บอกว่าทำไมไม่ไปฟ้องศาลละครับ ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายครับ ไปฟ้องศาลขับไล่สิครับ ถ้าศาลสั่งให้ออก เขาก็ออกโดยดี เมื่อเทศบาลไม่ได้ไปฟ้องศาล ใช้ศาลขับไล่ เขาก็ไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรครับ พอไม่ได้ ดำเนินการอะไร เขาก็ไปร้องกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ได้ทำอะไรครับ ในขณะอีกมุมหนึ่งมีร้านค้าผู้ทรงอิทธิพลบางร้าน เขาก็เอาเต็นท์มากางขายอยู่บนท้องถนนครับ ที่ประชาชนสัญจรไปมา แล้วก็ใกล้กับตลาดครับ เขาเห็น ๒ มาตรฐานกันแบบชัดเจนเกินไปครับ อย่างนี้ความยุติธรรม ความเป็นธรรมเกิดไม่ได้ครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ หมู่ที่ ๔ ตำบลหน้าถ้ำ หมู่บ้านนี้ เป็นไทยพุทธ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ก็มีนายทุนจะไปสร้างโรงไฟฟ้าครับ เขาก็ไปขออนุญาต จากทาง อบต. ประชาชนทั้งหมู่บ้านเขาติดป้ายหน้าบ้าน ติดป้ายทุกบ้านเลยครับว่าไม่รับ โรงไฟฟ้า เขาก็ทำหนังสือไปประท้วงกับ อบต. หน้าถ้ำ อบต. กับท่านนายอำเภอก็จัดประชุม ชี้แจงทำความเข้าใจ หาข้อยุติไม่ได้ครับ นายอำเภอก็ปิดประชุมครับ วันนี้นายอำเภอท่านนี้ ก็ย้ายไปแล้วครับ ไปอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่แล้วครับ ชาวบ้านก็เข้าใจว่าจะมีการมาประชุม ชี้แจงในโอกาสต่อไป ปรากฏว่ารอไปรอมาไม่มีครับ พอไม่มีทาง อบต. เขาก็ทำหนังสือว่า ไม่อนุญาตให้ทำการก่อสร้าง กลุ่มนายทุนก็ไปร้องต่อคณะกรรมการระดับจังหวัด ระดับจังหวัดเขาก็ตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาเป็นประธาน ตั้งอัยการจังหวัด ตั้งโยธาธิการจังหวัด ตั้งตัวแทนตำรวจ ตัวแทนที่ดิน ตั้งจ่าจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ประธานหอการค้าจังหวัด ประธานมูลนิธิ ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาครับ แทนที่กรรมการชุดนี้จะลงไปรับรู้ปัญหาของประชาชน ก็กลับไปพบกับนายทุน แล้วหลังจากกลับมาก็มีคำสั่งให้ อบต. ออกหนังสืออนุญาตให้เขา ประชาชนเขาก็มาร้องผมครับ เขาบอกว่าคน ๒๐๐-๓๐๐ คนที่ร้องคัดค้าน สู้กรรมการ ๙ คน ไม่ได้ครับ อย่างนี้ความยุติธรรมจะเอาไว้ตรงไหนละครับ เท่าที่ผมรับฟังมาและเท่าที่ ประสบพบมา ผมคิดว่าปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ชาวบ้านขาดเวทีในการสะท้อน ปัญหา ในขณะที่ข้าราชการก็ยังใช้ช่องว่างกฎหมายครับ แล้วก็ตีความกฎหมายเข้าข้าง กลุ่มผลประโยชน์มากกว่าอยู่ข้างพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไม่คำนึงและไม่เข้าใจถึงสภาพปัญหา ที่แท้จริงของประชาชนครับ ท่านอาจจะทำถูกกฎหมายครับ แต่ประชาชนเห็นว่าไม่ตรงกับ ความเป็นจริงครับ แล้วก็ขาดซึ่งความยุติธรรม ผมคิดว่าเราจะแก้ไขปัญหาได้ ผมขอย้ำว่า เราต้องรักประชาชนครับ ว่าเราต้องเข้าใจและเอาใจใส่ต่อปัญหาของประชาชนครับ และเรา ก็ต้องแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนได้ครับ และเราก็ต้องไม่สร้าง เงื่อนไขใหม่ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ครับ นโยบายที่ดีครับ ต้องทำให้เกิดพลวัต ในการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริงถึงเรียกว่านโยบายที่ดีครับ และต้องปฏิบัติ ให้เป็นไปตามที่ท่านได้นำเสนอต่อสภาครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ