สุรเชษฐ์ แวอาแซ หารือแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเสนอให้รัฐบาลออกนโยบายที่เป็นรูปธรรม เชื่อถือได้ และปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองในพื้นที่ร่วมเสวนาเพื่อหาทางออกร่วมกัน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองแต่เป็นปัญหาที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องแสดง ความรู้สึกก่อนว่ามีความรู้สึกดีใจครับ ที่สภาแห่งนี้ได้มีโอกาสมาสะท้อนความคิดเห็น แล้วก็มาพูดถึงมาตรการแนวทางการแก้ปัญหาของพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิด สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมาเป็นเวลามายาวนาน ๘-๙ ปีมาแล้ว เมื่อวานถึงวันนี้ สมาชิกในสภาแห่งนี้ก็ให้ความสนใจ และพูดถึงปัญหาต่าง ๆ บางท่านก็สะท้อน ด้วยความรู้สึก บางท่านก็สะท้อนด้วยอารมณ์ บางท่านก็ได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรวันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่สภาแห่งนี้ได้รับทราบถึงรัฐบาลที่มีแนวทาง และได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติก็คือนโยบายออกมาสู่ในทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัด จากเดิมนั้นเราใช้ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นนโยบาย รัฐบาลทุกรัฐบาล ผมเข้าใจว่ามีความตั้งใจทั้งสิ้นครับ เพราะมันเป็นเรื่องของชีวิตของพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดที่กระทบโดยตรง และพี่น้องทหารหาญและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วกระทบกับชีวิต ไปกระทบกับครอบครัวที่มีความทุกข์ ความห่วงใยต่อชีวิตของคนในครอบครัว หัวหน้าครอบครัว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมคนหนึ่งที่เป็นตัวแทนของพี่น้องในพื้นที่ ๓ จังหวัดดังกล่าว ผมเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต ๒ ซึ่งมีพื้นที่ที่ผมต้องรับผิดชอบ ก็คืออำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง อำเภอสุไหงปาดี พื้นที่ดังกล่าวนั้นผมก็ต้องยอมรับแล้วก็ขอเรียนผ่านท่านประธานไปถึง ผู้ที่รับผิดชอบก็คือรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ยุทธศักดิ์ ว่าความรู้สึกของผมกับท่านต่างกันครับ แล้วก็ ส.ส. หลายท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ก็มีความรู้สึกต่างกันครับ ท่านพูดได้ จะพูดอย่างไรก็ได้ เพราะไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง แต่พวกเราที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าผมพูดออกไปไม่ตรงกับความรู้สึก ของคนในพื้นที่ ไม่ถูกใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติในพื้นที่ มันก็ต้องมีความรู้สึกและอาจจะมีอะไร ที่จะกระทบกับตัวผม ครอบครัวผม หรือว่าความนิยมของผม เพราะฉะนั้นวันนี้ขอด้วยความตั้งใจอยากจะพูดถึงแนวคิดต่อนโยบายที่ท่านได้เสนอ ให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบว่านโยบายที่ท่านนำเสนอเข้ามานั้นจะเป็นรูปธรรมหรือไม่ และยังมีอะไรที่จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมแก้ไข อยากจะเห็นนโยบายฉบับนี้เมื่อหลังจากที่ สภารับทราบแล้ว ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจังครับ เพื่อให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็น แนวปฏิบัติให้กับส่วนราชการ หน่วยราชการต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เขาปฏิบัติได้ถูกต้อง นโยบายแต่ละนโยบายที่ออกไปนั้นล้วนแล้วก็ได้มีการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สัมฤทธิผล นโยบายใดก็แล้วแต่ครับที่ไม่สัมฤทธิผลนั้นก็ด้วยเหตุผล ๑. นโยบายนั้นผู้ปฏิบัติไม่มี ความเชื่อถือ ๒. นโยบายนั้นผู้ไปปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบาย หรือนโยบายที่ไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นนโยบายฉบับนี้ที่เรากำลังรับทราบกำลังพิจารณาอยู่นี้ ผมอยากจะฝากท่านประธาน ผ่านถึงรัฐบาลขอให้เป็นนโยบายที่เชื่อถือได้ ขอให้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติและเกิดผล ต่อการพัฒนาและแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดให้เป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ หลายข้อ ในนโยบายที่ผมเห็นมีความสอดคล้องอยู่หลายเรื่องอยู่หลายข้อ แต่สิ่งที่ผมจะเพิ่มเติม ในนโยบายซึ่งก็มีผู้ที่สนใจอยู่หลายภาคส่วน มีหลายองค์กรที่กำลังติดตามว่านโยบายฉบับนี้ ถือว่าเป็นนโยบายฉบับแรกที่ออกตามมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติการบริหารราชการ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการศึกษาแล้วก็พิจารณาจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็ได้รับความเห็นชอบจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็ได้รับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรีจึงได้ผ่านมาสู่สภาเพื่อรับทราบ ท่านประธานครับ มีหลายกลุ่ม หลายองค์กรที่ให้ความสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ผมภาคภูมิใจเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคมที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากท่านอาจารย์โคทม อารียา ซึ่งท่านรับผิดชอบที่สถาบันสิทธิมนุษยชนของมหาวิทยาลัยมหิดล ท่านพยายามที่จะ ค้นคิดมาตรการเพื่อที่จะหาแนวทางการแก้ปัญหา โดยเฉพาะท่านได้เชิญบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ล้วนแล้วก็เป็นนักการเมืองในพื้นที่ ๓ จังหวัด ท่านได้กล่าวว่าท่านมีความพยายามที่อยากจะ ให้นักการเมืองในพื้นที่สามารถที่จะอยู่ร่วมเสวนาเพื่อหาทางออกกับแนวทางการแก้ปัญหา วันนั้นผมก็ได้มีโอกาสไปร่วมก็ต้องยอมรับว่าวันนั้นเป็นมิติที่ดีมากในบรรยากาศของพื้นที่ ๓ จังหวัดที่มีนักการเมืองทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคมาตุภูมิ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคดำรงไทย และพรรคความหวังใหม่ไปร่วมเสวนา ซึ่งจากปกติที่ผ่านมานั้น เราไม่มีโอกาสได้ร่วมกันเสวนานักการเมืองในพื้นที่ ๓ จังหวัดเลย แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าปัญหา ของ ๓ จังหวัดนั้นไม่ใช่ปัญหาทางการเมือง เราทุกคนจะต้องร่วมรับผิดชอบ เราทุกคน จะต้องร่วมหาทางออก แต่ไม่มีเจ้าภาพ ในที่สุดทางมหาวิทยาลัยมหิดล โดยอาจารย์โคทม อารียา รับเป็นเจ้าภาพประสานงาน จนพวกเราก็ให้เกียรติและให้ความสำคัญร่วมไปสนทนา แล้วก็บังเอิญท่านก็ให้ความสำคัญในนโยบายที่รัฐบาลกำลังจะเสนอเข้าสู่สภา เราในที่ประชุม ก็เห็นชอบด้วยว่าหลายข้อที่เราสนับสนุน แล้วก็หลายข้อที่เราอยากจะเสนอให้รัฐบาลนั้น ได้รับทราบ เพื่อที่จะไปกำหนดแนวทางเพิ่มเติม หรือปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวัตถุประสงค์ ข้อ ๘ (๒) ที่จะส่งเสริมการต่อเนื่องของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ตรงนี้ในที่ประชุมร่วมเสาวนาก็ได้มีความเห็นสรุปว่ารัฐบาลควรจะพิจารณาแต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาและพัฒนากระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ให้องค์กรของรัฐ ไม่ใช่ให้หน่วยงานใด ๆ ที่เข้าไปรับผิดชอบ เรา ๘ ปี เรามีบทเรียน เรามีประสบการณ์ แต่แล้วล้วนแล้ววันนี้ย่างเข้าปีที่ ๙ เรายังไม่มีช่องทาง ลู่ทาง ในแนวทาง ในการที่จะเข้าไปแก้ปัญหานี้ได้ ผมเห็นด้วยและสนับสนุนว่าองค์ประกอบของผู้ที่จะเข้าเป็น คณะกรรมการอิสระ ที่จะไปค้นคิดแนวหรือมาตรการในการแก้ปัญหาของพื้นที่ ๓ จังหวัด มาจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ ภาคประชาสังคม แต่เราเน้นว่า ขอให้เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ ผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแล ความมั่นคง ปัญหาของ ๓ จังหวัด แต่ละจังหวัดมันไม่เหมือนกันครับ พวกเราพูด โดยภาพรวม เสมือนว่า ๓ จังหวัดนี้มีพฤติกรรม มีแนวคิดเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เหมือนกันทุกผู้ทุกคน มันมีอะไรหลายอย่างที่มีความต่าง จังหวัดนราธิวาสก็เป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานีก็เป็นเอกลักษณ์ เป็นความนิยม มีประเพณีเฉพาะ ของจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลาก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจะเหมารวมว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้น เป็นพื้นที่นรก เป็นพื้นที่ที่จะบอกว่าไม่มีที่สงบ เป็นพื้นที่ที่ล่อแหลม เป็นพื้นที่ที่กำลังจะ แบ่งแยกดินแดน กำลังที่จะแตกแยกจากความเป็นคนไทยที่มีความต่างทางศาสนา ทั้งหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลนั้น กรุณานำนโยบายนี้ไปใช้ให้ถูกเฉพาะที่ เฉพาะทาง เฉพาะเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ ท่านประธานครับ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดนั้นไม่ใช่เลวร้ายไปทุกพื้นที่ครับ รัฐบาลที่แล้วก็ได้ พิจารณาในบางพื้นที่นั้น เรายกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึก แล้วก็พระราชกำหนดฉุกเฉิน เช่น ๔ อำเภอในจังหวัดสงขลา แต่วันนี้เราก็ยังพูดถึงปัญหาความไม่สงบอยู่ใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ รวมถึง ๔ อำเภอจังหวัดสงขลา ทั้ง ๆ ๔ อำเภอจังหวัดสงขลานั้น ไม่ได้ อยู่ภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉิน และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่เราใช้กฎหมายพิเศษ ก็คือพระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกัน เช่นเดียวกัน รัฐบาลที่แล้วก็ได้ทดลองพื้นที่ของจังหวัดปัตตานี คืออำเภอแม่ลาน เราก็ได้ยกเลิกการบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนถึงวันนี้ ปี ๒๕๕๕ ผมถามว่าอำเภอแม่ลานมีผลกระทบอะไรไหม ก็ไม่มีอะไรกระทบกระทั่งเลย ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีความสงบ ที่มีผลกระทบน้อยกว่า อำเภอแม่ลาน ทำไมเราไม่ขยายยกเลิกบ้างล่ะ ทำไมเราจะต้องคลุมพื้นที่ตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าพื้นที่ ๓ จังหวัดไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่สงบ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้สอดคล้องกับนโยบาย ฉบับนี้ โปรดใช้เฉพาะที่ บางข้อควรจะใช้เต็มพื้นที่ บางข้อจะใช้เฉพาะในกรณี ๆ ไป สิ่งที่ผม อยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาล จริง ๆ แล้วในพื้นที่ ๓ จังหวัดอย่างที่ผมได้เรียน มันไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับเพื่อน ส.ส. หลายท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว หรือว่าสื่อมวลชน ที่ประโคมข่าวไป หรือคนในสังคมส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่าพื้นที่ ๓ จังหวัดนั้นไม่มีพื้นที่ใดที่จะให้ ความปลอดภัยในชีวิตได้ โดยข้อเท็จจริงนั้นมันมีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น และเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่ผมอยากจะเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังรัฐบาล ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับ นี่ย่างเข้าปีที่ ๙ แล้ว เราควรจะต้องมีบทพิสูจน์ ให้สังคมในประเทศไทยเราได้เข้าใจ ได้รู้จักว่าพื้นที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดนั้นพื้นที่ใดบ้างที่ไม่ได้ มีผลกระทบ และพื้นที่ใดบ้างที่มีเหตุการณ์และมีผลกระทบโดยตรง พื้นที่ใดที่ไม่มีผลกระทบ หรือกระทบโดยอ้อม ผมคิดว่าเราควรจะขยายพื้นที่นั้นยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้แล้ว เช่น ในพื้นที่จังหวัดยะลา พื้นที่อำเภอเบตง พื้นที่นี้จริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกันเลยครับ ไม่ได้รับ ผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น และขณะนี้พื้นที่อำเภอเบตงก็เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นที่นิยมท่องเที่ยวของชาวประเทศมาเลเซียเป็นอย่างยิ่ง เพราะอำเภอเบตงนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีจุดขายก็คืออาหาร ทุกคนรู้จักอำเภอเบตง ด้วยไก่เบตง ผักน้ำ กบภูเขา ถั่วเบตง ส้มโชกุน ล้วนแล้วเป็นอาหารที่มีชื่อเสียง แล้วก็เป็นที่นิยมชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่หลงในรสอาหาร ส่วนใหญ่เขาจะไปอำเภอเบตงกันทั้งสิ้นครับ วันเสาร์ วันอาทิตย์ไม่มีห้องที่นักท่องเที่ยวที่จะ ไปจับจองได้ เต็มทุกวันครับ เพราะฉะนั้นพื้นที่อย่างนี้เราสมควรจะให้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ แล้วก็อำเภอธารโต นี่ก็อีกที่หนึ่ง ซึ่งเดิมก็เป็นนิคมสร้างตนเองตามนโยบายความมั่นคง ของรัฐบาลนั่นละ ขณะนี้ผู้ที่ไปอยู่จับจองที่และอาศัยอยู่ที่นั่นล้วนแล้วไม่ใช่คนในพื้นที่ทั้งสิ้น แล้วก็มีคนไทยที่ไม่ใช่มุสลิมก็จำนวนมาก เพราะฉะนั้นในพื้นที่ที่ไม่ได้มีผลกระทบ เราไป กำหนดให้เป็น พ.ร.ก. โดยไปอยู่ภายใต้อำนาจของทหารได้อย่างไร การพัฒนามันจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร อีกอำเภอหนึ่งก็คืออำเภอกาบัง ส่วนจังหวัดปัตตานีนอกจากอำเภอแม่ลานแล้ว ก็มีอำเภอไม้แก่นที่มีผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนจังหวัดนราธิวาสก็มีอำเภอสุคิริน อำเภอแว้ง ไม่มีผลกระทบเลย และอำเภอสุไหงโก-ลกนี่ก็ผลกระทบทางอ้อม จากเหตุเกิดระเบิด ๒-๓ ครั้ง ในอำเภอสุไหงโก-ลกนั้น ล้วนแล้วเป็นฝีมือของคนนอกพื้นที่ทั้งสิ้น จะบอกว่าเกิดเหตุ เพราะความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ก็ว่าได้ แต่ถามว่าคนในพื้นที่เป็นอย่างไร มีแนวคิด สิ่งเหล่านี้ไหม ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ท่านจะเห็นบรรยากาศกลางคืน นักท่องเที่ยวขณะนี้ได้หลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวอยู่ในอำเภอสุไหงโก-ลกจำนวนมากขึ้น แล้วก็ลักษณะการปกครองในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลกก็เป็นเทศบาลระดับเทศบาลเมือง ส่วนใหญ่ตามชุมชนต่าง ๆ เขาจะมีคณะกรรมการชุมชนเขาเฝ้าระวัง ส่วนใหญ่ในเมือง สุไหงโก-ลกเป็นชาวไทยเชื้อชายจีน นับถือศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นในพื้นที่ตลาด หรือเมืองสุไหงโก-ลก ถ้าเราจะมองด้วยความเป็นธรรมแล้วแนวร่วมที่เราเป็นห่วงเป็นใย แทบจะหาไม่ได้เลย หรืออาจจะสกรีน (Screen) ตามครัวเรือน เราก็สามารถที่จะสกรีนได้ และพื้นที่นอกเทศบาลก็มีแค่ ๓ ตำบล และทุกตำบลก็ไม่มีทหารที่ไปเฝ้าระวัง เพราะเป็น พื้นที่ที่สงบ และวันนี้อำเภอสุไหงโก-ลกก็เป็นหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ความไม่สงบซึ่งกระทบ กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจการค้าชายแดนอย่างยิ่ง อำเภอสุไหงโก-ลกเป็นอำเภอเศรษฐกิจ ของจังหวัดนราธิวาส ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า สุไหงโก-ลกควรที่จะกำหนดเป็นฟรีโซน (Zone) ที่ปลอดหนังสือเดินทางในระยะรัศมีสัก ๕ กิโลเมตร เพื่อให้คนมาเลเซีย เพราะว่าที่นั่นมันมีที่เป็นเส้นอาณาเขตที่เป็นพรมแดน ก็คือแม่น้ำสุไหงโก-ลก ก็ไม่ได้กว้างครับสามารถที่จะข้ามไปมาได้ เวลาน้ำลดสามารถที่จะ เดินเท้าข้ามไปมาได้ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ฝั่งรันตอปันยังจะดื่มโอเลี้ยงสักแก้ว จะกินข้าวผัดสักจาน ก็เดินข้ามเข้ามาไปกินเถอะ แต่ว่าจะออกเดินทางจากรัศมีตัวเมืองที่เรากำหนด ๕ กิโลเมตร ไม่ได้ ต้องมีหนังสือเดินทาง ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้ก็ทำให้เมืองสุไหงโก-ลก ก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้สอยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะส่วนราชการของเขาถ้าหากว่าต้องจ๊อบ (Job) หนังสือเดินทางเข้ามาให้ถูกต้องนะ ไม่มีทางครับ ฝั่งประเทศมาเลเซียเขาทำแล้วครับ เขาทำเป็นฟรีโซน คนไทย คนมาเลเซียถ้าจะเข้าไปจับจ่ายก็เชิญตามสบาย เขาไม่กวดขัน แต่ถ้าหากว่าเข้าไปในตัวเมืองของมาเลเซียแล้วเขาจะมีด่านกักเก็บภาษีแม้แต่คนมาเลเซีย ด้วยกัน นี่เป็นแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ชายแดน แต่เราไม่เคยคิดในสิ่งเหล่านี้ คิดแต่ ความมั่นคงด้านเดียว เพราะฉะนั้นแนวทางที่ทาง ศอ.บต. ที่กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา ไม่มีทางครับ ตราบใดที่ความมั่นคงครอบงำอยู่ ถึงเวลาแล้วครับ ผมอ่านนโยบายที่ท่าน ได้นำเสนอสภาในวันนี้ส่วนใหญ่ก็จะเน้นในเรื่องของความมั่นคงทั้งสิ้น พัฒนามีอยู่ไม่กี่หน้าครับ จริง ๆ แล้วอยากจะให้แนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดควรจะเอา การพัฒนานำความมั่นคง ไม่ใช่ความมั่นคงนำการพัฒนา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมในฐานะที่อยู่ในคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผมไปอยู่ร่วมในคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมี พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ท่านได้ให้ความสำคัญ เราได้พิจารณาศึกษากรณีพื้นที่ที่ไม่มี ผลกระทบควรจะขยายยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก. ท่านก็ได้เชิญหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นตัวแทนความมั่นคงของกองทัพภาคที่ ๔ ของ กอ.รมน. หรือ ศอ.บต. ท่านรองปิยะก็มาร่วม ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ๔ จังหวัด แล้วก็มีผู้บัญชาการตำรวจส่วนหน้า จังหวัดยะลามาร่วมพิจารณาศึกษาดูว่าพื้นที่ที่ไม่มีผลกระทบเราสมควรที่จะยกเลิกไหม เพื่ออย่างน้อยที่สุดก็คือว่าคนไทยจะได้เข้าใจว่าพื้นที่ที่ไม่สงบมันอยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ใช่ ทั้งหมด หรืออาจจะใช้นโยบายที่การบริหารจัดการของรัฐบาลนั้นได้ผล สามารถที่จะชนะใจประชาชน ดึงพื้นที่กลับมาได้แล้วบางส่วนในทำนองนี้ ผลจากการพิจารณา ท่านประธานครับ ส่วนราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงส่วนใหญ่เลยครับเห็นด้วย แม้กระทั่งตำรวจบอกว่า ผมเคยเสนอแล้ว โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี อำเภอไม้แก่น จังหวัดยะลา อำเภอเบตง อำเภอกาบัง จังหวัดนราธิวาส อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน ผมก็เลยเพิ่มเติมว่าอำเภอสุไหงโก-ลก อีกอำเภอหนึ่งที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม ไม่ใช่คนในพื้นที่ ไปถูกสร้างสถานการณ์โดยใคร เราก็ไม่สามารถที่จะระบุได้ เพราะไม่เคยจับกุมได้สักราย อำเภอตากใบอีกเช่นกัน อำเภอตากใบนี่โชคร้ายครับ ท่านประธานครับ เพราะเหตุการณ์การชุมนุมในครั้งนั้นนี่ละ จนทำให้อำเภอตากใบติดลบไปเป็นภาพลักษณ์ที่เสียหาย ทั้ง ๆ ที่อำเภอตากใบ ถ้าพูดถึงจังหวัดนราธิวาสพื้นที่ที่มีความสงบ และเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียงที่ดีที่สุด ของ ๓ จังหวัด ก็คืออำเภอตากใบ แต่ด้วยการแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดนั้นคลี่คลายการชุมนุมของพี่น้องประชาชนที่พื้นที่ อำเภอตากใบต้องสูญเสียชีวิตผู้ร่วมชุมนุมในวันนั้นถึง ๘๙ คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก และในที่สุดวันนี้ผลการสอบก็ออกมาแล้วว่าเป็นการผิดพลาดของการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ แต่บทสรุป ณ วันนี้อำเภอตากใบเป็นอำเภอหนึ่งที่มีสถานการณ์ความไม่สงบจนทำให้พี่น้อง ในพื้นที่อำเภอตากใบได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะอำเภอตากใบเป็นอำเภอชายแดน เป็นอำเภอที่มีนักท่องเที่ยวข้ามไปมาหาสู่ มีการค้าชายแดน เป็นพื้นที่เศรษฐกิจอีกอำเภอหนึ่ง ของจังหวัดนราธิวาส ผมก็อยากจะฝากให้ท่านประธานผ่านไปถึงรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติช่วยพิจารณาในพื้นที่เหล่านี้ ขอให้ความเป็นธรรม กับพื้นที่ด้วยข้อเท็จจริงบ้าง อย่าใช้นโยบายครอบงำหรือครอบคลุมตามความเห็น ของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ ถ้าถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้พิจารณาคิดว่าเหตุการณ์ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่จะสงบหรือไม่ ผมมั่นใจครับ ก็ยังยืนอยู่ว่ายังมีความไม่สงบอยู่ ไม่สมควรจะยกเลิก ด้วยเหตุผลประการใดนั้นผมไม่อยากจะกล่าว แต่ผมก็เชื่อครับ ถึงแม้ว่า ทาง สมช. หรือรองนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริงเนื่องจากท่านนั้นฟังฝ่ายเดียว ก็คือผู้ปฏิบัติในพื้นที่ แต่ผู้ที่ถูกปฏิบัติสิครับ อย่างพวกผมนี่ ถามว่าสถานการณ์และเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นตรงนั้นนี่ มันจริงตามที่ท่านเข้าใจไหม ผมบอกจริงบางพื้นที่อย่างที่ผมได้เรียนแล้ว เบื้องต้น จริงเฉพาะบางพื้นที่ จริงเฉพาะบางเหตุการณ์ แต่หลาย ๆ เหตุการณ์ หลาย ๆ พื้นที่ ทั้ง ๆ ที่ส่วนราชการเองก็เห็นและยอมรับ แต่ไม่เคยนำมาพิจารณาว่าแนวทางหรือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนั้นเราจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ยกตัวอย่างเช่นกรณี ๔ ศพที่อำเภอหนองจิก อำเภอไอปาแย โต๊ะอิหม่ามที่นำมาสอบแล้วกลับไปเสียชีวิต ถ้าผมจะนำข้อมูลที่สมาคม ทนายความมุสลิม หลายคดี หลายเหตุการณ์ หลายกรณีครับ สิ่งเหล่านี้ส่วนราชการไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ทราบ ทั้งรู้ ทั้งทราบ แต่ไม่ได้ให้สาระสำคัญ ไม่ได้ให้ความสำคัญ ส่วนใหญ่แล้วถ้าหากว่า เกิดเหตุการณ์ใดก็แล้วแต่ที่ไปเกี่ยวในเรื่องของเจ้าหน้าที่มักจะถูกปกปิด แต่เหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ ที่เกิดขึ้นมามีเสียงเป็นระเบิดมักจะประโคมข่าวว่าสถานการณ์ไม่สงบ สถานการณ์ จะเกิดความรุนแรง ผมตั้งข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งท่านประธานครับ เหตุการณ์ทางด้านการข่าวก่อนเกิดรู้ทุกครั้งว่า จะเกิดอย่างนั้น จะเกิดอย่างนี้ รถยนต์คันนั้น รถยนต์คันนี้ ยี่ห้อนั้น รู้ แต่พอหลังจากเกิดเหตุแล้ว ไม่สามารถหรือไม่เคยติดตามจับกุมได้แม้กระทั่งรายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะ ในการก่อเหตุ ผมแปลกใจว่ารถยนต์ที่ไปก่อเหตุในพื้นที่ ๓ จังหวัด ไปวางระเบิด ไปยิงเจ้าหน้าที่หรือไปยิงชาวบ้านเจ้าหน้าที่ไม่เคยจับกุมได้แม้กระทั่งรายเดียว และถามว่า การข่าวของทางการ ของรัฐบาล ของประเทศไทยมันไม่มีประสิทธิภาพเลยหรือ ผมอิจฉาครับ เวลาผมดูข่าวเช้า ๆ จากทีวีทุกช่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทุกจังหวัดในประเทศไทย ไม่เกินความสามารถในการติดตามจับกุมของตำรวจเลย เดี๋ยวนี้เราเห็นถึงความสามารถ ความตั้งใจตำรวจในการจับกุมยาเสพติดจับได้เป็นล้าน ๆ เม็ด จับได้ระดับรายใหญ่ แต่ไปถึง ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ถึงวันนี้เรายังตามหาคนที่ก่อเหตุมา ๘ ปีแล้วยังไม่ได้เลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ นั่นก็คืออิทธิพลและโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับ ยาเสพติด ทำไมในพื้นที่ ๓ จังหวัดไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ไม่ว่าปัญหาในเรื่อง ก่ออาชญากรรมทั้งหลาย ตำรวจ แล้วก็เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามจับกุมได้ เหตุนี้ละครับ ที่ผมเห็นว่าทำไมรัฐบาลถึงสนใจให้ความสำคัญกับคำขอของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ว่า ถ้าหากว่าไม่มีกฎหมายพิเศษแล้วเขาไม่สามารถที่จะดำเนินการและปฏิบัติงานได้ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องคงไว้พระราชกำหนดนี้ตลอดระยะเวลา ๘ ปี ย่างเข้าปีที่ ๙ แล้ว ไหนว่าการเมืองนำการทหารละครับ ผมอยากให้รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เราในฐานะที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยในเมื่อประชาชนประสบความเดือดร้อน เมื่อประเทศชาติประสบเหตุการณ์อย่างนี้เราก็ควรจะหยิบยกมาพิจารณาสิครับว่าเหตุการณ์ ที่ผ่านไปแล้วมันบกพร่อง ผิดพลาดอย่างไรบ้าง และควรจะมาแก้ไขไม่ใช่จะคงไว้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องขอเถอะครับ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เลิกเถอะ แต่ถ้าหากว่ายังมีผู้ก่อการ หรือผู้ไม่หวังดีผมก็เห็นด้วย ถ้าหากว่าเราจะใช้กฎหมายเพื่อในการที่จะปกป้องคนบริสุทธิ์ จำนวนมาก ในการที่จะเข้าไปสะดวกต่อการควบคุมคนกลุ่มเหล่านี้ในบางพื้นที่ บางคนนั้น ก็ยังใช้ ก็ยังเป็นเหตุผลได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่เริ่มเลยผมคิดว่าแนวทางการแก้ปัญหาก็ไม่มีวัน ที่จะสัมฤทธิ์หรือว่าเกิดผลได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ จากเมื่อปี ๒๕๕๓ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ได้ทดลองนำร่องโดยยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ ๔ อำเภอจังหวัดสงขลาแล้วก็เกิดความสงบ แล้วก็เมื่อปี ๒๕๕๓ ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในอำเภอแม่ลานวันนี้ก็มีความสงบสุขอยู่ แล้วทำไม เราไม่ขยายล่ะครับ อันนี้ขอฝากไว้ด้วยนะครับ
สิ่งที่อยากจะฝากเพิ่มเติมในเรื่องของนโยบายที่ทุกรัฐบาลเริ่มตั้งแต่รัฐบาล ยุคของท่าน พันตำรวจโท ทักษิณที่ใช้นโยบาย ใช้กองกำลังนอกพื้นที่ วันนี้เราก็ทราบแล้วว่า การใช้กองกำลังนอกพื้นที่เราเสียเปรียบกับฝ่ายตรงข้ามแค่ไหน อย่างไร เราสูญเสียเจ้าหน้าที่ ทหารหาญไปด้วยที่เสมือนว่าคนที่ไปหูหนวก ตาบอด ไม่รู้ไม่เข้าใจ แล้วก็เข้าไปในพื้นที่ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าในเรื่องของขนบประเพณีหรือภาษา เข้าไปแล้วเขาพูดอะไรเราก็ไม่รู้ เขารวมตัวทำอะไรเราก็ไม่รู้ ในที่สุดเราก็ต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ทหารหาญคนเก่งของเราไป ไม่ทราบว่าจำนวนเท่าไรแล้ว เพราะฉะนั้นต้องให้โอกาสครับ อย่าฟังแต่ข้าราชการ ระดับผู้บริหารชั้นสูงฝ่ายเดียว ก็ต้องฟังข้าราชการชั้นผู้น้อยบ้าง ผมมีโอกาสไปสัมภาษณ์ หรือว่าไปพูดคุยกับทหารในระดับชั้นประทวน ระดับจ่า นายสิบ หลายคนที่มาจากกองทัพ ภาคที่ ๑ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมถามว่าเขาไปประจำการอยู่ที่จังหวัดนราธิวาสมาเป็นเวลานานเท่าไร เขาบอกว่าเกือบ ๑ ปี ครบ ๑ ปี ประมาณเดือนเมษายนเขาจะได้ย้ายกลับสู่ภูมิลำเนาแล้ว ผมถามว่าก่อนเข้ามาเขามีความเข้าใจพื้นฐานและมีการอบรมในเรื่องของการที่จะมาใช้วิถีชีวิต ในพื้นที่ตรงนี้แค่ไหน อย่างไร เขาบอกไม่มีเลย แล้วเขาก็มีความเข้าใจกับพื้นที่นี้อย่างไร เขาบอกว่าเขามีความเข้าใจก่อนที่จะไปจังหวัดนราธิวาสเขาบอกว่าเขาจำได้ในหนังสงคราม ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับพวกกลุ่มประเทศอาหรับ เห็นอุซามะฮ์ บิน ลาดิน เขาบอกว่า มองถึงสภาพนั้นมองคนมุสลิมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้โหดร้ายมาก ๓ เดือนแรก เขาไม่ยอมเข้าใกล้คนในพื้นที่เลย ไม่พูดคุยและนิ้วพร้อมที่จะอยู่ในไกตลอดเวลา พร้อมยิง หลังจาก ๖ เดือนเขาบอกว่าเริ่มจะคลี่คลายเขาบอกว่าอยู่ที่นี่ได้รับการตอบรับ จากพี่น้องประชาชนที่นี่ดีมาก แล้วเขาก็ไปเฝ้าระวังตอนที่เจอผม ไปอยู่ตามริมคลอง ที่สุไหงโก-ลก คอยจ็อบ แล้วก็รับหลักฐานจากพี่น้องมาเลเซียเข้ามาจ็อบบัตร แล้วก็ไปให้ ใบอนุญาตออกไปเดินเล่น ไปซื้อจับจ่ายของในตลาดสุไหงโก-ลก ผมก็ถามดูว่าแล้วครบ ๑ ปี แล้วรุ่นหลังมาเขาก็จะมีความเข้าใจเหมือนท่านสิ เขาบอกก็อาจจะเป็นอย่างนั้นละ แล้วถามว่า แล้วใครจะอบรมเขาต่อ ก็คือพวกเขานี่ละ พวกที่ไม่เข้าใจเดิมอยู่แล้วอบรมคนใหม่ แล้วผม ถามว่าการที่ใช้ยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ผมว่าใครนำไปใช้ล่ะ หรือเป็นข้ออ้าง ผมเชื่อว่าทุกคนพูดได้ แม้กระทั่งเลขาธิการ สมช. เมื่อคืนก็พูดชี้แจงถึงนโยบาย พูดย้ำ อยู่ในเรื่องของเราจะใช้ยุทธศาสตร์พระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ผมถามว่าท่านเข้าใจไหม ผมเชื่อว่า พลตำรวจเอก วิเชียรไม่เข้าใจ เพราะท่านก็ไม่เคยเข้าถึงในพื้นที่ตรงนี้ด้วย แล้วจะ นำเสนอแนวทางการพัฒนาอย่างไรล่ะ นอกจากรองปิยะหรือ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง วันนี้ต้องชื่นชมว่า ศอ.บต. ในขณะนี้บุคลากรต้องชื่นชมว่าเป็นคนที่มีแนวคิด แล้วก็ สร้างสรรค์ พยายามใช้ทุกภาคส่วนของส่วนสำคัญในพื้นที่มาระดมสมอง ในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าในยุคนี้ ศอ.บต. ถ้าหากว่าจะมีผลงานก็คงจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ถ้าหากว่า นโยบายนี้ไปสนับสนุนก็จะเป็นรูปธรรมแน่นอน เพราะฉะนั้นยังคงเหลือแต่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคง ผมขอฝากเถอะครับพี่ ขอใช้คำว่าพี่เลย ด้วยความเคารพ อยากจะให้สถานการณ์ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นสงบจริง ๆ เพราะฉะนั้นความจริงแล้วผมยังมีหลายรายละเอียดที่อยากจะเรียน แต่ผมคิดว่าก็คงมีโอกาส ผมอยากจะไปนั่งสนทนาธรรมกับท่านรอง มีอะไรที่มันเกี่ยวข้องผมคิดว่าในทางลึก แล้วก็ รายละเอียดคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขอีกจำนวนหนึ่ง ผมคิดว่าก็คงจะถือโอกาส ไปได้พูดคุย
เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะฝาก นโยบายที่ท่านกำลังจะดำเนินการในเร็ว ๆ นี้ ก็คือนโยบายในเรื่องของการถอนกองกำลังนอกพื้นที่ที่ไปปฏิบัติกลับคืนท้องถิ่น ไม่ทราบว่า ยังเหมือนเดิมไหม ผมว่าสมควรแล้วที่จะต้องคืนให้กับหน่วย ทหารในพื้นที่ก็เยอะครับ กองทัพภาคที่ ๔ นี้ล่ะผมว่ามีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า แล้วก็มีมวลชนสูงกว่าด้วยซ้ำไป สิ่งสำคัญและที่เป็นห่วงที่สุดก็คือว่าการที่ไปมีแนวคิดที่ใช้กองกำลังทหารพรานเข้าไป แก้ปัญหา ที่ไปทดแทนกองกำลังทหารอาชีพ ตรงนี้ผมคิดว่าไม่ค่อยจะถูกต้อง วันนี้ชาวบ้าน เรียกทหารพรานว่า ทหารพาล ทหารพาล ครับ มือปืนรับจ้างก็จากทหารพราน เหตุการณ์ ที่หนองจิกก็ทหารพราน และมีอีกหลายเคส (Case) ที่ผมไม่อยากจะระบุตรงนี้เพราะยังไม่ชัดเจน แต่พฤติกรรมหลายที่หลายพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับทหารพราน เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ ทบทวนครับว่าพื้นที่ใดที่ควรจะให้ทหารพรานไปกำกับดูแลไม่ใช่อยู่ในพื้นที่เขตเมือง ขอให้ เป็นพื้นที่เขตป่า ขอให้เป็นพื้นที่เขตที่ไม่มีความสงบ ผมคิดว่าถ้าหากว่าใช้กองกำลังเหล่านี้ เข้าไปอย่างน้อยผมว่าอาจจะเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนในพื้นที่เหล่านั้นได้ แต่ถ้าพื้นที่เมือง พื้นที่เศรษฐกิจอย่าไปปรากฏเลยครับว่าทหารชุดเสื้อสีดำมันทำให้ขวัญและความรู้สึก ของนักท่องเที่ยวหรือว่าคนในเมืองเขาไม่มีความสุขเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็อยากจะ ฝากให้ฝ่ายบริหารได้ทราบถึงว่าแนวคิด แล้วก็แนวนโยบายที่ท่านจะไปบังคับใช้เพื่อเป็นแนวทาง การแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีบางส่วนก็เห็นด้วย บางส่วนนั้นผมคิดว่า ก็คงให้ระยะเวลาเพราะว่าทุกรอบ ๓ ปีเราจะมีการแก้ไขปรับปรุงใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น ผมว่าในรอบ ๓ ปีนี้ถ้ามีอะไรที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงเราก็น่าจะพิจารณาเสนอให้กับ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนให้เป็นรูปธรรม และเกิดความผาสุกให้กับพี่น้องในพื้นที่ ๓ จังหวัด วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสและใช้เวลาพอสมควร ขอขอบคุณครับ