พีรยศ ราฮิมมูลา หารือเรื่องนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ฉบับปี 2555-2557 ที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวเป็นปัญหาระดับชาติที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ และวิจารณ์ว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาท้องถิ่น แต่เป็นปัญหาระดับชาติและระดับนานาชาติ เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลที่มีแนวความคิดที่กลับไปสู่พื้นฐานของอิสลาม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม นายพีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้พูดในคืนนี้ จริง ๆ แล้วเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ได้นําเสนอข้อคิดเห็นมากมาย สําหรับกระผม ผมคิดว่าจะใช้เวลาไม่มากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้นํานโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช ๒๕๕๕-๒๕๕๗ อันนี้เกิดขึ้นจากอานิสงส์ของ พ.ร.บ. ศอ.บต. ตามมาตรา ๔ ที่ให้มีสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปร่างนโยบาย ไปรับฟังความคิดเห็นจัดสัมมนามาแล้วก็ผ่านคณะรัฐมนตรีมาสู่สภา แจ้งเพื่อทราบนะครับ พวกเราก็ได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น จริง ๆ แล้วนโยบายความมั่นคงฉบับนี้ผมถือว่าเป็นฉบับแรกที่แตกต่างจากฉบับก่อน ๆ เพราะอะไรครับ เพราะนโยบายความมั่นคงเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาเราจะใช้ คําว่านโยบายความมั่นคงเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งนี้เป็นนิมิตหมายที่เราไม่มี คําว่าความมั่นคง เราใช้นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้ พ.ร.บ. ศอ.บต. ใหม่ ถ้าผมจะเปรียบเทียบ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ เปรียบเทียบกับ นโยบายความมั่นคงที่ผ่านมาแล้วนี่นะครับ หลาย ๆ นโยบาย อย่างเช่น นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉบับแรกปี ๒๕๒๑-๒๕๒๕ แล้วก็นโยบายความมั่นคงเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๓๑ แล้วก็ฉบับที่ ๓ ปี ๒๕๓๗ ผมสามารถจะกล่าวตรงนี้ได้เลยว่า เป็นนโยบายความมั่นคงค่อนข้างจะเป็นนโยบายปิด ไม่ได้เปิดไปสู่สาธารณะ และการยกร่าง นโยบายความมั่นคง ฉบับที่ ๔ คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๖ ผมถือว่าเป็นนโยบายความมั่นคง เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้เล่มนี้ครับ ที่มีการยกร่างขึ้นมาจากประชาชนทุกภาคส่วน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นเป็นเวลา ๓ ครั้ง และตลอด ระยะเวลา ๓ ครั้งกระผมก็มีส่วนร่วมในการเป็นวิทยากรและช่วยกันกับสํานักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรงนี้ผมคิดว่าท่านสมเกียรติยืนยันได้ และอาจารย์ปิยะซึ่งอยู่ตรงนี้ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ปัจจุบันนี้ก็ยืนยันได้ เราร่วมกันยกร่างขึ้นมา และครั้งสุดท้ายที่เราจัด สัมมนา ผมเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาพูดในการสัมมนายกร่างนโยบายความมั่นคงเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๖ นั้นว่า เมื่อผ่านขั้นตอนคณะรัฐมนตรีแล้ว ประกาศใช้แล้วขอให้นโยบายความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉบับปี ๒๕๔๒-๒๕๔๖ เป็นนโยบายความมั่นคงที่เป็นสาธารณะ เป็นพับลิค โพลิซี (Public policy) เพราะที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยินแต่ว่านโยบายความมั่นคง แต่หน้าตารูปร่าง ของนโยบายความมั่นคงเป็นอย่างไร ผมเองในฐานะที่เป็นอาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ก็พยายาม ศึกษานโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมติคณะรัฐมนตรีในสมัยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมาถึง นโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่นะครับ เพื่อจะดูว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการพัฒนาอย่างไร มาถึงฉบับปัจจุบันที่เรานําเสนอ วันนี้ผมก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่งในการจัดทํานโยบาย แม้จะมีบางประเด็น ที่เราจะต้องยอมรับความจริงที่ผมเป็นห่วงอยู่ในนี้ อย่างน้อยที่สุดท่านเจะอามิงได้พูดถึง เกี่ยวกับการเขียนที่ว่าวัตถุระเบิดนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ก็ต้อง ระมัดระวังนะครับ ผมรู้สึกไม่สบายใจ แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่อยู่ในนี้ที่บอกว่า ขออนุญาต ท่านประธานครับ หน้า ๒ ที่บอกว่า รับฟังความคิดเห็นจากคนไทยมุสลิมในต่างประเทศ ผมไม่แน่ใจว่าคนไทยมุสลิมในต่างประเทศนั้นทางสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไปรับฟัง ไทยมุสลิมที่ไหนครับในต่างประเทศ จะเป็นเพียงเฉพาะประเทศมาเลเซียอย่างเดียวหรือเปล่า เพราะผมเคยนําเสนอในการสัมมนาหลายครั้งว่าให้เราติดตามไปดูคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ในประเทศสวีเดนก็ดี ในประเทศเยอรมันก็ดี ในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศอินโดนีเซีย เราต้องไปฟังเขาเหล่านั้นด้วย เพราะบุคคลเหล่านั้น เคยเดินทางออกจากประเทศไทยไปสู่ดินแดนนั้นเพราะผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล ในอดีต เมื่อเขาเรียนจบแล้วเขาไม่กล้ากลับมาในประเทศไทย เขาไปอยู่ต่างประเทศ สามารถ จัดตั้งเป็นชมรม เป็นสมาคมขึ้นมา ซึ่งบุคคลเหล่านั้นจบระดับปริญญาโท ปริญญาเอก มากมายนะครับ มันจะมีผลอย่างมากต่อนโยบายความมั่นคงของเราที่จะแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้
และอีกหนึ่งประเด็นที่ผมดูในนี้นะครับ อันนี้ต้องยอมรับว่าการแทรกแซง จากภายนอกประเทศมากขึ้น และอาจจะมีการแทรกแซงจากภายนอกประเทศมากขึ้น ในหน้า ๓ ครับ อันนี้ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติยืนยันได้ไหมครับ ประเทศอะไร ที่แทรกแซง ถ้าเรายอมรับว่ามีต่างประเทศแทรกแซงก็แสดงให้เห็นว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่หลาย ๆ คนเข้าใจว่ามันเป็นโลเคิล อิชชู (local issue) หรือเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่หรือท้องถิ่น ถ้าเป็นไปตามนี้แสดงว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันนี้กลายเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล อิชชู (International issue) แล้ว มันกลายเป็นปัญหาระดับชาติแล้ว ที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ ที่เราเขียนว่าอาจจะแทรกแซงจากภายนอกประเทศมากขึ้นนะครับ
และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้อ่านตรงนี้ก็เป็นห่วงเช่นเดียวกันนะครับ มันค่อนข้างจะขัดแย้งกันเองนะครับ ในเอกสารนี่นะครับ ในหน้า ๑๕ วัตถุประสงค์ ข้อ ๖ แล้วก็ข้อ ๑ เสริมสร้างความเข้าใจกับสังคมไทยและผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เพื่อปรับทัศนคติและวิธีคิดให้เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติและตระหนักว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาร่วมกันของประเทศ อันนี้แสดงว่าปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นปัญหาระดับชาติแล้ว ถือว่าเนชั่นแนล อิชชู ใช่ไหมครับ มัน ๒ จุดนี้ เป็นการยืนยันให้เห็นว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่เพียงแต่เป็นโลเคิล อิชชูแล้ว มันไปสู่ระดับชาติและระดับนานาชาติ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหานั้น ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติจะต้องกําหนดนโยบายอีกแบบหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับที่ มันไปสู่ระดับนานาชาติ ผมจะยกตัวอย่างตรงนี้นะครับ ผมเคยย้ําหลายครั้งหลายเวทีว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอิหร่านหรือการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ปี ๑๙๗๘ ปี ๑๙๗๙ ผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น การปฏิวัติครั้งนั้นมันส่งผลต่อแนวคิดของบรรดา พี่น้องมุสลิมทั่วโลกนะครับ นั่นก็คือกระแสของคําว่าอิสลามนิยมหรืออิสลามมิสต์ (Islamist) หลายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นกระแสอิสลามมิสต์กําลังเกิดขึ้นทุกมุม ของโลกที่มีประชากรมุสลิมอยู่ รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย ถ้าเราคิดว่าปัญหาของ จังหวัดชายแดนภาคใต้มันเป็นปัญหาท้องถิ่นนั้นมันผิดเสียแล้ว ณ วันนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติต้องตระหนักเรื่องนี้ให้มากขึ้นว่าปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ไม่ใช่เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชนหรือประชาชนกับ หน่วยงานของรัฐอย่างเดียว มันจะมีกลุ่มบุคคลที่มีแนวความคิดที่กลับไปสู่พื้นฐานของอิสลาม ที่เราเรียกว่าฟันดะเมนเทิล (Fundamental) ในภาษาอังกฤษนะครับ แต่ฟันดะเมนเทิลตรงนี้ ถ้าเราแปล และความหมายของตะวันตกกับอิสลามมันแตกต่างกัน เพราะฟันดะเมนเทิล ในอิสลามนั้นหมายถึงจะกลับไปสู่ในยุคของท่านศาสดามูฮัมหมัดเคยได้ปฏิบัติอย่างไร ในขณะที่ชาติตะวันตกกลับไปตีความว่าฟันดะเมนเทิล มุสลิม ฟันดะเมนเทิลลิส (Muslim fundamentalism) นี่ จะกลายเป็นมุสลิมหัวรุนแรง หรือเป็นพวกกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งความหมาย มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผมขอฝากท่านประธานไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ อย่าละเลยสิ่งเหล่านี้เพราะว่า เราอาจจะไล่ไม่ทันกับเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้น จึงขอฝากไปถึงท่านเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติและท่านรองเลขาธิการ ตลอดจนท่านรองเลขาธิการ ศอ.บต. ด้วย ช่วยกันพิจารณาให้รอบคอบ เพราะประเด็นปัญหาวันนี้มันไม่ใช่กระแสภายในประเทศอย่างเดียว มันเกิดจากกระแสของโลกในขณะที่ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ กระแสที่เรียกว่า โกลบาไลเซชั่น (Globalization) ก็คือโลกาภิวัตน์ ในขณะที่กระแสอีกกระแสหนึ่งที่เรียกว่าอิสลาม ไมเซชั่น (Islamization) หรือเรียกว่ามุสลิมนุวัฒน์ เพราะฉะนั้น ๒ กระแสนี้จะเป็นกระแส ที่ปะทะกันในโลกปัจจุบันนี้ และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เราก็ยอมรับ มีประชากรมุสลิม มากกว่าพื้นที่อื่น เพราะฉะนั้นกระแสนี้ก็กําลังไหลเข้ามาสู่ในพื้นที่ เราจะต้องดําเนินนโยบาย อย่างไรเพื่อที่จะสกัดกั้นปัญหาเหล่านี้ไม่ให้ลุกลามไปนะครับ อันนี้ผมฝากไว้ ขอบคุณครับ เวลามีจํากัดครับ