ไพจิต ศรีวรขาน ร่างพระราชบัญญัติขึ้นเงินเดือนให้กับองค์กรอิสระ โดยมีใจความว่าในอดีตมีความคลางแคลงใจที่ไม่ค่อยสวยต่อองค์กรเหล่านี้ และต้องการให้มีที่มาที่ไปที่บอกถึงความที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน องค์กรเหล่านี้เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และผลที่เกิดขึ้นมีความที่มีความเห็น หลายส่วนว่าเราต้องทบทวน ต้องฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนที่ สะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน และต้องการที่จะให้เกิดความปรองดอง ผมทักท้วงไปแล้วว่าถ้าจะต้องให้ทำ หน้าที่โดยสุจริต โดยความรับผิดชอบก็ขอขึ้นบัญชีสุดท้ายอย่างเดียว อย่าไปย้อนหลังมา ใครที่ทำไว้ก็ไป
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติในการขึ้นเงินเดือนให้กับองค์กรอิสระในคราวนี้นี่ เป็นกฎหมายที่สำคัญ ที่ขัดกับความรู้สึกในการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกระผม ต้องใช้สิทธิ ในการที่สะท้อนถึงความเป็นจริงทั้ง ๕ องค์กร ทั้งในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ความจริงเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ตามโครงสร้างเดิม แต่ว่าเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็ได้มาติดเขี้ยวเล็บเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตัดคำว่า รัฐสภา ออก แล้วก็คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ท่านประธานครับ ที่มาของทั้ง ๕ องค์กรมีผู้เสนอความเห็นว่ามี ความคลางแคลงใจอยู่พอสมควร ไม่ค่อยสวย จะรักจะชอบกันอย่างไรต้องมีที่มาที่ไปที่บอก ถึงความที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้ง ๕ องค์กร ท่านประธานครับ ถือกำเนิดเกิดขึ้น จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ด้วยความคาดหวังที่จะมา แก้ไขปัญหาต่าง ๆ แต่กาลเวลาผ่านไป ท่านประธานครับ ผลที่เกิดขึ้นมีความที่มีความเห็น หลายส่วนว่าเราต้องทบทวน ต้องฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนที่ สะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน มันค่อนข้างชัดนะครับ ท่านประธานครับ ความไม่ถูก กาลเทศะในการขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่าเวทนา วันนี้ผมในฐานะที่เป็นรัฐบาลต้องมายกมือขึ้น ย้อนหลังนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลที่ผ่านมาควรจะทำไปแล้วสัก ๒-๓ ช่วง แทนที่จะมาให้ขึ้น ๓ บัญชีพวกผมยกมือนี่นะครับ ย้อนหลังไปหมด ท่านประธานครับ รัฐบาลที่อุตส่าห์ส่งมาครั้งที่แล้ว ส่งมา ๓ เดือน ก่อนจะสิ้นอายุของรัฐบาล เสนอต่อสภา ผมก็ฝ่ายค้าน ผมก็ดูอยู่ แล้วก็คิดว่าถ้ามีความตั้งใจที่จะตอบแทนให้บุคคลที่มีคุณูปการต่อ งานทั้งหลายก็ควรที่จะเอาเข้าสภา เสียงมากอยู่แล้วก็สำเร็จอยู่แล้ว แต่ไม่หรอกครับ ก็ปล่อย ให้กฎหมายอยู่แล้วก็ตกไป ผมยังต้องชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลบอกว่ายืนยัน เอากฎหมายนี้เข้ามา เป็น ๑ ในไม่กี่ฉบับที่ต้องตกไป ตกไป แต่ว่าคราวนี้เอาเข้ามา ด้วยความรับผิดชอบ ต้องการที่จะให้เกิดความปรองดอง ผมทักท้วงไปแล้วว่าถ้าจะต้องให้ทำ หน้าที่โดยสุจริต โดยความรับผิดชอบก็ขอขึ้นบัญชีสุดท้ายอย่างเดียว อย่าไปย้อนหลังมา ใครที่ทำไว้ก็ไปรับภาระกันย้อนหลัง แต่ว่าเมื่อรัฐบาลบอกว่าต้องเอาบัญชีทั้งหมดมาบวก ลบ คูณ หารกัน ชุดที่ ๑ ๓ เปอร์เซ็นต์ ชุดที่ ๒ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วบัญชีชุดสุดท้ายอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นขึ้นคราวนี้ต้อง ๑๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ย้อนหลัง ท่านประธานครับ บัญชีสุดท้ายเป็นบัญชีที่ ๔ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ก็แปลว่าวันนี้ด้วยความหวังจากอดีตที่ ได้เกิดผลต่อการทำหน้าที่ ผมก็ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นในอนาคต หรอกครับ แต่ว่ามันเป็นเครื่องสะท้อนความรู้สึกก่อนที่จะต้องให้ความเห็นชอบ ผมเข้าใจว่า คนที่จะไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียดก็ทำอะไรไม่ได้มากนะครับ ก็คงจะ เห็นชอบตามกรอบ ตามบัญชีที่ทำมาให้ทั้งหมดนี้ แต่ว่าขอให้ทราบความรู้สึกของพวก เราว่าเราต้องการความหวัง เราต้องการคุณประโยชน์ในการที่จะทำให้การทำอะไรหลาย อย่างที่เป็นภาระหน้าที่ ขอให้อำนวยประโยชน์ความสุขให้เกิดกับประชาชน เงินจำนวน ๒๐-๓๐ ล้านบาทนะครับท่านประธานครับ มันมีคุณค่าต่อความรู้สึกในการที่จะ ยกมือให้ความเห็นชอบอย่างตรงไปตรงมา ผมเข้าใจว่าถ้าพี่น้องประชาชนฟังอยู่ก็คงจะมี ความรู้สึกไม่แตกต่างจากที่ผมได้อภิปราย ท่านประธานครับ ขออย่าได้ค้างไว้อีกถ้าใครมี หน้าที่ที่จะต้องทำตามภาระ ตามเงื่อนเวลา ไม่ใช่ว่าบอกพอจะต้องตอบแทนกันไม่กล้าขึ้น พอมาถึงก็พอกมา พอกมา จนถึงเป็นย้อนหลังไปตั้งแต่ปฏิวัติแล้วก็มาทำภาระหน้าที่มาให้กับ รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จากความทุ่มเทของคนยากคนจน ได้รัฐบาลมา ต้องมาทำให้ เอาล่ะครับท่านประธานครับ ก็เราหวังว่าทั้งหมดทั้งมวลจะนำไปสู่การพัฒนา ในแนวทางที่สร้างสรรค์ ยุติความขัดแย้งนะครับ เงินไม่สำคัญมาก จำนวนไม่มากแต่ว่ามัน มีค่าต่อความรู้สึก ผมมีความเห็นว่าถ้าจะต้องยกมือครั้งเดียวในการปรับทีละ ๓ บัญชี ๑๒ เปอร์เซ็นต์ อย่าได้เอามาทำอีกนะครับ อะไรที่ค้าง อะไรที่ดู ถ้าเหตุการณ์มันเปลี่ยนไป เหมือนท่านขจิตร ชัยนิคม ที่อภิปรายว่ามันไม่ได้รุ่งเรือง วันนี้เราต้องสะท้อนถึงภาระที่เป็นจริง ของเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ว่าก็จะทำแล้วเพื่อให้เกิดความทัดเทียมกับข้าราชการส่วนอื่น ๆ ที่ได้ขึ้นกันมา ก็เป็นธรรมเนียมที่ขึ้นแต่ไม่ควรที่จะเป็นภาระให้กับคนอื่น ใครมาถึงตรงไหน ก็ทำให้เสียให้เสร็จนะครับ ทำให้ทัดเทียมกันอย่างทั่วถึงจากนั้นสิ่งที่เรียกร้องก็คือภาระหน้าที่ ความจริงใจต่อภาระบทบาทที่มี ไม่ใช่ว่าพอ ๔ เสียงบอกว่าผิด ๑ เสียงบอกไม่ผิด ยกประโยชน์ว่าไม่ต้องผิด อะไรผิดก็ควรจะผิด อะไรที่ถูกก็ขอให้ถูก ไม่ควรจะมีข้อยกเว้นครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจความรู้สึกในการให้ความเห็นชอบ แท้จริงแล้วถ้าเลือกได้ ก็เอาเฉพาะตอนที่เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ภาระความรับผิดชอบต้องย้อนหลังก็ จำเป็นนะครับท่านประธาน ขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่าแม้นไม่เห็นด้วยในหลักการ แต่จำเป็นต้องทำหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างได้ยุติแล้วก็เดินทางไปสู่จุดข้างหน้าอย่างเป็นธรรม เท่าเทียมแล้วเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ด้วยความจริงใจครับ ขอบพระคุณครับ