อลงกรณ์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ขนส่งข้ามพรมแดน จี้ ครม. เร่งกฎหมายเชื่อมโยง BIMSTEC

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน โดยเน้นความสำคัญต่อการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเร่งรัดการดำเนินการกฎหมายภายในเพื่อเชื่อมโยงกับพันธะสัญญาระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอแผนสร้างสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทย-พม่า-อินเดียภายใต้กรอบความร่วมมือบิมสเทค (BIMSTEC) เพื่อผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างประเทศให้ทะลุ ๑ ล้านล้านบาท อลงกรณ์ พลบุตร ยังหารือความตกลงเป่ยปู้วานโดยเสนอให้แก้ไขบันทึกความเข้าใจเพื่อใช้เส้นทางอาร์ ๑๒ แทนอาร์ ๙ เพื่อลดอุปสรรคในการขนส่งสินค้าผ่านด่านผิงเสียง และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด่านชายแดน รวมถึงยุทธศาสตร์การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อเชื่อมโยงประตูตะวันตกและตะวันออก โดยผลักดันกฎหมายพวงที่เกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์ ทวาย ท่าเรือระนอง และเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมใคร่ ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายในประเด็นร่างพระราชบัญญัติการอ้านวยความสะดวก ในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. .... ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีในนามของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้เห็นว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความส้าคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมกันนั้น ก็เป็นโอกาสของการที่จะสร้างสถานะใหม่ให้กับประเทศไทยในความเป็นศูนย์กลางการค้า และศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง หรือที่เรียกว่าเป็นฮับ โลจิสติกส์ (Hub logistics) แล้วก็ฮับการค้า ภายใต้ความตกลงในหลายกรอบความร่วมมือ ดังนั้นจึงเป็นความจ้าเป็น ที่เราจะต้องเร่งรัดกฎหมายภายในของเรา กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นหนึ่งในกฎหมายที่จะต้องอนุวัติ ตามพันธะสัญญาที่เรามีต่อกรอบความร่วมมือในหลายกรอบด้วยกัน ส้าหรับชุดของ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งนั้นก็ต้องเรียนท่านประธานว่ามีอยู่หลายฉบับ ฉบับนี้ เป็นฉบับหนึ่งในหลายฉบับ ซึ่งต้องเรียนท่านรัฐมนตรีว่าขอความกรุณาคณะรัฐมนตรีได้เร่งรัด เป็นการด่วน เพราะว่าจริง ๆ กฎหมายภายในของเรานั้น โดยเฉพาะด้านการขนส่งเป็นเพียง เครื่องมือเท่านั้นเองครับ ถ้าเราไม่สามารถที่จะจัดการเครื่องมือภายในของเรา ความตกลง ก็ไม่มีผลเลยครับ ไม่ว่าความตกลงนั้นจะด้าเนินการมา ๑๐ กว่าปีแล้ว แต่เมื่อเราไม่สามารถ ที่จะจัดการตรากฎหมายภายในของเรา เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับความร่วมมือกับประเทศที่เป็น ภาคีของเรานั้น ความตกลงต่าง ๆ ก็แทบจะไม่มีผลเลย ความจริงผมให้ความส้าคัญกับ ร่างกฎหมายในส่วนนี้ เพราะว่าท่านประธานก็จะเห็นว่าเพียงแค่ ๑๓ มาตรา เพียงแค่ ๑๓ มาตรา ของร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่มีรัฐมนตรีรักษาการถึง ๖ ท่านด้วยกัน นั่นสะท้อนได้เห็นว่า

๑. เป็นกฎหมายที่มีความซับซ้อนในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง

๒. ก็คือว่าเป็นกฎหมายที่จะต้องอาศัยการบูรณาการทางการท้างานระหว่าง กระทรวงทั้ง ๖ กระทรวงเป็นอย่างน้อย

๓. ก็คือเป็นกฎหมายที่จะต้องไปเชื่อมโยงกับความตกลงและการเจรจา อย่างน้อยกับอีก ๖ กระทรวงของแต่ละประเทศภาคี

และรวมไปถึงการที่เป็นกฎหมายที่ถ้าท้ากระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง อีกกระทรวงไม่ท้าไม่มีผลเหมือนกันครับในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเรื่องของการค้าชายแดน การค้าข้ามแดน การค้าผ่านแดนนั้น จึงถือได้ว่ามีความส้าคัญอย่างยิ่งยวดต่อการขยาย เป้าหมายการค้าของเรา ที่ส้าคัญอย่างยิ่งก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยนั้นเราพึ่งพาการค้า ระหว่างประเทศเป็นหลักครับ เรามีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงถึง ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) เฉพาะการส่งออกของเรานั้นคิดเป็นสัดส่วนร่วม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ดังนั้นเครื่องมือกลไก เช่น ในเรื่องของการขนส่งข้ามแดน การขนส่งผ่านแดน หรือว่าในส่วนของ การเจรจาเพื่อให้การขนส่งดังกล่าวนั้นเป็นไปโดยสะดวกที่สุด ที่เรียกว่าการอ้านวยความสะดวก ในการขนส่งข้ามพรมแดน จ้าเป็นที่จะต้องบูรณาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายพันธมิตรภาคีของเรา ผมยกตัวอย่างครับ ในจ้านวนความตกลงเช่นซีบีทีเอ ที่บอกว่าครอส บอร์เดอร์ ทรานสปอร์ต อะกรีเมนท์ ภายใต้กรอบอนุความร่วมมือลุ่มแม่น้าโขงที่เรียกว่าหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ ความตกลง ซีบีทีเอใช้มานานแล้ว แต่ว่าประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นกลับไม่ได้ประโยชน์ ทั้งที่เรามีพรมแดนติดทางบกกับ ๔ ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเมียนมาร์ และยังเชื่อมโยงไปสู่การขนส่งข้ามแดน ผ่านไปยังจีนตอนใต้ทั้งกวางสี ทั้งยูนาน เพียงแค่กรอบหกเหลี่ยมเศรษฐกิจจะเห็นว่ามันไม่ใช่ เพียงกรอบที่มีความตกลงที่เรียกว่าซีบีทีเอ แต่ถ้าเราวิเคราะห์ลงไปถึงในส่วนของประเทศ ที่ใช้ประโยชน์นั้นกลับปรากฏว่าในกลุ่มอินโดจีนกลับใช้ประโยชน์มากกว่าเราเสียอีก ผมได้ เดินทางไปด้วยตัวเอง เพราะว่าตอนที่ท้าหน้าที่ในกระทรวงพาณิชย์แล้วก็เป็นประธานกรรมการ โลจิสติกส์ (Logistics) การค้า ซึ่งก็อยากให้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความส้าคัญในกรรมการ โลจิสติกส์การค้า เพราะว่าตัวนี้จะเป็นตัวเชื่อมโยง ตอนนี้เข้าใจว่ายังไม่ได้มีการประชุม ยังไม่มีการแต่งตั้งนะครับ ผ่านมาก็หลายเดือนแล้ว ผมเดินทางไปด้วยตัวเองเกือบทุกด่าน เกือบทุกประเทศที่มีพรมแดนติดกันแล้วก็ไปสร้างกลไกใหม่ ๆ เพื่อขยายการค้า ซึ่งปีที่แล้ว การค้าชายแดนเรามีมูลค่าสูงถึง ๘๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ควรจะโตได้ทะลุ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วครับ ซึ่งนั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าสินค้าทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคและอื่น ๆ นั้นเรามีศักยภาพสูงกว่าประเทศข้างเคียงครับ ในการส่งออก เราได้เปรียบดุลการค้าสูงมาก การค้าชายแดนของเราซึ่งจ้าเป็นต้องอาศัยร่างกฎหมายเช่นนี้ครับ ในการที่จะท้าให้ความตกลงระหว่างประเทศนั้นมีผลสมบูรณ์และสามารถปฏิบัติได้ในทางปฏิบัติ จะเอื้ออ้านวยต่อการที่เราเป็นประเทศการค้าพาณิชย์ที่เรียกว่าเทรดดิ้งเนชัน (Trading Nation) อย่างที่ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ปากท้องคนไทยไม่ว่าจะเป็นกสิกรผู้ใช้แรงงาน บริษัทผู้ผลิตหรือบริษัทน้าเข้าส่งออก หรือสถาบันการเงินและอื่น ๆ นั้นล้วนแล้วแต่ฝากอนาคต ไว้กับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าเกินปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญครับ เฉพาะปีที่ผ่านมา ๒ ปีเราสามารถส่งออกได้เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ก็คือกว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เฉพาะในด้านของการส่งออก น้าเข้าก็ใกล้เคียงกัน ก็ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า จีดีพีของประเทศด้วยซ้าไป แต่ที่เราค้าขายได้ง่ายที่สุดคือการค้าชายแดนครับ ขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ การค้าชายแดนที่มีตัวเลข ซึ่งเราตั้งเป้าว่าปีนี้ควรจะได้เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น แต่มันยังเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่นและประเทศอื่นครับ และแน่นอนที่สุดท่านรัฐมนตรี ก็คงจะต้องค้านึงถึงว่าเราไม่ได้เป็นเพียงแค่สมาชิกของอาเซียนที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี ๒๕๕๘ เท่านั้น แต่ว่าเรามีพันธะสัญญา ความร่วมมือในกรอบความร่วมมืออื่น ๆ เช่น ไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) ทางใต้ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มาเลเซียนั้นเชื่อไหมครับว่ามีมูลค่าการค้าชายแดนคิดเป็น ๖๓ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า การค้าชายแดนทั้งหมดเป็นประเทศที่เราค้าขายมากที่สุดครับ แต่ว่าถ้าท่านลงไปดู ตามด่านชายแดน ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของจุดตรวจร่วมและพื้นที่ตรวจร่วมนะครับ หรือว่าฟรี คัสตอม โซน (Free custom zone) หรือว่าฟรี เทรด โซน (Free trade zone) การอ้านวยความสะดวกของจุดผ่านแดน ชายแดนและการข้ามแดนมีอุปสรรคมาก นี่ผมยกตัวอย่างเฉพาะที่มีการค้าสูงที่สุดนะครับ ระหว่างไทย-มาเลเซียคิดเป็น ๖๓ เปอร์เซ็นต์ ของการค้าชายแดนทั้งหมดของเรา เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เช่นการก้าหนดในเรื่องของข้อจ้ากัดเรื่องการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายที่เรียกว่า เพอร์ริเชเบิล (Perishable) ยังจ้ากัดด้วยปริมาณที่จ้ากัดมากทั้งที่ควรจะหมดไปแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่สามารถ ที่จะขจัดอุปสรรคดังกล่าวได้ เรื่องของรถ ๒ ทะเบียน ๒ สัญชาติ ยังเป็นปัญหา รถฝ่ายไทย ขนสินค้าไปไม่สามารถลากหัวลากผ่านประเทศมาเลเซียไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ เหล่านี้ จะเห็นว่ายังมีอุปสรรคมาก มิพักพูดถึงในส่วนของในเรื่องเช็ก พอยท์ (Check point) ต่าง ๆ ความแออัด ความล่าช้าในการพัฒนาด่าน การแยกระหว่างด่านขนคนและขนของ เป็นต้น ไม่ต้องพูดถึงด่านอื่นนะครับ นี่คือด่านที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดคือด่านทางใต้ อยากฝาก รัฐมนตรีนะครับ ช่วยกรุณาไปตามเรื่องลิมอดาซาร์ (Lima Dasar) ซึ่งริเริ่มไว้ ตอนนี้ เป็นรูปแบบใหม่ของการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือรวมทั้งความร่วมมือด้านขนส่ง ข้ามแดนนี่ครับ ที่เรียกว่าโลจิสติกส์ เป็นกรอบความร่วมมือ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ ๓ แล้วที่มีการ ประชุมลิมอดาซาร์ ซัมมิท (Lima Dasar Summit) ระหว่าง ๕ จังหวัดภาคใต้ของเรา ๕ รัฐ ภาคเหนือประเทศมาเลเซีย ซึ่งผมได้ไปพบมุขมนตรี ไปพบหอการค้าสภาอุตสาหกรรมของ ๕ รัฐ ภาคเหนือประเทศมาเลเซียนะครับ ตั้งแต่กันตัง ปีนัง เปรัค ปะลิส เป็นต้น กับ ๕ จังหวัด ภาคใต้ของเขา ทั้งนี้เพื่อที่จะสร้างระเบียบเศรษฐกิจใหม่บริเวณตะเข็บชายแดนครับ ให้เสมือนหนึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งแน่นอนถ้ารูปแบบนี้ เป็นรูปแบบใหม่นะครับ ที่ดีไซน์ (Design) ออกมา นั่นหมายความว่าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จะสามารถคลี่คลายปัญหาที่เป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันก็จะเสริมสร้างการอ้านวยความสะดวก ทางการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และโลจิสติกส์ได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว ไม่ใช่ปัญหาที่อยู่ใต้พรมหรือหมักหมมมาเป็นเวลานาน

กรอบอีกกรอบที่น่าสนใจมากฝากท่านรัฐมนตรีไป นั่นก็คือกรอบบิมสเทค (BIMSTEC) ครับ กรอบบิมสเทค ๗ ประเทศ มีประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศบังคลาเทศ ประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศภูฏาน ประเทศเนปาล ถ้าท่านเห็นถึงอนาคต ข้างหน้าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องสร้างโอกาสให้ประเทศและท้าให้โอกาสนั้นเป็นจริง โอกาสของการท่องเที่ยว การลงทุนและการค้า วันนี้ก็ต้องขอการสนับสนุนท่านรัฐมนตรี ในส่วนของสภาธุรกิจไทย-เมียนมาร์ สภาธุรกิจไทย-บังคลาเทศ สภาธุรกิจไทย-อินเดีย และกลุ่มมิตรภาพระหว่างประเทศของรัฐสภา ส่วนหนึ่งผมก็เป็นประธานนี่นะครับ ก็ได้ต่อเนื่อง สานต่อเพื่อที่จะให้เกิดสะพานเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจ้าเป็นจะต้องอาศัยร่างกฎหมายเช่นนี้ครับ และฉบับอื่นด้วย ก่อนผมตั้งใจที่จะเดินทางส้ารวจเส้นทางจากแม่สอด-เมียวดี ข้ามแดนพม่า ผ่านเนปีดอไปออกที่ทูมู่และเข้าอินเดียที่มณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร ภายใต้การสนับสนุนของ รัฐบาลอินเดีย รัฐบาลเมียนมาร์และรัฐบาลไทย และเอดีบี (ADB) เส้นทางนี้จะเชื่อมโยง ระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ เชื่อมโยงระหว่างเซาท์อีสท์ เอเชีย (Southeast Asia) กับเอเชียใต้ครับ ซึ่งท่านประธานคงทราบว่านั่นคือภูมิภาคที่มีประชากรเป็นจ้านวนเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคน ความตกลงบิมสเทคนั้นเข้าใกล้ข้อยุติของเอฟทีเอ (FTA) ขณะเดียวกัน บิมสเทคก็เหมือนจีเอ็มเอส ที่มีซีบีทีเอนั่นละครับ ก้าลังท้าในเรื่องความตกลงว่าด้วย การขนส่งสินค้าข้ามแดนเช่นกัน ถ้าเราสามารถที่จะใช้รูปแบบโมเดลของซีบีทีเอ คือความตกลง ว่าด้วยการขนส่งสินค้าข้ามแดนไปประกอบกับเรื่องของบิมสเทค ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ประเทศไทยเราก็จะเป็นศูนย์กลางของเกทเวย์ (Gateway) ส้าหรับภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ประเทศพม่าเองก็จะเป็นสะพานเชื่อมโยงเป็นแลนด์บริดจ์ (Land bridge) แล้วประเทศอินเดียเอง ประเทศบังคลาเทศเองก็จะได้ประโยชน์ แต่ตรงนี้ แน่นอนที่สุดครับ จะมีปัญหาที่ผมจะเรียนท่านรัฐมนตรีต่อไป

ความตกลงอีกกรอบหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงบ้างแต่ว่ายังไม่ได้ลง รายละเอียด ผมอยากจะเรียนท่านรัฐมนตรีนะครับ นั่นก็คือในเรื่องของเป่ยปู้วานครับ ความจริงไม่ค่อยมีใครได้ยินนะครับ ทั้งที่ส้าคัญมาก เราได้ยินจีเอ็มเอส ได้ยินแม่โขง-เจแปน ได้ยินแม่โขง-เกาหลี และเราก็ได้ยินบิมสเทค เราก็ได้ยินในเรื่องของแอคเมคส์ (ACMECS) นะครับ ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือลุ่มน้าอิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง แต่ว่าพอพูดถึงเป่ยปู้วานนั้น น้อยคน ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว เราก็ได้น้าประเทศไทยเข้าไปเป็นภาคีพันธมิตร เป่ยปู้วาน นี่คือค้าตอบโจทย์ที่เราขาดอยู่มาเป็นเวลาหลายสิบปี นั่นก็คือเป็นกรอบความร่วมมือ อ่าวเป่ยปู้นั่นเอง อ่าวเป่ยปู้ก็คืออ่าวตังเกี๋ยในภาษาเวียดนาม เป่ยปู้เป็นภาษาจีน ตรงนี้เป็น ยุทธศาสตร์ของประเทศจีนส้าหรับการใช้ ๓ มณฑลทางตะวันออกเฉียงใต้คือกวางตุ้ง แล้วก็ กวางสี แล้วก็ไหหล้า ซึ่งติดทะเลจีนใต้ เชื่อมโยงกับอาเซียน ๖ ประเทศที่ติดทะเลจีนใต้ ผมก็ น้าประเทศไทยเข้าไปเป็นประเทศที่ ๗ ของอาเซียน ก็เลยกลายเป็น ๓ มณฑลจีนบวกด้วย ๗ อาเซียน แต่ของเรานอกจากว่าเชื่อมโยงในเรื่องการขนส่งทางน้า สิ่งส้าคัญที่เราได้ท้าก็คือ การเชื่อมโยงทางบกครับ สะพานที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ ๑๑ เดือน ๑๑ ปี ๒๐๑๑ นั่นนะครับ ที่ไปเร่งรัดตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนกระทั่งสามารถสร้างเสร็จเปิดได้ตามก้าหนดคือวันที่ ๑๑ เดือน ๑๑ ปี ๒๐๑๑ นะครับ คือสะพานข้ามแม่น้าโขงสะพานที่ ๓ จากนครพนมข้ามไป ประเทศลาว ตรงนั้นคือเส้นทางที่เข้าสู่จีนตอนตะวันออกเฉียงใต้ใกล้ที่สุดครับ เข้าไปสู่กวางสี โดยผ่านด่านผิงเสียงที่ท่านประธานอิทธิเดชได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านก็เป็นท่านหนึ่งที่รู้ดีมากครับ เกี่ยวกับเรื่องของการค้าชายแดน การลงทุนภายในภูมิภาคแถบนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน เส้นอาร์ ๑๒ นี่ครับ แต่ผมยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้พึงระวังและช่วยติดตาม เพราะว่ามันมีข้อผิดพลาดอยู่ประการหนึ่งซึ่งตอนนี้กลายเป็นอุปสรรคของเรานะครับ และเกี่ยวข้องกับเรื่องของการขนส่งข้ามพรมแดน และอยู่ใน ๖ กระทรวงนี่ครับ นั่นก็คือ เรื่องของความตกลงที่เป็นบันทึกความเข้าใจผนวกไว้ในเรื่องของการขนส่งสินค้าของไทยผ่านด่านผิงเสียง โดยผ่านประเทศเวียดนามครับ ด่านผิงเสียงเชื่อมระหว่างเขตปกครองตนเองกวางสีจ้วงของ ประเทศจีนกับประเทศเวียดนาม เราใช้ประโยชน์ เดิมเราใช้อาร์ ๙ ที่มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ต่อมาเราก็เห็นว่ามันใกล้กว่าผู้ประกอบการก็ข้ามตรงที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเราเรียกว่า เป็นอาร์ ๑๒ เพราะตรงนั้นใกล้กว่าเยอะครับ ใช้เวลาเดินทางขนส่งน้อยกว่า ทั้งที่ตอนนั้น สะพานยังไม่เสร็จนะครับ ใช้แพขนานยนต์ข้ามฟากกัน วันนี้สะพานเสร็จแล้วยิ่งสะดวกกว่า แต่วันนี้ภายใต้ซีบีทีเอ และกรอบจีเอ็มเอสไม่ได้รับรองตรงนี้ครับ ผลักให้กลับไปที่อาร์ ๙ ซึ่งอ้อมมากครับ อ้อมมาก ช้ากว่ากัน ๑ วันเต็ม ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ในเรื่องของการจะไปขยาย ซึ่งผมทราบว่าเราก็ตั้งใจนะครับที่จะใช้เส้นทางจังหวัดนครพนม แล้วก็ข้ามไปในส่วนของ ประเทศลาวเพื่อเข้าประเทศเวียดนามผ่านเฉินฮานอยเข้าไปแล้วก็เข้าไปที่ผิงเสียงแล้วก็กวางสี จ้าเป็นที่จะต้องไปแก้ไขบันทึกดังกล่าว แล้วขณะเดียวกันก็ต้องผนวกเส้นทางอาร์ ๑๒ ให้เป็นเส้นทางใหม่ในการที่จะอยู่ในกรอบความตกลง ผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนของกรอบ ที่ส้าคัญดังกล่าวนี่ครับมันเป็นค้าตอบประการหนึ่งว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าใครเป็น รัฐบาลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเราได้ยึดอาเซียนเป็นศูนย์กลาง และยึดประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางของอาเซียน นี่คือยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง รัฐบาลของท่าน เข้ามาสานต่อถูกต้องแล้วที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไป การเชื่อมโยงในการที่จะสร้างความตกลง หรือว่าเครื่องมือกลไกหรือความร่วมมือระดับเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่พื้นที่ในการอ้านวยความสะดวก ทางการค้า เช่น ในเรื่องของซีไอคิว (CIQ) เป็นพื้นฐานที่ส้าคัญครับ และตรงนี้ไม่ใช่ว่าทุกด่าน จะมีระดับเท่ากัน อย่างด่านที่ผมได้มีโอกาสเดินทางข้ามจากประเทศไทยที่อรัญประเทศตรงปอยเปต วันนี้ก้าลังจะเคลื่อนย้ายไปสู่อีกจุดหนึ่งที่หนองเอี่ยน แต่ว่าก็ยังไม่ไปถึงไหนครับ ทั้งที่ตรงที่เดิม มันคอขวดมากและมันติดคาสิโน (Casino) ขยายไม่ได้ ทั้งคนและของแออัดมาก ดังนั้น จ้าเป็นที่จะต้องดูด้านของอินฟราสทรัคเจอร์ (Infrastructure) ด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware) ขณะเดียวกันในเรื่องของความตกลงที่จะต้องมีจุดตรวจร่วมที่ว่าเป็นซิงเกิล อินสเปกชัน (Single inspection) ก็ต้องเร่งท้าให้ได้จริง ๆ ขณะเดียวกันเมื่อข้ามไปที่บันเตียเมียนเจยนะครับ แล้วก็ข้ามไปที่พระตะบอง ไปที่ก้าปงชนัง เมืองปั้นหม้อ โพธิสัตว์เข้าไปพนมเปญ ถ้ารัฐมนตรี มีโอกาสผมอยากให้ไปดูด่านบาเวท-มอคไบ ถ้าจะเข้าแม่น้าโขงที่เปรยแวงของประเทศกัมพูชา แต่ที่น่าดูมากก็คือตัวอย่างที่บาเวท-มอคไบ ซึ่งเป็นด่านระหว่างประเทศกัมพูชากับ ประเทศเวียดนาม ตรงนี้ครับที่มีรูปแบบอย่างที่เราเสนอร่างกฎหมายนี่ละครับ มีพื้นที่ตรวจร่วม แล้วก็มีกฎหมายรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของซีไอคิว ซีไอคิวท่านประธานคงทราบนะครับว่ามี ทั้งคัสตอม (Custom) ตัวซี (C) คือศุลกากร ตัวไอ (I) ก็คืออิมมิเกรชัน (Immigration) ตรวจคนเข้าเมือง ตัวคิว (Q) ก็คือการตรวจพืช ตรวจสัตว์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นฐานของ ๓ หน่วยนี้จะต้องเป็นวัน สต็อป เซอร์วิสให้ได้ และจะต้องเป็นพื้นที่ร่วม ข้ามพรมแดนระหว่างกัน เขามาตรวจฝั่งเรา เราไปตรวจฝั่งเขาได้ ขณะนี้ประเทศไทยแทบจะ ไม่ได้ท้าแบบนั้นเลยนะครับ แม้แต่ประเทศไทยกับประเทศลาวเราจะส่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรไป ตรวจฝั่งประเทศลาวตรวจไม่ได้ครับ ทั้งที่เรามีโอกาสสูงมาก อย่าว่าแต่ปีนี้ตั้งเป้าหมาย ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของการค้าชายแดนเลย ๑.๕ ล้านล้านบาทเราก็ท้าได้ครับ เพราะฉะนั้นด่านบาเวท-มอคไบ ไม่ใช่แต่เพียงว่าจะมีการอ้านวยความสะดวกทางการค้าใน การขนส่งข้ามแดนเท่านั้น และมีซีไอคิว หรือว่ามีในเรื่องของเรียกว่าอีคัสตอม (e-Custom) หรืออีอิมมิเกรชัน (e-Immigration) หรือว่าอีควอเรินทีน (e-Quarantine) แต่ว่ายังเชื่อมโยง ด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษครับ ในโลกของนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พาร์ค (Logistics park) เป็นต้น ตรงนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ต่อการเกิดเรื่องการอ้านวยความสะดวก ในการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นท่านรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ดูเฉพาะตัวบทกฎหมายตรงนี้ แต่อยากให้ท่านเห็นถึงภาพรวมทั้งวันนี้ อนาคต แล้วประเทศไทย เราจะขับเคลื่อนไปและใช้ประโยชน์ได้อย่างไรให้ได้มากที่สุด แน่นอนที่สุดว่าเรามีความตั้งใจว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกับเราจะต้องขยายการค้าระหว่างกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้ การเชื่อมโยงระหว่างกันเป็นแลนด์บริดจ์ของกันและกันไปสู่ประเทศที่ ๓ ไม่ใช่เพียงแค่ ประเทศที่ ๓ ในลักษณะพรมแดนติดกันที่ผมยกตัวอย่างว่าประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศอินเดีย หรือประเทศบังคลาเทศ แต่ว่ามันยังมีการเชื่อมโยงจากการขนส่งสินค้าข้ามแดน ที่ต้องอ้านวยความสะดวกแล้วจากทางบกไปสู่ทางน้า ผมยกตัวอย่างท่านรัฐมนตรีเพราะว่า ผมเห็นกฎหมายเข้ามาฉบับเดียวก็ไม่สบายใจครับ มันเหมือนกับว่ารถมันต้องวิ่งด้วย ๔ ล้อ เราวิ่งล้อเดียวไม่ได้ เพราะอีก ๓ ล้อยังไม่ได้ใส่เข้ามา รถมันก็ไม่วิ่ง เมื่อไม่วิ่งผลประโยชน์จาก การใช้ประโยชน์จากความตกลงมันก็ไม่เกิดขึ้นครับ เหมือนอย่างที่บอกว่าประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชาใช้ประโยชน์กันมาก แต่ไทย-กัมพูชา ไทย-เวียดนาม ใช้ประโยชน์น้อยมาก เพราะว่าอะไร เพราะติดกฎหมายเหล่านี้ที่เราไม่ได้เสนอเข้ามา ผมยกตัวอย่างในส่วนที่ขนส่งทางบก ไปแล้วนะครับ

ทีนี้มาดูเรื่องของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบว่ามันเกี่ยวโยง เกี่ยวข้องอย่างไร และจ้าเป็นอย่างไรที่คณะรัฐมนตรีจะต้องน้ากฎหมายพวงเข้ามาให้เร็วขึ้น ถ้าท่านประธาน ติดตามก็จะทราบว่าในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาและสิ่งที่เราเร่งรัดมาก คือ ๑. โครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทวาย ๒. ก็คือการยกระดับท่าเรือระนอง ๓. ก็คือการเปิดเส้นทางการค้า โดยการสร้างโอกาสในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดและนครแม่สอด พร้อมกับเร่งรัด สะพานข้ามแม่น้าแห่งที่ ๔ ก็คือ เชียงของ-ห้วยทราย ยุทธศาสตร์ตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ประตู ตะวันตกครับ ในส่วนกาญจนบุรี-ทวายนี้ครับ ท่านรัฐมนตรีก็คงทราบว่าเป็นการท้างาน อย่างต่อเนื่อง แต่ว่าที่เร่งรัดกันมากเพราะเราได้เห็นแล้วว่าการเชื่อมโยงข้ามแดนไม่ใช่ ความหมายเพียงแค่ว่าเราข้ามจากประเทศไทยไปประเทศพม่าเท่านั้น ไม่ใช่ ถึงแม้ประเทศพม่า จะเป็นประเทศที่มีการค้าชายแดนกับเราเป็นอันดับ ๒ รองจากประเทศมาเลเซีย แต่ก็เพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียนี้ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศลาว ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศกัมพูชา ๖ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เป็นเค้กก้อนใหญ่ส้าหรับอนาคตของเศรษฐกิจไทย ทั้งธุรกิจ เกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การลงทุน และการขนส่งโลจิสติกส์นั้น คืออ่าวเบงกอล คือเอเชียใต้ คือตะวันออกกลาง คือแอฟริกา คือยุโรป เพราะฉะนั้นจึงไม่น่า แปลกใจหรอกครับว่าเมื่อปี ๒๕๕๒ ตอนที่เราเป็นประธานอาเซียน เราไม่ได้ใช้กรอบเพียง กรอบเดียวแต่ใช้ทุกกรอบครับ และใช้ฐานะความเป็นประธานอาเซียนในการที่เจรจาผลักดัน มีความตกลง เจตจ้านงทางการเมืองที่เรียกว่า พอลิทิคอล วิล (Political will) ระหว่าง นายกรัฐมนตรี เต็ง เส่ง ของประเทศพม่ากับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนกระทั่ง ประเทศไทยได้ลงนามเฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ (Framework agreement) ในปลายปี ๒๕๕๓ ครับ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน คือเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๔ ก่อนการเลือกตั้งประมาณ ๔-๕ เดือน รัฐบาลพม่าได้ออกกฎหมายพิเศษเรียกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ครับ นั่นคือความส้าเร็จ ของประเทศไทยแล้ว นับแต่นั้นมาโครงการเมกะโปรเจกต์ ทวาย เริ่มต้นโดยไทย-พม่า เป็นเสมือนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กันครับ วันนี้ภาคตะวันตกของเราไม่มีทะเลนะครับ เราติด เทือกเขาตะนาวศรี แต่เราสามารถท้าลายอุปสรรคนั้นด้วยโครงการนี้นะครับ นั่นหมายความว่า อย่างไร หมายความว่าไทย-พม่า ภายใต้ความตกลงบิมสเทค หรือภายใต้กรอบจีเอ็มเอส และความตกลงซีบีทีเอนี่จะต้องใช้กฎหมายนี้และกฎหมายพวง ในการท้าเช็ก พอยท์ แล้วก็ ท้าพื้นที่อ้านวยความสะดวกซีไอคิวบริเวณด่านพรมแดนพุน้าร้อน จังหวัดกาญจนบุรีกับทวาย พร้อมกันนั้นท่าเรือน้าลึกที่ทวายนิคมอุตสาหกรรมที่ทวาย แล้วก็ทางหลวงจากทวาย มาชายแดนลาว ๑๗๐ กิโลเมตรจากชายทะเลทวายก็คือมหาสมุทรอินเดียนั่นเอง เชื่อมโยง ระหว่างท่าเรือน้าลึกทวายกับท่าเรือน้าลึกแหลมฉบังครับ เชื่อมระหว่างประตูตะวันตกกับ ประตูตะวันออก นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าจากความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน ดังกล่าวนี้ จะเชื่อมโยงไปสู่ความตกลงในการขนส่งหลายรูปแบบต่อเนื่องจากทางบกไปสู่ทางเรือ ไปสู่เมืองเชนไนของประเทศอินเดีย ไปสู่เมืองกัลกัตตาของประเทศอินเดีย ไปสู่จิตตะกอง ของประเทศบังกลาเทศ ไปสู่เจ้าเพียว ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศพม่าที่ประเทศจีน สร้างเป็นฐานในการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย จากยูนนานผ่าสะพายแพร่ง จากรุ้ยหลี้ในยูนนาน ออกมาที่เจ้าเพียว แต่จะมีท่าน้าลึกแล้วเป็นฐานใหญ่ของประเทศจีนที่ร่วมกับประเทศพม่า ในการออกมหาสมุทรอินเดีย แล้วก็มาสู่ย่างกุ้ง ทวาย มาที่ทวายแล้วก็คือจังหวัดระนอง ที่เตรียมพร้อมส้าหรับการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากการค้าและการขนส่งในอ่าวเบงกอล ซึ่งมี ๑,๗๐๐ ล้านคนครับ ๗ ประเทศแล้วก็เชื่อมโยงไปสู่ท่าเรือแม่น้ากันตัง ไปสู่ปีนัง ไปสู่อาเจะห์ ไปสู่โคลัมโบของประเทศศรีลังกา รวมไปถึงการขนส่งไปสู่ยุโรป ไปสู่แอฟริกา ตะวันออกกลาง ซึ่งใกล้ที่สุดไม่ต้องไปอ้อมประเทศสิงคโปร์ นี่คือยุทธศาสตร์ที่จ้าเป็นจะต้องใช้เครื่องมือ ทางกฎหมายภายในของเรานี้ครับ แต่ว่าท่านประธานก็คงจะเห็นว่าฉบับเดียวมันไม่พอครับ ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้น้าเสนอคณะรัฐมนตรีในลักษณะที่เอากฎหมายพวงมาเลยครับ ในโอกาสที่เราเห็นว่าอะไรเป็นล้าดับก่อนหลังที่เราเร่งรัด เช่น ประตูตะวันตกในเรื่องของทวาย เราเร่งรัด กฎหมายพวงที่เกี่ยวข้องกับประเทศแถบเอเชียใต้ แถบตะวันออกกลาง แถบแอฟริกา แถบยุโรปเอาเข้ามาเป็นชุด ทางด้านตอนเหนือที่เกี่ยวข้องกับทางประเทศจีน ทางประเทศพม่า ทางประเทศลาว ไม่ว่าจะเป็นอาร์ ๓ เอ อาร์ ๓ บี หรืออาร์ ๓ อี (R3E) อาร์ ๓ ดับเบิลยู (R3W) หรือว่าในส่วนที่เป็นฝั่งของตะวันออกของประเทศกัมพูชา ของประเทศลาว เพื่อเชื่อมโยงไปยังอินโดจีน ก็คือประเทศเวียดนามแล้วก็ไปสู่ประเทศจีนทางตะวันออกเฉียงใต้ ตรงนี้ครับ จะต้องพร้อมกันเหมือนที่บอกว่าท้าไมผมถึงเริ่มต้นการอภิปรายว่ากฎหมายนี้เพียง ๑๓ มาตรา เนื้อหามี ๑๒ มาตรา เนื้อหาจริง ๆ มี ๙ มาตรา แต่มาตราสุดท้ายคือมาตรา ๑๓ ก้าหนดให้มีรัฐมนตรีรักษาการถึง ๖ คน ท่านประธานยังไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับไหนหรอกครับ ที่มีรัฐมนตรีรักษาการมากเท่านี้มาก่อนทั้งที่เป็นกฎหมายที่มีมาตราสั้นมากเลย สิ่งเหล่านี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าความสลับซับซ้อนของกฎหมายมันมาจากความตกลงระหว่างประเทศครับ และภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศนั้นมันได้ซ่อนเอาไว้ ซึ่งโอกาสของประเทศ แต่โอกาสเหล่านี้จะส้าเร็จหรือไม่ รถจะวิ่งถึงเป้าหมายหรือไม่อยู่ที่ กฎหมายการขนส่งครับ ติมาตลอดในช่วงเกือบ ๓ ปีที่เป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมา ต้องเรียนว่าตรงนี้ขับเคลื่อนช้ามาก ดังนั้นก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการเสนอขอความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎร ก็หวังว่าท่านจะได้เร่งรัดด้าเนินการนะครับ แล้วก็ท้าให้การเชื่อมไทย เชื่อมโลก ให้เราเป็นศูนย์กลางของการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคนี้เพื่อให้ขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศก็ดี โอกาสที่เราจะใช้ประโยชน์ร่วมกันกับประเทศภาคีของเรา จากการค้าโดยมีการขนส่งที่มีการอ้านวยความสะดวกอย่างเสมอภาคเท่าเทียมจะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศไทย แล้วผมก็เรียนกับท่านประธานว่าผมยินดีให้การสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ และอยากจะเห็นมากกว่านี้ก็คือการเสนอเข้ามาเป็นชุดเป็นพวง และอยากจะฝากทาง คณะรัฐมนตรีว่าเวลาเสนอกฎหมายนี่ ขอให้เสนอกฎหมายมาเป็นชุดครับ แล้วก็ให้วิป ขอความร่วมมือจากทางฝ่ายค้านเลยว่ากฎหมายชุดนี้เป็นชุด แล้วก็มาเสนอล้าดับต้น ๆ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เพราะกฎหมายเหล่านี้มันคือโอกาสของประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณท่านประธาน