สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนด โดยวิพากษ์วิจารณ์กรณีพระราชกำหนดที่ออกในสมัยปัจจุบัน และเสนอแนวทางในการกู้เงินและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เหตุผลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน เพื่อช่วยเหลือประชาชน และขอให้ภาครัฐตรวจสอบรายละเอียดของโครงการที่ใช้เงินกู้ และให้รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงแล้ววาระ ที่สภากำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้เป็นการพิจารณารายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พุทธศักราช ๒๕๕๒ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ความหมายก็คือว่าสิ่งที่สภากำลังพิจารณานั้น เป็นเรื่องซึ่งค่อนข้างที่จะผ่านมาหลายปีแล้ว เหตุนั้นเกิดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๕๒ นับระยะเวลาก็ผ่านมาแล้วประมาณ ๓ ปี หรือเรียกว่า ๓ ปีเศษ ๆ ประเด็นที่สภากำลังพิจารณานั้นเป็นรายงานการกู้เงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนของกฎหมายที่จะต้อง รายงานต่อสภา ในกรณีที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้นได้ตราพระราชกำหนดขึ้นเพื่อที่จะให้มีการกู้เงิน ในขณะนั้น และเป็นเงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผมเอง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงได้มีตำแหน่งในทางด้านการบริหารด้วยในขณะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกต่อรายงานฉบับนี้ ก็มีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เหตุผลก็เพราะว่าหลายคนที่ลุกขึ้นอภิปรายนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากซีกรัฐบาล เห็นได้ชัดว่าแนวความคิดคงจะมาจากคนคนเดียวหรือคนกลุ่มเดียวที่มี การวิพากษ์วิจารณ์เงินกู้ตามพระราชกำหนดในขณะนั้นเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่ เรียกกันว่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งไปในทางที่เป็นลบ บางท่านถึงขนาดพูดว่าเป็นเงินที่กู้ มาโกงบ้าง หรือพูดในทำนองว่าเป็นการกู้เงินมาแล้วก็ไปทำสิ่งที่เป็นโครงการแล้วไม่ได้เกิด ประโยชน์โพดผลใดเลยกับประเทศ บางท่านซึ่งเป็น ส.ส. อาจจะเป็น ส.ส. ใหม่ของปีเลือกตั้ง ที่ผ่านมานี้ไม่ได้อยู่ร่วมในการพิจารณาพระราชกำหนดในขณะนั้นด้วย ถึงขนาดสรุปว่า แม้กระทั่งโครงการที่เรียกว่าถนนปลอดฝุ่น พูดง่าย ๆ ก็คือถนนที่เดิมหน้าแล้งกินฝุ่น หน้าฝนกินโคลน แล้วประชาชนอยากได้ถนนลาดยาง ถนนดำ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาคือรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินกู้นี้ไปสร้างเป็นถนนดำให้กับชาวบ้าน หน้าแล้งไม่ต้องกินฝุ่น หน้าฝนไม่ต้องกินโคลน สรุปถนนแบบนั้นว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลว ผมเองฟังแล้วก็ มีความรู้สึกว่า ถ้าหากว่าไม่ได้ลุกขึ้นมาพิจารณาตัวรายงานการกู้เงินอย่างตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริง แต่ใช้วิธีการอภิปรายที่เป็นการสรุปและมีการถ่ายทอดออกไป ประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดของสภาอยู่ก็อาจจะเกิดความเข้าใจไปตามนั้นได้ สรุปว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แม้ว่าประชาชนหลายที่ซึ่งรอถนนที่เป็น ฝุ่นเป็นโคลนมาหลาย ๆ ๑๐ ปี ได้ถนนจากโครงการไทยเข้มแข็งไปแล้วอาจจะมีความรู้สึกว่า ที่ ส.ส. ท่านนั้นท่านนี้พูดมามันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่เขาก็ไม่มีโอกาสครับที่จะมาพูดจา ต่อสภานี้ได้ ผมจึงคิดว่าการพิจารณารายงานฉบับนี้ก็ควรจะพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นนี่มันเป็นการย้อนความครับ จริง ๆ มันมี ๒ ประเด็นสำคัญครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าจู่ ๆ คงไม่มีรัฐบาลไหนครับ ถ้าไม่มีความจำเป็นถึงขั้นที่ เรียกได้ว่ามีความร้ายแรงทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจะสามารถที่จะใช้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญไปตรา เป็นตัวพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินมาแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดผลกระทบร้ายแรงได้ ถึงจู่ ๆ คิดจะตราขึ้นมาโดยไม่มีเหตุไม่มีผล ฝ่ายค้านซึ่งในยุคของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ฝ่ายค้านก็คือฝ่ายรัฐบาลในขณะนี้ก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะ วินิจฉัยไปในทิศทางที่ว่าเป็นพระราชกำหนดซึ่งตราขึ้นโดยมิชอบตามรัฐธรรมนูญ เช่น ไม่มี เหตุผลฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน ร้ายแรง อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ก็วินิจฉัยว่าตัวพระราชกำหนดนี้มีความจำเป็นเพราะเศรษฐกิจบ้านเมืองตอนนั้นเกิดผลกระทบ ร้ายแรงเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นมาของตัวพระราชกำหนดที่นำไปสู่การกู้เงิน จำนวนไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ใช้จ่ายตามข้อเท็จจริงซึ่งสุดท้ายใช้ไป ๓๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็มีการหยุดกู้ ก็คือกู้เท่าที่จำเป็นจริง ๆ แล้วประเทศก็ดีขึ้นแล้ว อีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่มันมีที่มาที่ไปครับ ไม่สนุกหรอกครับ ที่จู่ ๆ จะเกิดอยากจะกู้ แล้วก็กู้เงินมา แล้วก็มีดอกเบี้ย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นบ้านเมืองก็คงจะเสียหายครับ เปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งออกพระราชกำหนดไป ๔ ฉบับนะครับ บางฉบับนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจำเป็น เช่น ฉบับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าไปดูสาเหตุจริง ๆ ก็เป็นความล้มเหลวของการบริหารจัดการน้ำจนนำไปสู่ความเสียหาย แล้วในที่สุด ความเสียหายนั้นก็นำมาซึ่งหนี้สินและการกู้เงินอีก ๓๕๐,๐๐๐๐ ล้านบาท แต่เหตุผล ความจำเป็นมันก็แตกต่างกันครับ ในยุคที่ต้องมีตัวพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและ เสริมสร้างความมั่นคงในขณะนั้น ต้องย้อนกลับไปดูครับว่าทำไมรัฐบาลในขณะนั้นที่เข้ามานี่ จึงต้องออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราคงลืมไปครับ หลายท่านที่อภิปรายว่าในเวลานั้นนี่มันเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า วิกฤติซับไพร์ม (Sub-Prime) เริ่มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วเกิดผลกระทบลุกลามต่อเนื่องไปทั่วโลก จนกระทั่งเกิดขึ้นกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดผลกระทบในประเทศไทย เราคงลืมไปครับว่า ในเวลานั้นธนาคารโลกได้มีคนออกมาพูดโดยธนาคารโลกว่ามองว่าประเทศไทยซึ่งได้รับ ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนั้นแย่สุดในเอเชีย จีดีพีตอนนั้นติดลบถึง ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ และคาดหมายว่ากรณีเลวร้ายสุดเศรษฐกิจโลกชะลอและยังมีความขัดแย้ง ทางการเมืองเกิดขึ้น เศรษฐกิจอาจจะติดลบถึง ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสถานการณ์ที่รัฐบาล ในขณะนั้นเผชิญหน้าอยู่ ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาบอกว่าเศรษฐกิจถดถอยเลวร้าย ที่สุดในรอบ ๑๑ ปี นี่เป็นช่วงต้นที่รัฐบาลในขณะนั้นเข้าบริหารประเทศซึ่งบริหารต่อจาก รัฐบาลชุดไหนก็คงไม่ต้องทบทวนกัน
ประการที่ ๒ ก็คือ หอการค้าก็ออกมาแนะนำรัฐบาลบอกว่าเขากลัวว่า เศรษฐกิจไทยจะติดลบต่ำสุดในรอบ ๑๐ ปี เหตุเพราะวิกฤติเศรษฐกิจโลกนั้นทรุดแรงกว่าที่คิด หอการค้าแนะนำรัฐบาลว่าควรจะกระตุ้นอีกรอบหนึ่ง มีการคาดการณ์ครับตอนรัฐบาลชุดที่แล้ว เข้าไปทำงานผลจากวิกฤติเศรษฐกิจอันนี้ครับและความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งถ้าพูดถึง ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนั้นนี่ ท่านประธานคงจำได้ ท่านประธานอยู่ในสภารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คิดที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลาง เสียงคัดค้านและความไม่เห็นด้วยของหลายฝ่าย ที่สุดก็นำไปสู่การชุมนุมของมวลชนนอกสภา แล้วก็นำพาไปสู่การยึดทำเนียบรัฐบาลในที่สุด ก็ไปซ้ำเติมกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจระดับโลกและกระทบมาถึงเศรษฐกิจ ไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นหลักนี่ มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจติดลบขณะนี้อาจจะถดถอยที่สุดในรอบ ๑๐ ปี ๑๑ ปี จะมีผู้ว่างงานสูงมาก เฉพาะตัวเลขตอนนั้นมีผู้ว่างงาน ๗.๑ แสนคน เมื่อสิ้นไตรมาสแรกปี ๒๕๕๒ จากเดิม ปี ๒๕๕๑ ก่อนปี ๒๕๕๒ มีผู้ว่างงานเพียงประมาณ ๕.๕ แสนคน เป็นตัวเลขที่กระโดดครับ ๕.๕ แสนคน เป็น ๗๐๐,๐๐๐ คน นั่นคือตัวเลขจริงที่เผชิญ แต่มีการคาดการณ์ โดยหน่วยงานที่เชื่อถือได้ว่าถ้ารัฐบาลในขณะนั้นไม่ทำอะไร ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่หาเงินมา ไม่ทำให้เกิดการจ้างงาน ตัวเลขว่างงานปลายปี ๒๕๕๒ จะกระโดดไปที่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน คนว่างงาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แปลว่าอะไรครับ คนว่างงาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน อาจะหมายถึง ปากท้องที่เป็นภรรยาหรือเป็นสามี เป็นลูกซึ่งอยู่ในวัยกำลังเข้าโรงเรียน อาจจะหมายถึง พ่อแม่ที่อยู่ในชนบท อาจจะหมายถึงผู้ป่วยบางคนซึ่งเป็นญาติพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งต้องรอกำลัง แรงงานเหล่านั้นไปทำงาน แต่วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบวกกับการเมืองซึ่งมีส่วนสร้าง จากรัฐบาลในขณะนั้นนี่จะทำให้คนว่างงานถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน คำถามก็คือถ้าท่านประธาน เป็นรัฐบาล ท่านประธานจะอยู่เฉยหรือครับ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดขึ้นแล้วนำไปสู่การจ้างงาน ในที่สุดครับ ความจำเป็นของการที่จะต้องออกมาเป็น พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังไปกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นโดยสาเหตุนั้น ความจริงหลายท่านที่อยู่ในสภานี้ในขณะนั้นเข้าใจดี แต่การต่อสู้ทางด้านการเมืองที่แหลมคมทำให้มีการมองข้ามเหตุผล แล้วใช้แนวความคิด ในการหักล้างต่อสู้กันทางการเมืองก็ต่อต้านตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ไป แต่เหตุผลและ ข้อเท็จจริงมันสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ชีวิตประชาชนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดครับ เป้าหมายของ การกู้เงินในขณะนั้นเขียนเอาไว้ชัดในรายงานฉบับนี้ ซึ่งหลายคนที่ลุกขึ้นอภิปรายนี่ ผมก็สงสัยว่าเราได้อ่านละเอียดครบถ้วนหรือไม่ เพราะวัตถุประสงค์ที่เขียนเอาไว้หน้าที่ ๑ ในรายงานบอกว่า
๑. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและเพิ่มการลงทุนของภาครัฐ
๒. เพิ่มการจ้างงานผ่านโครงการลงทุนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ในสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในทุกระดับตั้งแต่แรงงาน ระดับต้นจนถึงแรงงานระดับสูง
๓. กระจายการลงทุนด้านบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานไปยังส่วนภูมิภาคและ ชนบท เช่น คมนาคม ชลประทาน การศึกษา สาธารณสุข
๔. ดำเนินโครงการลงทุนที่มีความสำคัญตามนโยบายรัฐบาลที่มีความจำเป็น เร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมให้กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง
คำถามก็จะอยู่ตรงนี้ครับว่า ถ้าปล่อยสถานการณ์ดำเนินต่อไป คนว่างงาน เป็นล้านคน เศรษฐกิจไม่มีการกระตุ้น ในเวลาที่เศรษฐกิจไทยถดถอยซบเซา อะไรจะเกิดขึ้นครับ มันจะเลวร้ายยิ่งกับสภาวะของเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญคือส่งผลกระทบต่อสภาวะทางสังคมด้วย ในที่สุดตัวพระราชกำหนดที่ตราขึ้นก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลในขณะนั้นที่จะต้องดูแล ประชาชน ปากท้องประชาชนและเรื่องของประเทศ เมื่อตราพระราชกำหนดออกมาแล้ว วันที่เข้าสู่สภาก็มีการอภิปรายกัน มีการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ รัฐบาลในขณะนั้นจะ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี รองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงข้อซักถามของเพื่อนสมาชิก ผมยังจำได้ครับ หลายคนที่ลุกขึ้นอภิปราย ในขณะนั้น อภิปรายเรื่องความจำเป็นของการกู้เงินและพยายามที่จะพูดเฉพาะประเด็น ของการกู้ว่าทำให้ประเทศนั้นเป็นหนี้ แต่ความคิดเพียง ๒ ปีกว่าเปลี่ยนไปเมื่อตัวเองกลับมา เป็นรัฐบาล แล้วตัวเองก็ต้องกู้เงินเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเด็นวันนี้ของการกู้เงิน คนที่เคยวิจารณ์เรื่องการกู้จึงแทบไม่มีใครพูดถึงเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นมีการชี้แจง เรื่องการกู้ว่า จู่ ๆ ไม่มีใครหรอกครับ ที่อยากจะกู้เงินโดยที่ไม่มีความจำเป็น แต่ประเด็นจึงอยู่ที่ว่ากู้มาแล้วไปทำอะไรต่างหาก ประเด็นจึงนำมาสู่ประเด็นที่ ๒ ครับว่า เมื่อมีเหตุผลความจำเป็นที่ต้องออกพระราชกำหนดกู้เงินมาเพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจแล้วเงินที่ออกมา ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทล้มเหลวจริงหรือ ตำน้ำพริกละลาย แม่น้ำจริงหรือ หรือว่าคนที่พูดว่าล้มเหลว ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หลับหูหลับตาพูด ใช้วิธีคิด แบบหัวสี่เหลี่ยมแล้วพยายามจะพูดให้เกิดความเสียหายโดยหลับตามองไม่เห็นข้อเท็จจริง
ผมมีตัวอย่างให้ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พระราชกำหนดที่มีการพิจารณากันในวันนี้นั้นได้แบ่งออกเป็นการใช้จ่ายในสาขาต่าง ๆ ครับ ใน ๓-๔ ข้อที่มีการพูดถึงก็แบ่งออกเป็นสาขาต่าง ๆ เช่น บริหารจัดการน้ำ ขนส่ง โครงสร้าง พื้นฐานการท่องเที่ยว ศึกษา สาธารณสุข สวัสดิภาพประชาชน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และการลงทุนระดับชุมชน ที่สำคัญคือเงินจำนวนนี้กระจายไปทั่วประเทศครับ ทุกภาค ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ได้รับประโยชน์หมดครับ หลายที่ประชาชน อย่างผมยกตัวอย่างเช่นที่ภาคใต้ครับ รัฐบาลก่อนหน้านั้นเคยมีหลักคิดประกาศ ออกมาโดยการให้สัมภาษณ์พูดจาของผู้นำประเทศซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าจะจัด งบประมาณให้กับจังหวัดที่เลือกเขาก่อน จังหวัดไหนที่ไม่เลือกเอาไว้ทีหลัง มันก็เกิดการเลือก ปฏิบัติสิครับ จังหวัดที่เลือกรัฐบาลในขณะนั้นก็ได้รับงบประมาณเยอะแยะมากมาย ในเวลา ที่บางภาคเช่นภาคใต้ถูกทอดทิ้ง ๕ ปี ๖ ปี บางท่านที่อยู่ในสภานี้เพียงอยู่ซีกตรงข้ามกับฝ่าย ค้านขณะนี้แต่เป็นคนปักษ์ใต้ ไม่รู้หรือครับว่าเขาขมขื่นกันขนาดไหน เวลาเห็นงบประมาณ บ้านตัวเองซึ่งควรจะได้ถนนสี่เลน ถนนที่มีฝุ่นมีโคลนเป็นถนนลาดยางแล้วโดนตัดไป ไม่มีงบประมาณมา ท่านอาจจะไม่รู้สึกเพราะท่านไม่มีความรู้สึกว่าท่านเป็นคนที่นั่นแล้ว แต่คนที่อยู่ที่นั่นเขารู้สึกครับ แต่รัฐบาลในขณะนั้นที่ออกตัวพระราชกำหนดเงินกู้เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจหรือไทยเข้มแข็งคิดถึงการกระจายเงินแล้วก็มีโครงการครบถ้วนทั่วทั้งประเทศครับ แม้แต่กระทั่งจังหวัดที่ไม่ได้เลือกรัฐบาลในขณะนั้นก็ได้งบประมาณเป็นจำนวนมากด้วยครับ กลับไปถามเลยครับว่าไทยเข้มแข็งเขาได้อะไรไปบ้าง ผมยกตัวอย่างให้กับท่านประธาน เห็นครับว่าที่สุดแล้ว ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไทยเข้มแข็งทอนกลับมาเป็นประโยชน์อะไร ที่เกิดขึ้นกับประชาชนบ้าง เป็นแหล่งน้ำที่ถูกสร้างและปรับปรุงทั่วประเทศ ๑,๔๖๐ แห่ง ตั้งแต่ฝาย อ่างเก็บน้ำ เหมืองฝายขนาดเล็ก ผมถามสิครับ ๑,๔๖๐ แห่งที่มีน้ำ ให้ทำการเกษตรตลอดปีมันล้มเหลวหรือครับ ทำให้เกษตรกรไทยได้เพาะปลูกได้ตลอดปี มีการขยายรถไฟฟ้าไป ๙ สาย ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลมากกว่า ๒๑๐ กิโลเมตร รองรับผู้โดยสารไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน ผู้โดยสารประหยัดเวลาค่าเดินทางเป็น มูลค่า ๑๐๐ บาทต่อคนต่อวัน สร้างงานช่วงก่อสร้างโครงการอีก ๘๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ล้มเหลว หรือครับ ต้องเปรียบเทียบ ท่านบอกว่าท่านต้องเปรียบเทียบ รัฐบาลชุดปัจจุบันเคยประกาศ นโยบายบอกรถไฟฟ้าค่าโดยสารตลอดสาย ๑๕ บาท อยู่ไหนครับ วันนี้ยังจ่ายเท่าเดิมอยู่เลย แต่นี่เขาทำเสร็จไปแล้ว มีการราดยางถนนลูกรังโดยโครงการถนนไร้ฝุ่น ๗,๒๐๐ กิโลเมตร ทั่วประเทศ ไปถามคนชนบทสิครับ ๗,๒๐๐ กิโลเมตร จากถนนฝุ่น ถนนโคลนเป็น ถนนลาดยาง ล้มเหลวเขาไม่เอาหรือ หรือท่านสุขสบายจนเคยชินอยู่ในบ้านติดแอร์ ไม่ได้รู้สึกว่า คนชนบทกินฝุ่น กินโคลนแล้วได้ถนนลาดยางเขาดีใจขนาดไหน ๗,๒๐๐ กิโลเมตร เคยมีรัฐบาลชุดไหนไหมครับ ที่ให้เงินมาทำถนนมากขนาด ๗,๒๐๐ กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลาเพียงปี ๒ ปี นี่คือไทยเข้มแข็งครับ มันปฏิเสธความจริงไม่ได้ แล้วถนนนั้นละครับที่หลายคนที่ลุกขึ้นมาวิจารณ์เมื่อสักครู่ขับรถไปหาเสียงผ่านมาแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงครับ กลายเป็นการสร้างและปรับปรุงเส้นทางหลวงหลัก คือถนนของ กรมทางหลวงนี่ละครับ เพิ่มช่องทางเดินรถอีกเท่าตัวรวม ๑,๒๐๐ กิโลเมตรทั่วประเทศ จ้างงานช่วงก่อสร้างโครงการ ๔๒๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ติดตั้งระบบประปา ไฟฟ้า เพื่อเพิ่ม ศักยภาพท่องเที่ยวเกาะและเมือง อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวอีก ๑๑ ล้านบาท ปรับปรุงสถานีรถขนส่งอีก ๓๒ แห่ง สถานีรถไฟอีก ๗๘ แห่งทั่วประเทศ สถานีรถไฟหลายที่ ไม่ปรับปรุงมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วครับ ได้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง มันล้มเหลวหรือครับ อันนี้คือความจริง อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ใช่สิ่งที่สัญญาว่าจะทำ แล้วไม่ได้ทำอย่างที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันแต่มันเกิดขึ้นแล้ว เงินไทยเข้มแข็งได้ส่งมอบคอมพิวเตอร์อีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าเครื่อง สู่โรงเรียน ๑๗,๐๐๐ แห่ง และอีก ๘,๐๐๐ แห่งภายในปี ๒๕๕๓ สร้างและปรับปรุง ห้องสมุดโรงเรียนอีก ๑,๗๐๐ แห่ง ยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาอีก ๓๑ จังหวัด ในกรณี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจ้างงานกว่า ๗๐,๐๐๐ ตำแหน่ง เพื่อวิจัยและเพิ่ม ความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมหลัก ท่านจุรินทร์ประทานโทษที่เอ่ยนามพูดถึง ยกระดับสถานีอนามัยระดับชุมชนเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบลอีกเป็นหมื่นแห่งทั่วประเทศ พัฒนาสถานพยาบาลรักษาโรคหัวใจ โรคมะเร็ง เครือข่ายควบคุมการบาดเจ็บ สร้างอาคารที่พัก ข้าราชการตำรวจอีก ๓๙๐ แห่ง จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเยอะแยะครับที่ทำไปแล้ว นี่เป็นเพียง ตัวอย่างครับ ท่านประธานครับ ใน ๓๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง ในพื้นที่ที่ครอบคลุมไปแล้วทั่วทั้งประเทศ มีอีกหลายโครงการที่เรามีการพูดถึง เช่น กรณีต้นกล้า อาชีพเหล่านี้เป็นต้น คนพูดคงลืมไปเหมือนกันว่าโครงการต้นกล้าอาชีพเป็นโครงการที่หลายคน ซึ่งผ่านการอบรม ฝึกฝนอาชีพและได้เงินตอนไปฝึกฝนด้วยนี้สามารถเอาความรู้ที่ได้จากการฝึกฝน ไปประกอบอาชีพจริง ๆ ผมเคยเจอครับ ไปเจอเด็กซึ่งเรียนจบมาจากอาชีวศึกษานี้ละครับ และไม่มีโอกาสเรียนต่อ เข้าโครงการต้นกล้าอาชีพไปฝึกฝนและกลับมาประกอบอาชีพได้จริง แล้วเขาก็บอกว่าเขาขอบคุณรัฐบาลขณะนั้นที่มีโครงการต้นกล้าอาชีพจนปัจจุบันยังมีคน เรียกร้องอยู่เลยครับว่าอยากจะให้มีโครงการต้นกล้าอาชีพอีก แม้แต่กระทั่งเงินในปีแรกของ โครงการประกันรายได้ก็ไปจากโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งครับ เมื่อเปรียบเทียบ กับโครงการจำนำราคาข้าว มันสำปะหลัง นั่นละครับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่ประกันรายได้นี้ มันประกันเลยว่าจะข้าว จะมันสำปะหลังจะข้าวโพดได้เงินทันที และวันนี้ครับ ท่านอย่าปฏิเสธ ข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรเรียกร้องโครงการประกันรายได้กลับมา เพียงแต่รัฐบาลปัจจุบัน ประกาศว่าจะยกเลิก ยกเลิกแล้วจะทำโครงการจำนำ วันนี้ประกาศบอกว่าจะจำนำทุกเมล็ด ในราคา ๑๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท โดยข้อเท็จจริงมันไม่ได้ตามนั้นหรอกครับ แต่แผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็งทำให้เกษตรกรไทยมีหลักประกันในโครงการประกันรายได้และเป็นช่วงเวลาที่ ชาวนาเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวมีเงินซึ่งโอนไปจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในขั้นตอน แรกเข้าบัญชีของเขาเป็นหลักประกันว่าทำนาแล้วไม่ขาดทุนซึ่งน่าจะเป็นปีแรก ในประวัติศาสตร์ของชาวนาไทย นี่คือความจริงของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพราะฉะนั้น ประเด็นที่เรามีการหยิบยกกันขึ้นมาบอกว่าตัวแผนปฏิบัติการนี้ล้มเหลวก็ดี ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องทำก็ดีนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องซึ่งเราพูดโดยปิดบัง บิดเบือนข้อเท็จจริงและพยายามที่ทำ ให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดเพียงเพราะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ผมขอเรียน ท่านประธานครับว่ากรณีของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่เป็นรายงานเข้าสภานั้น ความจริงแล้ว มันมีประเด็นที่ควรจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมเท่านั้นเองครับว่าหลังจากเรามีแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็งไปแล้ว มันมีประสบการณ์อะไรที่ทิ้งไว้สำหรับรัฐบาลชุดต่อไปที่จำเป็นจะต้อง ศึกษาว่าเมื่อเราเผชิญกับภาวะผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเช่นนั้น อะไรคือจุดดี จุดอ่อนของไทยเข้มแข็งที่สมควรปรับปรุงเพื่อนำไปสู่การจัดทำเป็นนโยบายของรัฐบาล ชุดต่อไป เพราะว่าในรัฐบาลทุกรัฐบาลนั้นนโยบายที่ทำไปครับ เน้นเพื่อที่จะให้มีประโยชน์ กับพี่น้องกับประชาชนทั้งสิ้น ถ้าไม่มีกรณีของผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีของไทยเข้มแข็ง ก็เช่นเดียวกันครับ ก็ควรที่จะต้องมีการศึกษาถึงข้อดี ข้อเสีย ซึ่งหลายหน่วยงานที่มีการหยิบ ยกขึ้นมาศึกษานั้นก็เป็นที่ยอมรับกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งทำให้เกิดผลดีเกิดขึ้นจริง ๆ ตัวเลขที่ผมยกตั้งแต่ต้น เช่น คนว่างงาน ซึ่งประเมินว่าปลายปี ๒๕๕๒ จะต้องว่างเป็นล้านคนนั้น ด้วยแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็งตัวเลขคนว่างงานในตอนปลายปีลดลงครับ เหลืออยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วตัวเลขนี้รักษาระดับต่อเนื่องมาอีก ๑-๒ ปีต่อมา นี่ต่างหากครับ คือสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นกับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน
ในประการที่ ๒ ในตัวพระราชกำหนดการกู้เงินนั้น ต่อเนื่องจากเรื่อง ไทยเข้มแข็งรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็มีการออกเป็นตัวพระราชกำหนดเงินกู้ออกมาด้วย อย่างน้อยท่านออก พ.ร.ก. มาถึง ๔ ฉบับ ประเด็นที่จะต้องเทียบเคียงต่อไปก็คือว่า เมื่อมีรายงานของไทยเข้มแข็งออกมา ท่านวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ อีกไม่นานครับ ก็จะต้องมี รายงานการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนดเงินกู้ของรัฐบาลชุดปัจจุบันออกมาเช่นเดียวกัน ท่านต้องระมัดระวังตั้งแต่ตอนนี้นะครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราทวงถามข้อเท็จจริงไป ยังไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ว่าทำอะไร ที่ไหน โครงการอะไร มีแต่ตัวเลข ทำให้มีการของบประมาณ วันนี้เริ่มมีการพูดกันแล้วนะครับว่า หัก ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากส่วนกลาง ที่เหลือท้องถิ่น ไปจัดการกันเอา นี่คือสิ่งที่มีการพูดจากันในตัวเงินกู้ที่ท่านกำลังดูแลในขณะนี้ ตัวไทยเข้มแข็ง ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนออกมาแล้ว ถ้าตรงไหนมีกรณีทุจริตจริงครับ นำไป ป.ป.ช. ได้ แล้วขณะนี้มีบางโครงการตรวจสอบแล้ว และมีผลออกมาแล้วด้วย แต่ตัวที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ น่าจะหนักกว่าเงินที่ใช้ โครงการที่ไม่มีอะไรที่เป็นรายละเอียดชัดเจนเลย เทียบเคียง ๒ โครงการนี้ครับ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็น่าที่จะมีการกลับไปทบทวนของตัวเองด้วย เพราะถ้า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ส่วนกลาง ปลายทางไม่รู้เท่าไร เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนท่านประธานครับว่า ในการพิจารณาตัวรายงานฉบับนี้ก็อยากจะให้มีการพูดถึงรายละเอียดของข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น และอยากจะให้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นมันได้ปรากฏ เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจนครับ