สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๘ มีนาคม ๒๕๕๕

มนพร เจริญศรี เสนอแนะว่าภาครัฐควรสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านวิถีทางของภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น จัดระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งและเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและลดภาระหนี้สาธารณะ

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอให้ความเห็นต่อรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง พ.ศ. ๒๕๕๒ ท่านประธานคะ ดิฉันมีมุมมองที่ แตกต่างจากผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่าน ดิฉันมีมุมมองถึงการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มของสำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะประมาณว่าถ้าแผนการก่อหนี้เพิ่มประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงสุด ๕๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๕ และแนวโน้มของ หนี้สาธารณะได้มีผลต่อจีดีพี ที่จะเกิดขึ้นกรณีการลงทุนของเอสพี ๒ (SP2) และแนวโน้มของ หนี้สาธารณะจะส่งผลต่อจีดีพี ที่สูงสุดในระดับร้อยละ ๖๐.๘ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี ๒๕๕๖ นอกจากนั้นยังมีงบลงทุนโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ๓ ปี ในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ถึง ๒๕๕๕ วงเงินงบประมาณประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะพบว่าต้นทุนเหล่านี้ได้กลายเป็นหนี้สาธารณะในอนาคตจากนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องจ่ายคืนอย่างแน่นอน ในอดีตที่ผ่านมาค่ะท่านประธาน ไม่เคยมี รัฐบาลที่สามารถจ่ายหนี้คืนเหล่านี้ได้ ในที่สุดภาระเหล่านี้ก็จะตกเป็นภาระของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ ในบางโครงการในระยะสั้นนั่นหมายถึงเอสพี ๑ (SP1) นั้น ได้ประสบความล้มเหลวในการบริหารจัดการ เพราะโครงการเหล่านั้นไม่มีความโปร่งใส ขาดกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและชัดเจน เช่น โครงการการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาล เมื่อรัฐบาลได้โอนเงินไป ก็ปรากฏว่าไม่ได้ใช้เงินของผู้สูงอายุเหล่านั้นไปจ่ายกลับเอาเงินเหล่านั้นไปใช้จ่ายในโครงการอื่น จึงทำให้ภาระของผู้สูงอายุนั้นมีความยากลำบากและเดือดร้อน ต่อมาวันนี้ค่ะ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ได้รับทราบปัญหานี้เราจึงได้ตั้งงบประมาณเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุไว้คนละส่วน โดยไม่ได้เอาเงินงบประมาณก้อนนี้ไปรวมไว้ในเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ที่อุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มค่าครองชีพเบี้ยผู้สูงอายุ ตามขั้นบันได เช่น ๖๐ ปี ๖๐๐ บาท ๗๐ ปี ๗๐๐ บาท ๘๐ ปี ๘๐๐ บาท ๙๐ ปีขึ้นไป ๑,๐๐๐ บาท นี่คือความจริงใจของรัฐบาลที่มีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่ใช่เพียง การตั้งโครงการเพื่อประชานิยมหรือเพียงเพื่อต้องการสร้างฐานคะแนนเสียงเตรียมไว้ ในการเลือกตั้งเพียงเท่านั้น งบประมาณเหล่านี้ได้ถูกหว่านออกไปโดยไม่เกิดประโยชน์ เท่าที่ควร งบประมาณในส่วนน้อย ๆ หรือราว ๆ ประมาณ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะ ที่ถูกนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน เช่น นโยบายจ่ายเช็ค ๒,๐๐๐ บาทช่วยชาติ นโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี นโยบายเงินอุดหนุนอาสาสมัครสาธารณสุขหรือ อสม. ที่อาจลงไป ในระบบเพื่อกระตุ้นรายจ่ายภายในครัวเรือน แต่ปรากฏว่าชนชั้นกลางไปจนถึงชนชั้นล่างไม่มี ผลสัมฤทธิ์หรือไม่สามารถประสบผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แต่อย่างใด ท่านประธานคะ โครงการบางโครงการหรือโครงการส่วนใหญ่ได้มีการแก้ไขปัญหาที่ ปลายเหตุมากกว่าที่จะไปแก้ไขปัญหาสาเหตุอย่างแท้จริงซึ่งสุดท้ายเสมือนว่าเอางบประมาณ เหล่านั้นไปละลายแม่น้ำ เช่น โครงการการจัดการบริหารน้ำซึ่งใช้เม็ดเงินโครงการไปถึง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ โดยคาดหวังว่าจะสามารถใช้เงินงบประมาณเหล่านี้ไปช่วยผันน้ำจากเขื่อน เข้าสู่ไร่นาเกษตรกรโดยตรง แต่ถึงกระนั้นค่ะ ในปลายปีงบประมาณ ๒๕๕๓ กลับประสบปัญหา อุทกภัย นั่นก็คือน้ำท่วมมหาศาล แล้วนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งค่ะที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์จะต้องกู้เงินอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ท่านประธานคะ การแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุดังกล่าวแทนที่รัฐบาลขณะนั้นจะนำเม็ดเงินมาแก้ปัญหาสินค้า ทางการเกษตรตกต่ำเนื่องจากมีปริมาณสินค้ามากกว่าความต้องการที่ซื้อจริง ซึ่งทางออกของ ปัญหาก็คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรที่มีราคาสูงขึ้นซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้การวิจัย การตลาด เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์แทนที่จะเป็นปริมาณน้ำซึ่งเป็นปัญหาสำหรับ บางพื้นที่ของทางการเกษตรเพียงเท่านั้น โครงการจัดการน้ำที่จัดสรรลงไปที่มากถึง ๑๗ เปอร์เซ็นต์จึงล้มเหลวค่ะ นอกจากนั้นยังมีโครงการต้นกล้าอาชีพที่ล้มเหลวอีกเช่นกัน นั่นก็เพราะโครงการต้นกล้าอาชีพเป็นเพียงความต้องการที่ต้องการเบี้ยหรือว่าเงินค่าตอบแทน ในการฝึกงานเท่านั้น โครงการดังกล่าวไม่สามารถเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าหลังจากมีการฝึก อาชีพแล้วประชาชนจะสามารถดำเนินธุรกิจของตนเองได้หรือไม่ หรือเมื่อลงทุนตามอาชีพ ที่ตนเองไปฝึกแล้ว ธุรกิจดังกล่าวจะไปรอดหรือไม่ นี่ก็เป็นอีก ๑ โครงการค่ะ จากปัญหา ทั้งมวลค่ะท่านประธาน จะเห็นว่าการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้เกิดปัญหาและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยดิฉันจะขอสรุปให้เป็นประเด็นแล้วก็ เป็นข้อดังนี้ค่ะ นั่นก็คือปัญหาและแผนงานถูกจัดไว้อย่างกระจัดกระจายและกระจุกตัวอยู่ ในเศรษฐกิจตัวเมืองทิศทางของแผนเอสพี ๒ มุ่งเน้นไปในทางด้านการขนส่ง ชลประทาน พลังงานและการศึกษาไม่ได้มาจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างแท้จริง

ข้อที่ ๒ เป็นการขาดความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาระยะยาวเพราะมาตรการ ต่าง ๆ ที่ออกมาล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าในระยะสั้นเอสพี ๑ โครงการ แต่ละโครงการไม่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนทั้งที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว รวมทั้ง ขาดการประชาสัมพันธ์ว่าการทุ่มเงินงบประมาณลงไปในแต่ละโครงการนั้นจะสะท้อน ให้ประชาชนได้เห็นอย่างไรว่าเขาจะยืนอยู่ได้อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้แล้วก็ ควรจะมีระบบการตรวจสอบการทุจริตอย่างเป็นระบบ แล้วไม่เห็นเลยค่ะว่ามาตรการ ที่ชัดเจนในการหาเงินเข้าประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้เกิดกระแสเปรียบเทียบ ตลอดเวลาค่ะว่าระหว่างรัฐบาลอภิสิทธิ์กับรัฐบาลท่านทักษิณ ชินวัตร ของการทำงานจนเกิด กระแสที่บอกว่าทำไมจะต้องมีการเปรียบเทียบในภาวะผู้นำของ ๒ ท่านเหล่านี้ นั่นก็คือ ความเชื่อมั่นถดถอยลงค่ะ

ในประเด็นที่ ๓ มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของเอสพี ๑ และเอสพี ๒ นั้น เน้นเป้าหมายที่ผ่านตัวชี้วัด นั่นก็คือจีดีพี เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อการขยายตัวของ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศเท่านั้น ในที่สุดก็ไม่พ้นวังวนเดิม ๆ ตลอดช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกประสบวิกฤติถดถอย เกิดการหดตัวของตลาดและนั่นก็คือจะส่งผลโดยตรง อย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของไทยที่พึ่งพิง พึ่งพาภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ประการสุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเสนอให้ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสสนับสนุนเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ ผ่านวิถีทางของ ภูมิปัญญาชาวบ้านหันมามองเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะการจัดระบบสหกรณ์ ที่เข้มแข็ง มีอำนาจในการต่อรองในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต การขนส่ง การกำหนดราคา สินค้า และการเข้าถึงแหล่งทุน ดังเช่นรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้เพิ่ม เงินกองทุนหมู่บ้านจากหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นหมู่บ้านละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ได้จัดสรรเงินกองทุนเอสเอ็มแอลขนาดเล็ก ๓๐๐,๐๐๐ บาท ขนาดกลาง ๔๐๐,๐๐๐ บาท และขนาดใหญ่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท นั่นก็รวมไปถึงเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี นั่นย่อมแสดง ให้เห็นว่าประชาชน ๑ เสียงเท่ากันเขามีสิทธิที่จะเข้าไปถึงแหล่งทุน มีสิทธิที่จะใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพคะ ไม่ว่าสถานะของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะอยู่ในสถานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล พวกเรามาจากพี่น้องประชาชน ดิฉันเองในฐานะ ส.ส. ซีกรัฐบาลดิฉันก็อยากจะเห็นการทำงานของคณะรัฐมนตรีได้มีโอกาส ใช้เงินงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ นั่นก็คือจะทำให้ประเทศของเรามีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต ขอบคุณค่ะ