สรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตราพระราชกฤษฎีกาและผลการดำเนินตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ และหารือเรื่องแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พ.ร.ก. ฉบับ 2552 ที่นำเงิน 400,000 ล้านบาทมากระตุ้นเศรษฐกิจ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการอภิปรายรายงานการกู้เงินตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ อีกทั้งในเรื่องของรายงานการดำเนิน ผลตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะนั้น ผมก็จะขออภิปรายแล้วก็ตั้งข้อสังเกต แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนแล้วก็เพื่อนสมาชิกแห่งนี้ ว่าถึงความจำเป็น เท้าความไปถึงความเร่งด่วนของการตรา พ.ร.ก. ฉบับนั้น ผมคิดว่าเพื่อน สมาชิกทุกท่านก็คงจะจำได้นะครับ สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็บริหารราชการนั้น สมัยนั้นท่านเริ่มเข้ามาก็คือในช่วงของปลายปี ๒๕๕๑ ตอนนั้นมีวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกนะครับ แล้วก็เป็นหลักฐานปรากฏชัด การขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศเราในสมัยที่ท่าน เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นนี่ ในไตรมาส ๔ หรือไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๕๑ นั้นเศรษฐกิจ เราหดตัวถึง ๔.๒ เปอร์เซ็นต์
ต่อมาในไตรมาส ๑ ในปีถัดไปก็คือปี ๒๕๕๒ หดตัวหนักลงไปอีกครับ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก แล้วก็ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะ ประเทศไทยประเทศเดียว ลุกลามมาจากสหรัฐอเมริกา ลามมาถึงภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มาถึงภาคเอเชียของเรา แล้วก็ผลกระทบต่อภูมิภาคเรานั้นเราก็ได้รับผลกระทบทุกประเทศ ไปนะครับ สำหรับประเทศไทยนั้น ณ เวลานั้นมีผู้ตกงานถึง ๗๐๐,๐๐๐ คน นั่นก็เป็นเหตุผล ของความจำเป็นเร่งด่วนที่เราอาจจะต้องรีบตรา พ.ร.ก. ในการกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนั้น พ.ร.ก. นี้ถูกตราขึ้นในไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๕๒ แล้วก็ ได้ออกแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งขึ้นมา แต่ที่ผมเรียนท่านประธานเพราะว่าแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข้งนั้นไม่ใช่มีเฉพาะ พ.ร.ก. ฉบับนี้ฉบับเดียวนะครับ ยังมีการนำเงินงบประมาณ จากส่วนอื่นมาใช้เพิ่มเติมด้วย สำหรับ พ.ร.ก. ที่ตราขึ้นมาในไตรมาส ๒ ก็คือ พ.ร.ก. ที่เรากำลังอภิปรายแล้วก็มีการรายงานผลกันอยู่ตอนนี้ วงเงินทั้งหมดที่ขอไปตอนนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจริงครับ แต่ถ้าเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ไม่ได้นำไปใช้ทั้งหมด เพราะว่าใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกันที่นำไปชดใช้เงินคงคลัง อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเราก็มีโครงการมีรูปแบบของการใช้เงินมานำเสนอต่อสภา แล้วในที่สุดก็ผ่านสภาในสมัยนั้น ผมได้ยินเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าโครงการ ไทยเข้มแข็งนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้จริง หรือไม่ ผมก็ต้องเรียนว่าผลก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าโครงการไทยเข้มแข็งไม่เฉพาะ พ.ร.ก. ฉบับนี้เท่านั้น ยังมีงบประมาณส่วนอื่นที่นำออกมาใช้ด้วยนี่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ฐานะของประเทศดีขึ้นจริงครับ มาดูตัวเลขนะครับ หลังจากตรา พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง มาแล้วในไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๕๒ ไตรมาส ๓ ครับ เศรษฐกิจเราก็หดตัวลดลง จากที่ลบ ๗.๑ ลบ ๔.๙ พอมาถึงไตรมาส ๓ เราก็กลายเป็นลด ๒.๗ แล้วก็มาผงกหัวขึ้นในไตรมาส ๔ ซึ่งบวกถึง ๕.๘ นะครับ ยิ่งไปกว่านั้นนะครับ ในปี ๒๕๕๓ ผลก็สืบเนื่องมาเรื่อย ๆ ทำให้ ในปี ๒๕๕๓ นั้นเศรษฐกิจในประเทศเราขยายตัวถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ และเป็นอัตราที่สูงมากนะครับ ต่างประเทศในภูมิภาคเดียวกันก็ยอมรับเพราะว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตอนนั้น ก็มีคำถามครับว่าที่ขยายตัวได้ ๗.๘ เปอร์เซ็นต์สูงสุดในภูมิภาคเอเชียนั้นมันมีผลในเรื่องอื่น เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ตอนนั้นกระทรวงการคลังก็ดีนะครับ สำนักเศรษฐกิจการคลังก็ดีหรือว่า สำนักบริหารหนี้สาธารณะก็ดี รวมทั้งสภาพัฒน์ก็ได้วิเคราะห์แล้วก็ได้ดูมาแล้วปรากฏว่าผลของ เศรษฐกิจที่ขยายตัวถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์นั้นโครงการ โครงการไทยเข้มแข็งของเรามีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ขนาดนั้น ที่พูดอย่างนั้น เพราะว่าจริง ๆ พวกเราทุกคนที่ดูในด้านเศรษฐกิจก็พอจะทราบนะครับว่าเศรษฐกิจ ในประเทศไทยของเราพึ่งการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยที่การส่งออกในปี ๒๕๕๒ ก็ดี หรือต้นปี ๒๕๕๓ ก็ดี ตอนนั้นยับติดลบอยู่เลยครับ พูดง่าย ๆ ว่าสถานการณ์ในทั่วโลก ของเรายังไม่ค่อยดี ยังติดลบอยู่ แต่ด้วย พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง แล้วก็แผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็งทั้งระบบ ก็สามารถดึงให้เศรษฐกิจขึ้นมาสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียได้ มีการพูดนะครับ ว่างบประมาณได้ถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่ มีการกระจายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ แผนการไทยเข้มแข็งทั้งหมดครับ มีอยู่ด้วยกันหลายต่อหลายชิ้น แล้วก็หลายต่อหลาย โครงการ แล้วก็แต่ละโครงการได้ยังประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมากมาย เช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานคงจำได้ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ฮือฮามาก เราแจกเช็ค ไปทั้งหมด ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี มีน้อง ๆ หนู ๆ พี่น้องประชาชน ในวัยเยาวชนได้รับผลประโยชน์ของโครงการนี้ถึง ๑๒ ล้านคน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็เป็นการริเริ่ม ของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีผู้สูงอายุได้รับไปถึง ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน เบี้ยเลี้ยง อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขก็ได้รับไปถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และยังมีในเรื่องของโครงการ รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ไฟฟ้าฟรี ประปาฟรี อันนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ รับไปอีกเหนาะ ๆ ๓๐ ล้านคน แน่นอนที่สุดนะครับ ในบรรดาผู้ที่ได้รับอานิสงส์หรือได้รับบูรณาประการจาก แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง บางท่านก็อาจจะไม่ได้รับโครงการเดียวอาจจะมีตัวเลขที่ทับซ้อนกันบ้าง แต่ผมเรียนยืนยันกับท่านประธานครับว่าเมื่อบวกตัวเลขรวม ๆ มาทั้งหมดแล้วนี่ อย่างน้อย พี่น้องประชาชนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยเข้มแข็งนี้ อันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจครับว่าทำไมโครงการไทยเข้มแข็งถึงได้ประสบความสำเร็จแล้วก็ สามารถดึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยของเราตั้งแต่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ามา รับตำแหน่งนี่ตอนนั้นติดลบอยู่นะครับ พอไทยเข้มแข็งออกมาสัมฤทธิผลเต็มที่ในปี ๒๕๕๓ กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเราโตเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย คิดว่าไม่น่าเป็นข้อกังขานะครับว่าโครงการไทยเข้มแข็งนี้มีประโยชน์หรือไม่ ส่วนในเรื่องการ อภิปรายในรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ในเรื่องอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือผมคิดว่า ท่านผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเขาก็คงจะตอบได้ในรายละเอียด แล้วก็ถ้าดู ในรายงานนี้นะครับ ก็เหมือนกับงบประมาณในปีก่อน ๆ หน้าของทุกยุคทุกสมัยแน่นอนที่สุดครับ มันก็จะต้องมีส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย ผมก็ขอโอกาสนี้เรียนท่านผู้แทนทางกระทรวงการคลัง ท่านผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์ของโครงการไทยเข้มแข็ง เรานั้นเราเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็ฟื้นฐานะเศรษฐกิจในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เป็นหลัก และถ้าหากว่าถึงเวลานี้แล้วเกิดว่าไม่มีความจำเป็นในโครงการใดโครงการหนึ่ง หรือว่าไม่เหมาะกับยุคสมัยแล้วก็ไม่มีปัญหาครับ เป็นการบริหารการคลังที่เหมาะสม ประหยัดเงินได้ก็ประหยัด แต่ว่าก็ต้องดูที่เหมาะสมที่จะประหยัดจริง ๆ สำหรับรายงานในการกู้เงินการบริหารหนี้ สาธารณะที่ได้นำเสนอมาก็มีข้อสังเกตหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน แต่ว่าข้อสังเกตหลักของ ผมก็คือว่า ตอนที่รัฐบาลชุดท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตรา พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนั้น ก็มีเพื่อน สมาชิกหลายต่อหลายท่านก็มีข้อกล่าวหาต่าง ๆ บอกว่าเก่งแต่กู้บ้าง บางท่านก็บอกว่า หารายได้ไม่เป็น เอาแต่กู้บ้าง แล้วเราก็ได้พยายามอธิบายถึงเหตุผลหรือความจำเป็นในการ กู้เงินในยุคสมัยนั้น แต่ก็แน่นอนที่สุดครับ มีการสร้างกระแสต่าง ๆ ว่ารัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เก่งแต่กู้ ทีนี้พอมาดูรายงานบริหารหนี้สาธารณะแล้วนี่ ถึงเวลานี้ผมคิดว่าเราก็ควรที่จะต้อง นำข้อเท็จจริงมาพูดกัน ตอนที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามารับตำแหน่งนั้น หนี้สาธารณะ ของประเทศไทยเรานั้นอยู่ที่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมระหว่าง ประเทศ บริหารมา ๒ ปีเศษครับ ในปี ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลท่านชุดนี้ที่เพิ่งเข้ามาบริหารนั้น ท่านทราบไหมครับว่า หนี้สาธารณะของเราไปอยู่ที่ลำดับไหน ในขณะที่มีการสร้างกระแสบอกว่า รัฐบาลที่แล้วเก่งแต่กู้บ้าง เป็นแต่สร้างหนี้บ้าง แต่ข้อเท็จจริงมันสวนกันครับ เพราะว่า ตลอดเวลาที่เราบริหารมา ๒ ปีกว่า กู้จริงครับ แต่ก็มีการชดใช้หนี้ด้วย แล้วก็ตัวเลข หนี้สาธารณะในปี ๒๕๕๔ นั้น ลดลงจากตอนที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารเหลือ ๔๑ เปอร์เซ็นต์เศษ สรุปง่าย ๆ นะครับ ตอนที่ท่านเข้ามา ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ตอนที่ท่านออก ๔๑ เปอร์เซ็นต์เศษ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เราส่งมอบประเทศ ให้กับรัฐบาลชุดนี้ในสภาพที่ดี ในสภาพที่เยี่ยมยอดครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาระหนี้สาธารณะ หรือระดับหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพีก็ลดลง ที่จริงถ้าจะพูดไปถึงการบริหารหนี้สาธารณะนั้น มันก็มีความพยายามของ รัฐบาลชุดที่แล้วในการที่จะลดนะครับ ที่ตรางบประมาณกลางปีในปี ๒๕๕๔ อันนั้นก็เป็น ข้อเท็จจริงที่ต้องนำมาพูดกัน ถ้าท่านประธานยังจำได้นะครับ ในปี ๒๕๕๔ ในช่วงประมาณต้นปี รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีการตราพระราชบัญญัติงบประมาณกลางปีขึ้นมา ๑๐๐,๐๐๐๐ ล้านบาท ที่ว่า ๑๐๐,๐๐๐๐ ล้านบาทนั้นนี่ เราไม่ได้นำไปใช้จ่ายทั้งหมดนะครับ ใช้จ่ายเพียง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น อีก ๘๔,๐๐๐๐ ล้านบาทนั้น ได้นำเงินนี้ไปใช้ กลับคืนเงินคงคลัง อันนี้ผมถือว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างมากครับ แล้วก็ในบรรดา ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทที่นำไปใช้เงินคงคลังนั้นมีถึง ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทของเงินคงคลังที่นำไป ชำระหนี้ก่อนกำหนดครับ ผมคิดว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างสง่างามของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าถ้ารัฐบาลยุคก่อนเห็นแก่ตัวนะครับ ไม่คิดที่จะ ชดใช้หนี้ก่อนกำหนด หรือพอมีเงินที่เก็บได้จากการเก็บภาษีมากขึ้นเกินเป้าแล้วนี่ เราก็ สามารถที่จะตราพระราชบัญญัติที่นำไปใช้จ่ายได้ทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่าเอาเงินไปใช้ ในโครงการของรัฐบาล หรือคิดสร้างโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา แต่เราไม่ทำครับ ในทางกลับกัน เรานำเงินถึง ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้หนี้ก่อนกำหนด ตอนนั้นไม่ทราบหรอกครับว่าหลังจากการเลือกตั้งแล้วจะเป็นรัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหาร แต่เราก็แสดงความรับผิดชอบในระยะยาว เราไม่คิดหรอกครับว่าเราจะได้กลับมาหรือใคร จะได้กลับมา หรือใครจะเป็นรัฐบาล แต่เราคิดในเรื่องของผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ใช้หนี้ไปตอนนั้น ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นอานิสงส์มาถึงรัฐบาลชุดต่อไปซึ่งก็เป็นรัฐบาลชุดนี้ มิฉะนั้นหนี้ก้อนนั้นก็ยังกองอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ แล้วผมคิดว่าในการตราพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๕ รัฐบาลชุดนี้ก็ย่อมที่จะมีภาระมากขึ้น ก็ขอเรียน ท่านประธานนะครับว่าท้ายที่สุดแล้วจากข้อกล่าวหาต่าง ๆ ว่ารัฐบาลชุดที่แล้วมีแต่กู้บ้าง เก่งแต่กู้บ้าง แต่ผลสุดท้ายระดับหนี้สาธารณะพอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ลดลงกว่าตอนที่ท่านอภิสิทธิ์ เข้ามาบริหาร แถมยังมีการใช้หนี้ก่อนกำหนดเพื่อที่จะลดภาระกับรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป เพราะว่ารัฐบาลชุดก่อนเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว อันนี้ก็เป็นข้อสังเกต ของผมในการรายงานของทั้ง พ.ร.ก. แล้วก็ พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับที่ได้นำเสนอสภามานะครับ แล้วก็ฝากเรียนท่านผู้ชี้แจงแล้วก็ผู้แทนจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะครับว่าอย่างไรเสีย ก็ช่วยดูระดับหนี้สาธารณะให้ดีนะครับ รวมทั้งในเรื่องของในเมื่อภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่อยู่กับกระทรวงการคลังแล้ว ผมคิดว่าท่านก็มีโอกาสที่จะ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะของเราได้อยู่ในระดับที่มั่นคงมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมี โครงการต่าง ๆ ที่ใช้เงินมากมาย แต่ว่าผมก็ต้องฝากสำหรับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะให้ บริหารหนี้ให้ดีนะครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ