อลงกรณ์ พลบุตร อภิปรายพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อฟื้นฟูระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรีตอบข้อซักถามเพื่อความกระจ่างก่อนลงมติ พร้อมทั้งหารือเรื่องเงินนอกงบประมาณโดยเน้นย้ำถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ความโปร่งใส และความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในการฟื้นฟูประเทศจากมหาอุทกภัย รวมถึงเสนอแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมเพื่อจัดการน้ำท่วม โดยเน้นการจัดทำฟลัดเวย์ ฟลัด ไดเวอร์ชัน ชาแนล และถนน อาคาร เพื่อรับน้ำหลากจากแม่น้ำป่าสักและเจ้าพระยาไปทางตะวันออก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในการระบายน้ำที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เข้าในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายอย่างรุนแรงในภาคกลางตอนบนและพื้นที่เศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี กระผม ขอถือโอกาสนี้ในการอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวาง ระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พุทธศักราช ๒๕๕๕ ควบคู่ไปกับการ พิจารณาพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พุทธศักราช ๒๕๕๕ โดยที่รัฐบาลได้ให้ เหตุผลถึงความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชกำหนดในการบังคับใช้ ซึ่งใน ๒ ฉบับดังกล่าวนั้น ฉบับหนึ่งเรียกสั้น ๆ ก็คือ พ.ร.ก. กู้เงินน้ำท่วม อีกฉบับหนึ่งก็เป็น พ.ร.ก. โอนหนี้เพื่อช่วยน้ำท่วม กระผมจะให้น้ำหนักของการอภิปรายจากนี้ไปในเรื่องพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม เป็นสำคัญ แต่ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามีหลายคำถามทีเดียวที่มีความประสงค์จะให้ คณะรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบข้อซักถามเพื่อความกระจ่างก่อนที่จะมีการลงมติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งที่กระผมได้อภิปรายในช่วงของการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๕ ที่ทางรัฐบาลได้เสนอเป็นพระราชบัญญัติสู่สภาผู้แทนราษฎร ผมได้ตั้งฉายา กฎหมายการเงินฉบับนั้นว่าเป็น พ.ร.บ. หนี้ท่วม เพราะทราบดีว่าภายใต้สถานการณ์ มหาอุทกภัยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศนี้ต้องการเงินในการที่จะต้องไปป้องกัน เยียวยา ฟื้นฟู ทั้งก่อน ระหว่างและภายหลังอุทกภัยดังกล่าว ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ตาม เพียงแต่ว่า เราจะได้เงินมาอย่างไรที่จะนำมาใช้จ่ายในการบริหารโครงการต่าง ๆ
๑. ก็คือโดยพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งก็ได้ ขอความเห็นชอบไปแล้ว และอยู่ระหว่างการบริหารงบประมาณดังกล่าว
๒. ก็คืองบประมาณในปีต่อไป คือปี ๒๕๕๖ ซึ่งรัฐบาลก็กำลังดำเนินการอยู่ ในขณะนี้ และ
๓. ก็คือเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินกู้ ความเกี่ยวโยง โยงใยระหว่าง ๒ พระราชกำหนดดังกล่าวนั้น ก็คือการที่รัฐบาลนั้นต้องการที่จะปลดเปลื้องภาระการจ่ายดอกเบี้ย ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปีที่เป็นภาระของงบประมาณ จึงได้ตราพระราชกำหนดมาเสนอต่อสภา โดยหวังว่าเงิน ดังกล่าวนั้นจะนำมาใช้จ่ายโดยเฉพาะในส่วนของการแก้ไขเยียวยาฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัย อันอาจจะเกิดขึ้นในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป พร้อมกับให้เหตุผลว่าเงินดังกล่าวนั้นในงบประมาณยังไม่พอก็จำเป็นที่จะต้องใช้เงินกู้โดยตรา พระราชกำหนดขออำนาจให้กระทรวงการคลังกู้เงินมา ในการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานนี้ เป็นต้นมานั้นเราจะได้ยินคำว่าการตีเช็คเปล่าบ้าง การเรียกร้องให้เห็นถึงรายการโครงการ แผนงานที่ชัดเจนที่จะขออนุมัติเงินกู้ในเพดาน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราได้ฟังถึงความ ไม่แน่ใจต่อความสามารถในการบริหารจัดการที่จะสามารถนำเงินดังกล่าวนั้นไปใช้ได้ สอดคล้องต่อวัตถุประสงค์ และล่าสุดเมื่อสักครู่ก็คือความข้องใจในเรื่องของความโปร่งใส ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) โดยเฉพาะในภาวะเร่งรีบอาจจะมีการใช้ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษหรือกรณีพิเศษ ซึ่งจะทำให้เกิดการรั่วไหลและเป็นช่องว่างช่องโหว่ ในการคอร์รัปชันความจริงผมต้องเรียนท่านประธานว่ากฎหมายการเงินดังกล่าวนั้น ก็เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินกู้และเงินในงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกด้วย ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็น ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีความหมายหรือไม่อยู่ที่ผลสัมฤทธิ์ของความตั้งใจที่รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะร่วมรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นความรุนแรง และก่อให้เกิดความเสียหายหลายล้านล้านบาท ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และโอกาส ในอนาคตของประเทศนี้ นั่นหมายถึงความเชื่อมั่นว่าแผนงานโครงการต่าง ๆ นั้น จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหน และรวมไปถึงการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งถึงความสามารถ ของรัฐบาลที่เป็นข้อสงสัยอย่างยิ่งต่อความสามารถในการบริหารจัดการและการรับมือ ของอุทกภัยในปีที่ผ่านมา ท่านประธานคงทราบว่าภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าวนั้น รัฐบาลได้มีการนำเสนอกรอบของการใช้วงเงินดังกล่าว ๖ กรอบด้วยกัน
กรอบที่ ๑ คือแผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศโดยการปลูกป่า สร้างฝายแม้วและอนุรักษ์ดินต้นน้ำของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน และป่าสัก รวมถึงการสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำป่าสัก รวมทั้งสิ้น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าในแผนงานโครงการเหล่านี้จะสามารถ ดำเนินการแล้วเสร็จภายในกรอบเวลาหรือไม่ หรือว่าเพียงแค่มีเงินมากองไว้แล้วก็ไม่สามารถ ที่จะใช้ได้ภายใต้ภาระทางการเงินที่เราจะต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันไม่มีการจัดลำดับ ความสำคัญของแต่ละโครงการให้เห็นชัด อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าในพื้นที่ต้นน้ำในแผนงานที่ ๑ ไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ซึ่งท่านประธานก็คงทราบนะครับว่าในการบริหารจัดการ น้ำท่วมที่ผ่านมานี่มันมีความผิดพลาดตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำต้นน้ำ ในเขื่อนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ที่มีการบริหารจัดการน้ำในการระบายน้ำไม่สอดคล้อง ต่อปริมาณรับน้ำที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องจึงมีการเร่งปล่อยระบายน้ำ เพราะฉะนั้นในพื้นที่ต้นน้ำ เหล่านี้ยังไม่มีการจัดลำดับความสำคัญครับ เป็นแต่การบอกบนแผ่นกระดาษพื้นราบแนวราบ เท่านั้นเองว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ว่าขาดรายละเอียดและที่สำคัญขาดการจัดลำดับ ความสำคัญให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบริหารเงินกู้ แล้วก็สามารถทำให้โครงการ ดังกล่าวนั้นเสร็จทันต่อเป้าหมายระยะสั้นที่วางไว้
ขณะเดียวกันท่านประธานก็จะเห็นว่าในแผนงานที่ ๒ ซึ่งใช้วงเงินสูงที่สุดครับ ใช้วงเงินถึง ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็นแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิม หรือตามแผนที่วางไว้โดยการจัดทำทางน้ำหลากที่เรียกว่าฟลัดเวย์ หรือทางผันน้ำที่เรียกว่า ฟลัด ไดเวอร์ชัน ชาแนล (Flood diversion channel) รวมทั้งถนนและอาคาร องค์ประกอบ เพื่อรับน้ำหลากจากแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางตะวันออกหรือทั้ง ๒ ฝั่ง รวมทั้งการจัดผังการใช้ที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังและปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และคันริมแม่น้ำส่วนที่เหลือ รวมทั้งการยกระดับถนนและทางหลวงเพื่อป้องกันน้ำท่วมใน พื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในเขตกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องเรียนว่าถ้ามองในมุมของแนวทางก็เป็นแนวทางหนึ่ง ที่ไม่มีใครโต้แย้งว่าจำเป็นที่จะต้องมีการทำฟลัดเวย์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสภาพคูคลอง ทั้งคลองธรรมชาติ หรือคลองส่งน้ำระบายน้ำชลประทาน หรือว่าสร้างขึ้นใหม่ เพราะจากต้นน้ำ ที่มาคราวที่แล้ว จากปิง วัง ยม น่าน มาสู่จังหวัดนครสวรรค์เป็นเจ้าพระยานั้นก็เริ่มเข้าสู่ ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดอ่างทองลงมาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงมาจังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม และกรุงเทพมหานครก่อนลงสู่อ่าวไทย ปัญหาที่เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในเรื่องของการระบายน้ำอย่างไม่สอดคล้องต่อ ปริมาณน้ำที่เข้าในพื้นที่ต้นน้ำ เกิดความผิดพลาดในการบริหารการระบายน้ำ จนกระทั่งมี การอภิปราย ท่านประธานคงจำได้ว่ามีการกล่าวหาถึงขั้นที่ว่าฝั่งตะวันออกมีการระบาย ฝั่งตะวันตกไม่มีการระบาย นั่นหมายความว่าน้ำที่มาสู่เจ้าพระยา แล้วก็ออกไปทางท่าจีนนั้น มีการระบายไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่จะต้องดำเนินการ ขณะเดียวกันน้ำที่ไปสู่ฝั่งตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำป่าสัก แล้วก็แม่น้ำลพบุรี ทั้งที่ย้อนกลับเข้ามาที่เจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่งใน พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหรือว่าไปเชื่อมต่อเพื่อระบายออกไปยังแม่น้ำบางปะกง ปรากฏว่าในช่วงที่เกิดภาวะน้ำท่วม เราต้องเอาประสบการณ์จากความผิดพลาดเพื่อมาแก้ไข และหวังว่าจะใช้เงินเม็ดนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่น่าเชื่อนะครับขณะที่น้ำไหลบ่าเข้ามา จากจังหวัดนครสวรรค์แล้วก็ท่วมเข้ามาที่จังหวัดอุทัยธานี ท่าน ส.ส. กุลเดช หรือว่าเทศฯ แป๊ะ นี่ครับ ลงไปลุยน้ำ ไปดู ไปช่วยชาวบ้าน แล้วก็นำท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คือท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมและคณะได้ลงไปดูสภาพของแม่น้ำสะแกกรังที่เข้ามาทบกับ แม่น้ำเจ้าพระยา แต่สิ่งที่เราเห็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งก็คือว่าเมื่อการระบายน้ำอย่างรวดเร็ว เกินกว่าจะรับได้จากตอนเหนือลงมาแล้วนี่ พอเข้าสู่ภาคกลางตอนบนสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ไม่ ระบายออกทั้งปีกซ้ายปีกขวาอย่างมืออาชีพ อย่างที่ควรจะเป็นเหมือนในอดีต ก็ทำให้เขื่อนดิน ที่กั้นฝั่งตะวันออกของภาคกลางพังครับที่เขากระดี่ ที่อยู่ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์มาจังหวัดชัยนาท ตรงนั้นเองที่ปริมาณน้ำมหาศาลได้เทลงไปยังพื้นที่ตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปยัง จังหวัดลพบุรี พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็ท่วม แล้วก็ท่วมอย่างรุนแรง และไม่สามารถควบคุมทิศทาง ปริมาณน้ำได้ แล้วก็เข้ามาสู่พื้นที่อย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ต้องพูดถึงจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทองมาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมจมน้ำกันหมดถึงเอาไม่อยู่ อย่างไรนะครับ ฝั่งตะวันตกเช่นกันในที่สุดแล้วเมื่อมีการกดดันกันมากขึ้นก็ต้องออกทาง แม่น้ำท่าจีนมากขึ้น ออกทางคลองมะขามเฒ่ามากขึ้น และแน่นอนที่สุดครับปริมาณน้ำ จำนวนมากได้อั้นไว้ และทั้งที่แตกและทั้งที่ไปตามแม่น้ำไปทางคลองระบายน้ำในที่สุด ก็ถาโถมเข้าโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรีบางส่วนนะครับ แล้วก็จังหวัดสมุทรสาคร บางส่วน ในขณะที่น้ำเข้ามาจ่ออย่างนั้นท่านประธานเชื่อไหมครับ ซึ่งฝากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศในฐานะอยู่ในคณะรัฐมนตรีไว้ด้วย ไม่ทราบว่าท่านไปจัดการน้ำ อย่างไรนะครับ แต่ว่าท่านมาฟังไว้ก็ถือว่ายังเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี ขณะที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร อดีตนายกรัฐมนตรี ผมเป็นรองหัวหน้าพรรคดูแลภาคกลางก็เดินทางไป ทุกจังหวัดครับ ปรากฏว่าเมื่อเราไปทางซีกของคลองระพีพัฒน์แล้วลงมาสู่คลองประเวศบุรีรมย์ แล้วไปดูคลองที่จะส่งไปยังอำเภอบางปะกงหรือว่าส่งไปทางคลองด่านไม่น่าเชื่อนะครับ น้ำแทบไม่มีเลยครับ ประตูน้ำ ๑๐ บานอย่างน้อยที่จังหวัดสมุทรปราการไม่มีน้ำจะสูบออกครับ พื้นที่อำเภอบางปะกงที่มีประตูน้ำท่าถั่ว ประตูน้ำท่าไข่ที่เป็นจุดปลายสำหรับรับน้ำที่เราจะ ผันออกไปยังอำเภอบางปะกงให้ช่วยรับน้ำบ้าง แทบไม่มีน้ำไปครับ ไปดูที่เขื่อนพระราม ๖ ต้นคลองระพีพัฒน์ก็แทบไม่ได้ปล่อยลงมาทางซีกตะวันออก ตรงจุดนี้ครับ ไม่ว่าเราจะใช้เม็ดเงิน มากแต่ปานใดก็ตาม แต่ถ้าการบริหารจัดการยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากระบบการระบายน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มันก็สูญเปล่าครับ แต่ว่ามันนำมาซึ่งหนี้สิน ภัยพิบัติที่มีต่อประชาชน ครัวเรือน ภาคเอกชน และความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศนี้ต่อไปในการข้างหน้า ซีกตะวันตกแม่น้ำท่าจีนถูกครับ เป็นแม่น้ำที่ผ่านจังหวัดไหนก็เรียกชื่อเปลี่ยนไป ผ่านสุพรรณบุรีก็เป็นแม่น้ำสุพรรณบุรี ผ่านมาที่แถวนครชัยศรีก็เป็นน้ำแม่น้ำนครชัยศรี แล้วก็ไปลงที่จังหวัดสมุทรสาคร ก็คดเคี้ยว ซึ่งตรงนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวได้ทรงเป็นแบบอย่างแล้วนะครับ ที่คลองลัดโพธิ์ สามารถที่จะทำคลองลัดโพธิ์ในพื้นที่แม่น้ำท่าจีนได้ และมีโครงการที่จะทำเจ้าพระยา ๒ ที่จะตัด ทางฝั่งตะวันตก ตะวันออก เพื่อเชื่อมกัน ผมเรียนท่านประธานว่าผมเองได้ขับเรือด้วยตัวเอง ไปดูคลองต่าง ๆ ในซีกของฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นคลองมหาสวัสดิ์ ไม่ว่าจะเป็นคลองภาษีเจริญ ซึ่งเป็นคลองขุดนะครับ คลองชักพระ บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ คลองบางพรม คลองบางเชือกหนัง คลองระมาด ไปดูหมดละครับ เชื่อมโยงไปถึงพุทธมณฑล สิ่งที่ได้เห็นประการหนึ่งก็คือภูมิปัญญาใน ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ ที่มีการตัดคลอง ขุดคลอง เชื่อมโยงจนกระทั่งเรียกว่า เป็นการบริหารจัดการน้ำ เพื่อใช้ในการขนส่ง ใช้เพื่อการชลประทาน ใช้เพื่อการครัวเรือน แต่เมื่อผมได้ไปสำรวจ ภายหลังระหว่างน้ำท่วมและหลังน้ำท่วม ขับเรือไปด้วยตัวเองนะครับ ได้เห็นความเสื่อมโทรม เสื่อมทรุด ขาดการเอาใจใส่ ความจริงตรงนั้นผมเองบอกว่าถ้ารัฐบาลใช้ภูมิปัญญามากกว่านี้ เราจะใช้เงินน้อยกว่านี้ หรือใช้ภูมิปัญญาบวกด้วยงบประมาณหรือเงินกู้ที่ได้ไปเราก็จะได้ผล มากกว่านี้ เช่นในฝั่งตะวันตกมีคลองมากที่ตื้นเขิน มีคลองมากที่ทางตัน ท่านประธานจำได้ ไหมครับ ตอนที่น้ำท่วมมากแล้วกำลังเข้าโจมตีผ่านถนนพระราม ๒ ข้ามไปยังฝั่งเพื่อออกทะเล มีคลองสายหนึ่งที่ตัดจากบางบอน ปรากฏว่ามีตึกหลังหนึ่งขวางอยู่ครับ ทั้งที่เป็นคลองธรรมชาติ แล้วน้ำก็ไปไม่ได้ ก็ท่วมเคหะธนบุรี ๓-๔ โครงการ เต็มไปหมดเลยครับ ผมก็ได้เดินทางไปกับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปดู ตรงนี้ที่อยากจะเรียนว่า กรุงเทพฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่สุดท้ายก่อนที่จะลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร เราเคยได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออกครับ แล้วเวนิสตะวันออกนั้นมีบ่งบอกอยู่แล้วว่าเราอยู่กับน้ำ อยู่กับธรรมชาติ แต่เราทิ้งธรรมชาติมานาน วัดเป็นร้อยวัด บ้านเรือนเป็นหมื่นหลัง แต่วันนี้ หน้าบ้านหันเข้าถนน ไม่ได้ใส่ใจต่อการพัฒนาคูคลองที่เรามีอยู่ ผมเพียงแต่เรียนท่านประธานว่า ประสบการณ์ของประเทศไทย และเรากำลังทำในสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อ ปี ๒๕๕๑ ที่เรียกว่า เป็นซัมเมอร์ ฟลัดย์ ๒๐๐๗ (Summer floods 2007) ของประเทศอังกฤษ จนกระทั่งมีการศึกษาโดย เซอร์ไมเคิล พิทท์ แล้วก็ทำเป็นพิทท์ รีวิว (Pitt Review) นะครับ เป็นรายงาน แล้วก็นำมาสู่การตราเป็นกฎหมายบริหารและจัดการน้ำของประเทศอังกฤษ ในปี ๒๐๑๐ ครับ คล้าย ๆ กับที่เราเสนอพระราชกำหนดแต่ต่างกันตรงที่ว่าเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ว่าพระราชบัญญัติของอังกฤษที่ออกนั้นเขาเอาเรื่องปัญหา แผนงาน โครงการ ยุทธศาสตร์ ทั้งหมดเป็นตัวตั้ง แล้วก็เอาเงินเป็นประเด็นรอง ซึ่งดูประหนึ่งว่าการเสนอตัวพระราชกำหนด ทางการเงินของเราจะต้องกลับหัวกลับหางใหม่นะครับ รัฐบาลยังมีเวลา จากนี้ไปผมเชื่อว่า ถึงอย่างไรก็ตามพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับก็คงจะผ่านเสียงข้างมากไป แต่ที่ฝากไว้ก็คือว่า ขอให้ทางรัฐบาลได้กลับวิธีคิดครับ เหมือนอย่างที่ประเทศอังกฤษเจอมหาอุทกภัยเหมือนกัน รุนแรงในรอบ ๖๐ ปีของเขา แล้วรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติก็เข้าไปมีบทบาทด้วยการ ตรากฎหมาย แต่ตรากฎหมายไม่ใช่เฉพาะการมาขอเงิน แต่เขาได้ให้อำนาจหลายเรื่องเพื่อ จัดการต่อประเด็นที่อาจจะเป็นปัญหาและอุปสรรคของทั้งการระบายน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หรือแม้แต่พื้นที่ที่ต้องการเป็นพื้นที่รับน้ำ โดยให้อำนาจในลักษณะที่ถ้าจำเป็นต้อง กระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ เหมือนในอีก ๔ แผนงาน ท่านประธานขออีก ๒ นาทีแล้วกันนะครับว่าในแผนงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบการ เตือนภัยก็ดี อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่าพื้นที่รับน้ำนอง พื้นที่ชลประทานที่บอกว่าเป็นแก้มลิง อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งแผนบริหารจัดการ ๑๗ ลุ่มน้ำ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็แผนการดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากให้รัฐบาลได้สร้างความชัดเจนนะครับ แล้วก็เปลี่ยนวิธีคิด วิธีบริหารจัดการว่าปัญหา ที่ขัดข้องแล้วก็ผิดพลาดในช่วงที่เรารับมือในช่วงมหาอุทกภัยนั้น ควรจะต้องเอาเรื่องเหล่านี้ เป็นตัวตั้งแล้วก็เอาโซลูชัน (Solution) แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ครบวงจร บูรณาการ ทั้งราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และประชาคม โดยเฉพาะจิตอาสาที่ช่วยเหลือกันมาก ทั้งภาคเอกชนแล้วก็ชุมชนทั้งหลาย หลังจากนั้นก็คือเรื่องของการพิจารณาเม็ดเงิน และต้อง เรียนท่านประธานว่าภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าวรัฐบาลก็จะขอเป็นระยะ ๆ นะครับ ตรงนั้นเราก็จะมาพิจารณากันเป็นระยะ ๆ เหมือนกันว่าคิดถูกหรือคิดผิดอย่างไร แล้วก็ อนุมัติเงินเป็นงวด ๆ นะครับ ก็หวังว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีก็จะปฏิบัติตามนี้ เราจะต้อง ช่วยกันดูแลนะครับ เพราะว่าอนาคตประเทศชาติต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ต้องขอใช้ ภาษาอังกฤษว่า อันพรีดิคเทเบิล (Unpredictable) คือยากที่จะคาดการณ์ วันนี้ภัยแล้ง ๑๘-๑๙ จังหวัดแล้วนะครับ ๑๘-๑๙ จังหวัดเจอภัยแล้ง ขณะที่เรามาของบหลายแสนล้านบาท เพื่อแก้น้ำท่วม ดังนั้นก็คิดว่ารัฐบาลคงจะเข้าใจดีว่าในสถานการณ์ที่ยากต่อการคาดหมายนั้น รัฐบาลก็ต้องจัดลำดับงาน จัดลำดับเงินนะครับ และขออนุมัติสภาโดยการพยายามที่จะให้ รายละเอียดให้มากที่สุด แล้วเราก็จะร่วมกันในการพิจารณา ผมเรียนว่าโดยแท้ที่จริงทราบดี ว่าวัตถุประสงค์ตรงกัน ต้องการแก้ไขและป้องกันในเรื่องของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ว่าวิธีการในลักษณะที่เป็นพระราชกำหนด และเมื่อคำนึงถึงความสามารถในการบริหาร งบประมาณของงบปี ๒๕๕๕ ประกอบกับแผนงานที่ยังขาดความชัดเจนและการจัดลำดับ ความสำคัญ ผมไม่สามารถที่จะยกมือสนับสนุนได้ในวิธีการที่รัฐบาลนำเสนอครับ ขอบคุณครับ