ธนา ชีรวินิจ พูดเรื่องการออกพระราชกำหนด โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่เคารพหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และไม่ให้ความสำคัญในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้สภาแห่งนี้กำลังพิจารณาพระราชกำหนด ๒ ฉบับ มีมูลค่า เงินหลายแสนล้านบาท คือพระราชกำหนดการปรับปรุงบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ และ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความเคารพผมมองไม่เห็น คณะรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ เรื่องของการขออนุมัติให้ความเห็นชอบ พระราชกำหนดและมีวงเงินจำนวนมหาศาลนั้น ผมอยากให้ฝ่ายบริหารได้มีความรับผิดชอบ ต่อสภานี้เช่นเดียวกัน ท่านอาศัยช่องทางในการออกพระราชกำหนด ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ตรวจทานรายละเอียด ของโครงการว่ามีความเหมาะสม จำเป็นหรือไม่ อย่างไร ท่านใช้เวลาเพียงแค่ ๒ วันในการที่จะ ขอความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าฝ่ายบริหารเองกลับไม่ได้ให้ความสำคัญอันนี้ ผมขออนุญาตเรียกร้องไปยังท่านประธานให้คณะรัฐมนตรีได้กรุณาอยู่ในที่ประชุมเพื่อชี้แจง ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลเสนอ พ.ร.ก. ทั้งหมด ๔ ฉบับ ๒ ฉบับผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ส่วนอีก ๒ ฉบับ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เนื่องจากเห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านลุกขึ้นแล้วก็พูดว่าการทำหน้าที่ของ พรรคฝ่ายค้านเป็นการทำให้รัฐบาลเสียเวลาในการที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่ครับท่านประธาน วันนี้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านนั้นเรามีความเป็นห่วงอยู่ ในเรื่องของหลักการของการทำงานของรัฐบาล ท่านประธานดูสิครับ รัฐบาลเสนอ พ.ร.ก. ทั้งหมด ๔ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลสามารถใช้เงินดังกล่าวได้เลย ขณะที่ประกาศใช้พระราชกำหนด เงิน ๑,๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านประธานไปเทียบกับงบประมาณประจำปีซึ่งอยู่ประมาณปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณประจำปีนั้นส่วนหนึ่งประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นงบรายจ่ายประจำ เรามีงบลงทุนเพียงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ก็คือปีละ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันครับท่านประธาน รัฐบาลเสนอ พ.ร.ก. ทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายถึงเกือบเท่ากับ ๓ ปีงบประมาณประจำปีของประเทศไทย และเป็นงบก่อสร้างลงทุนทั้งหมด และถ้ารัฐบาลสามารถใช้ช่องทางในการออกพระราชกำหนด ในลักษณะอย่างนี้เรื่อย ๆ เราก็เป็นห่วงครับว่าสถาบันสภาผู้แทนราษฎรหรือสถาบันรัฐสภานั้น จะสามารถทำหน้าที่ให้เข้มแข็งเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราตีความขอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความเพื่อวินิจฉัยเพื่อให้กรอบการใช้เงิน ของรัฐบาลนั้นอยู่ในวินัยทางการเงินการคลัง ให้มีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดิน ในวันที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เราเสนอ พ.ร.ก. ๑ ฉบับครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ฉบับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีกฉบับหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีตอบชัดเจนครับว่าเรายังมีเวลาที่จะจัดทำรายละเอียดในขณะที่ พ.ร.ก. ฉบับแรกสามารถดำเนินการไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กระทบ กับระบบเศรษฐกิจที่มีปัญหาในประเทศสหรัฐอเมริกา วันนั้นเราเลือกใช้อีกช่องทางหนึ่ง ก็คือออก พ.ร.บ. ไปควบคู่กัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าวันนั้นพรรครัฐบาล ในวันนี้ยื่นตีความศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกัน พวกเราไม่ได้ออกมาติติงต่อว่าพรรคฝ่ายค้าน ในสมัยนั้นเลยครับว่ามาเป็นการถ่วงการทำหน้าที่ของรัฐบาล เพราะเราทราบกันดีครับว่า การทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัตินั้นหน้าที่อย่างหนึ่ง ก็คือการตรวจสอบการบริหารราชการ แผ่นดินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เราไม่ได้เรียกร้องเลยครับ เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า พ.ร.ก. ที่เราออกชอบด้วยกฎหมาย เราไม่ได้เรียกร้องว่าต้องรับผิดชอบ เพราะนั่นถือว่า เป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ที่พิจารณาในวันนี้นั้นมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่จะออกตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พวกเรา สมาชิกพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเราเป็นห่วงว่า ดุลยพินิจของศาลในการวินิจฉัยเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้รัฐบาลต่อ ๆ ไป อาจจะอาศัย ความได้เปรียบในการเสนอพระราชกำหนด และท้ายที่สุดสภาแห่งนี้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสภา ตรวจสอบอย่างเต็มที่ต่อไป เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนแม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราเคารพครับ เราอยู่ในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย เรารู้ดีครับว่าอำนาจในการตรวจสอบต่าง ๆ นั้น ยิ่งมีการตรวจสอบมากเท่าไรประชาชนได้ ประโยชน์เท่านั้นครับ เราถือว่าการที่เรามีความเห็นไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด ๒ ฉบับที่กำลังพิจารณาในวันนี้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาด ท่านได้มีดุลยพินิจชี้ขาดว่าออกได้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เราเคารพ แต่เราก็มีสิทธิที่จะ ท้วงติงในฐานะทางวิชาการว่าคำวินิจฉัยแบบนี้อาจจะกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อวินัยทางการเงินการคลังในอนาคต ท่านประธานที่เคารพ มีสมาชิกหลายท่านลุกขึ้นมา ท้าทายครับว่าถ้าเราทำกันอย่างนี้เราก็จะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป ผมเคารพครับ ท่านพูดจา ท่านพูดอะไรพูดได้ครับ พวกเราก็ยืนยันในหลักการครับว่าพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่น ในหลักการ ในอุดมการณ์ในการที่จะไม่นำประเทศเข้าไปเสี่ยงต่อความเสียหาย ในการที่ จะต้องแสดงให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าการพัฒนาประเทศนั้นจะต้องมีระบบ มีหลักการ เราเชื่อครับว่าทำอย่างนี้ประชาชนอาจจะเห็นผลช้า แต่ท้ายที่สุดก็จะเห็นผลว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าวันนี้ประชาชนจับตาการทำงานของรัฐบาลก็ดี ของฝ่ายค้านก็ดี และผมเชื่อว่าวันหนึ่งก็จะได้พิสูจน์ครับว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน อย่างไรครับ