นันทนา สงฆ์ประชา หารือเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินของประเทศไทยที่จะต้องโอนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 1,140,000 ล้านบาท โดยเธออธิบายว่าหนี้สินนี้เกิดขึ้นจากการวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 และการบริหารจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ล้มละลายที่รัฐบาลจ้างบริษัทต่างประเทศเพื่อจัดการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพคะ จากการที่ดิฉันได้ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับซึ่งสมาชิกได้อภิปรายถึงสาระ ประโยชน์ ข้อเสนอแนะในแต่ละพื้นที่ด้วยความเป็นห่วง เป็นใยในทางปฏิบัติว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์ตามความมุ่งหวังของรัฐบาลจริงหรือไม่ ดิฉันอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าตัวดิฉันเองได้ลงไปในพื้นที่ ได้ลงไปพบปะกับพี่น้องประชาชนที่ได้ดู และได้ฟังการอภิปรายมาเป็นจำนวน ๑ วัน ๑ คืน แล้วก็อีกครึ่งวัน พี่น้องประชาชนที่ฟัง คำอภิปรายสอบถามดิฉันว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับมีสาเหตุมาจากอะไร และพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับเกี่ยวพันกันอย่างไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้สินที่กระทรวงการคลังจะได้โอน ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวนถึง ๑,๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้เหล่านี้เกิดมาจากไหน และเกิดมาตั้งแต่เมื่อไร ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าตัวดิฉันอยากจะอธิบายย้อนหลังไปถึงอดีต เพื่อที่จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าการออกพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มีการเกี่ยวพัน และมีความสำคัญมาก ดิฉันคงอยากจะกราบเรียนว่าพวกเราคงจะจำกันได้นะคะว่า ข้อเท็จจริงในทางเศรษฐกิจก่อนปี ๒๕๔๐ ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง นั่นเกิดสาเหตุมาจาก ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนี้มีนโยบายเปิดให้เงินตราต่างประเทศ เงินจากต่างประเทศเข้ามา ให้ผู้ประกอบการกู้กันเป็นจำนวนมาก โดยมีธนาคารเป็นตัวกลางในการประกันเงินกู้เหล่านั้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ทำตัวเหมือนเป็นโบรกเกอร์ (Broker) เป็นนายหน้า หาเงินจากต่างประเทศ เพื่อมาให้ลูกค้ากู้เพื่อแสวงหากำไรกันอย่างมหาศาล จนเกิดวิกฤติของฟองสบู่ มีการเก็งกำไร สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เกิดดีมานด์ (Demand) ความต้องการที่เป็นดีมานด์เทียม ไม่เป็นความต้องการของการซื้อการขายอย่างแท้จริง ท่านคงจำกันได้นะคะท่านประธานว่า ราคาที่ดินในขณะนั้น ชั่วข้ามคืนดีดกำไรกันอย่างมหาศาล ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ดิฉันอยากกราบเรียนว่าในขณะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยทำไมไม่ยับยั้งไม่สั่งการ ให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ หยุด ท่านจะเห็นว่า ทรัสต์ (Trust) ไฟแนนซ์ (Finance) ต่าง ๆ หยุดนำเงินกู้จากต่างประเทศเข้ามาจนสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตินะคะ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เลยต้องไปให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงกับธนาคารหรือรัฐบาลในขณะนั้นว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นของประเทศที่แท้จริงเป็นอย่างไร รัฐบาลในขณะนั้นก็เลยประกาศเงินบาท ลอยตัว ดิฉันอยากจะเปรียบเทียบให้ฟังนะคะว่าการประกาศเงินบาทลอยตัว ณ เวลานั้น ๑ ดอลลาร์ (Dollar) นี้ สมมุติว่าที่ ๒๕ บาท พอประกาศลอยตัวแล้วกระเด้งขึ้นเป็น ๕๐ บาท ชั่วข้ามคืนเลย ปิดสถาบันการเงินไปประมาณ ๔๐ กว่าแห่ง ท่านคิดดูสิคะว่าเราเป็นนักธุรกิจ เขาเรียกว่า ล้มทั้งยืนค่ะท่านประธาน เงินฝากก็เบิกไม่ได้ เงินกู้ก็ไม่มีเงินทุนหมุนเวียน แผนการก่อสร้างต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก หนี้สินล้นพ้นตัวชั่วข้ามคืน ไม่มีเงินทุน ท่านคงได้ยิน ข่าวว่านักธุรกิจมีการฆ่าตัวตาย บางท่านไปขายขนมปังตามข่าวนะคะ หลังวิกฤติดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจึงตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินขึ้นมา รวบรวมเอาทรัพย์สิน ตลอดจนประกาศรับผิดชอบเงินฝากของลูกค้าที่ฝากตามสถาบันการเงินที่ถูกปิดทั้งหมด มาบริหารจัดการ แต่การบริหารจัดการตรงนั้น ทรัพย์สินเหล่านั้นท่านประธานว่าก็สร้างปัญหาให้กับสังคมไทย เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ารัฐบาลในขณะนั้นได้ไปจ้างเอาบริษัทต่างประเทศก็คือคงจำกันได้ ก็คือบริษัทเลแมนบราเดอร์ส และบริษัทโกแมนเซกต์ เป็นบริษัทที่รับจ้างวิเคราะห์ทรัพย์สิน และสถาบันการเงินทั้งหมด จึงทำให้บริษัทต่างประเทศ ณ ขณะนั้นได้รู้ถึงสถานะการเงินและ ทรัพย์สินของบริษัทต่าง ๆ ที่ล้มละลาย ที่ถูกยึดทั้งหมด แต่ละบริษัทของคนไทยเสียเปรียบ นะคะ ไม่มีข้อมูลพอที่จะซื้อทรัพย์สิน ก็จะทำให้เสียเปรียบกับบริษัทต่างประเทศ และการ จัดการขายทรัพย์สิน ณ ขณะนั้นก็รวมเป็นก้อนใหญ่ ๆ เป็นหมื่นล้านบาท แสนล้านบาท ท่าน คิดดูสิคะวันนั้นค่าเงินบาท ๑ ดอลลาร์ ๒๕ บาท ข้ามคืนเป็น ๑ ดอลลาร์ ๕๐ บาท จึงทำให้คนไทยล้มละลายและจนลง ไม่มีใครหาเงินมาซื้อทรัพย์สินก้อนใหญ่ ๆ ขนาดนั้นได้ ต่างประเทศก็ได้โอกาส กดราคามูลค่าทรัพย์สินเหลือประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาทุน เท่านั้นเอง ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าลักษณะดังกล่าวนี่เป็นความบกพร่องของรัฐบาล ในขณะนั้นนะคะ ถ้ารัฐบาลแบ่งทรัพย์สินออกเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือเรียกบริษัทเจ้าของเดิมมา ประนอมหนี้ โดยลดราคาให้สัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เชื่อว่าจะได้รับการถ่ายโอนไปมากกว่านี้ และไม่ต้องมาค้างหนี้เป็นจำนวนถึง ๑,๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะต้องโอนหนี้ในขณะนี้ แล้วก็ ยังมีต้นทุนในการชำระหนี้ในแต่ละเดือนเป็นดอกเบี้ย ทุกวันนี้ถึงปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่เงินต้นไม่ได้ลดลงเลย ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าสาเหตุเหล่านั้นที่ดิฉันได้กราบเรียน ในที่ประชุมแห่งนี้นะคะ เป็นที่เข้าใจว่าที่การออกพระราชกำหนดปรับปรุงบริหารหนี้เงินกู้ ให้กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มันเกิดมาจากหนี้เมื่อต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ นั่นเอง ตัวดิฉันอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า การออกพระราชกำหนดปรับปรุงเงินกู้ฉบับนี้มันเป็นความสำคัญนะคะ เป็นความสำคัญ เพราะมันเปรียบเสมือนว่าจำเป็นต้องออก เพราะเหมือนโอดี (OD) มันเต็ม ถ้าพูดว่าโอดีเต็ม ก็จะไม่เข้าใจ แต่จะกราบเรียนว่ากรอบการเงินทางการคลังที่เคยเกิดวิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ กรอบการเงินทางการคลังจะกู้อยู่สูงสุดประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือรายได้ มวลรวม แต่ปัจจุบันนี้กรอบเงินกู้ของกระทรวงการคลังอยู่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ถ้าไม่โอน หนี้ก็จะสูงเกินกว่ากรอบการเงินการคลัง ก็เลยจะต้องออก พ.ร.บ. พระราชกำหนด ให้ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ให้กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ดิฉันอยากกราบเรียนอย่างนี้ท่านประธานว่า ดิฉันรู้สึกห่วงใยนะคะว่างบปี ๒๕๕๕ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะต้องบริหารเงินถึง ๑๑ แสนล้านบาท เชื่อเป็นอย่างยิ่งนะคะว่า พี่น้องประชาชนแล้วก็สภาแห่งนี้จะได้มอบอำนาจพระราชกำหนดนี้ให้กับรัฐบาล ก็ฝากด้วยว่า ให้รัฐบาลบริหารเงินกู้เหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพ ถ้าเกิดว่าเกิดการล้มเหลว เกิดในการบริหาร จัดการกู้ในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มความหายนะให้กับประเทศอันเป็นที่รักของเราเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความห่วงใยค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ