นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือหลักการความผิดทางอาญาที่ต้องกระทำโดยเจตนา และชี้แจงเหตุผลที่ไม่คัดค้านกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยอ้างหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ว่าต้องรู้สำนึกในการกระทำจึงจะมีความรับผิด นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ วิจารณ์กฎหมายปิดปากในมาตรา ๓๓๐ ว่าขัดต่อหลักนิติธรรม เนื่องจากนักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบ และเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมดีใจนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณามานั่งอยู่ในที่ประชุมนี้ด้วย เพราะว่านาน ๆ ครั้งจะได้เห็นหน้าท่านนายกรัฐมนตรี ความจริงกฎหมายฉบับนี้การคัดค้าน กฎหมายฉบับนี้พูดยากนะครับที่จะยืนขึ้นแล้วก็คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าถ้าเรา คัดค้านกฎหมายฉบับนี้มันดูประหนึ่งว่าเราไม่คุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดทางเพศ แต่ว่าถ้าเราจะคิดอย่างนั้นเราก็จะถูกกล่าวหาว่าเราละเลยหลักการของกฎหมายโดยเฉพาะ เรื่องหลักการกระทำความผิดต้องมีเจตนา ถ้ากระทำโดยไม่มีเจตนาท่านประธานเป็น นักกฎหมาย ท่านประธานก็ทราบดีว่ามันไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ไม่รับผิดชอบนะครับ ไม่ต้องรับผิดและไม่ต้องรับโทษ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ต้องกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยเจตนาต้องเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ มากมายหรอกครับ เพราะว่าท่านสมาชิกโดยเฉพาะคุณหมอชลน่าน ขออภัยเอ่ยนาม ได้อภิปรายไปชัดเจนแล้ว การรับผิดในประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นใดก็ตาม มันมีหลักอยู่ยกเว้นการกระทำความผิดว่าถ้ากระทำความผิดแล้วจะอ้างเจตนามาปฏิเสธ ความรับผิดไม่ได้มันมีอยู่บางประการด้วยกัน
ประการแรก คือกฎหมายฉบับนี้ครับ ต่อไปนี้เขากำหนดอายุของเด็กอยู่ที่ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ ๑๓ ปี ๑๕ ปี แล้วก็ ๑๘ ปี การกระทำชำเราหรือการกระทำที่เป็น การโทรม ไม่ว่าเป็นโทรมหญิงหรือโทรมเด็กชายก็ตาม ตามผู้กระทำกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีนั้น จะอ้างความยินยอมของเด็กมาปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ อันนี้เป็นหลักคือ เขาคุ้มครองเด็ก เพราะฉะนั้นเด็กอายุ ๑๕ ปีจะยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตามนะครับ จะอ้างมาปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ว่าเด็กยินยอมแล้ว กระทำแล้ว ไม่เป็นความผิดไม่ได้ อันนี้ ถูกต้องครับ แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ที่กำลังแก้ไขใหม่นั้น เขากำหนดอายุของเด็กอยู่ที่อายุ ๑๓ ปีขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งว่าถ้าเด็กอายุ ๑๓ ปี และมีใครไปกระทำความผิดกับเด็กอายุ ๑๓ ปีนั้น จะอ้างว่าไม่ทราบว่าเด็กอายุ ๑๓ ปี และปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ เป็นเรื่องของกฎหมายปิดปาก อันนี้ครับที่มีข้อถกเถียงทางวิชาการครับ เป็นวิชาการแท้ ๆ ว่าสมมุติว่าเด็กอายุ ๑๓ ปี หรืออายุไม่เกิน ๑๓ ปี แต่ว่าร่างกายเขาโตเกินอายุ ๑๓ ปี แล้วผู้กระทำความผิดคิดว่า เด็กอายุเกิน ๑๓ ปีแล้ว อันนี้เขาจะอ้างเจตนาได้หรือไม่ กฎหมายที่กำลังจะออกใหม่นี้ครับ เสนอใหม่นี่อ้างว่าเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๓ ปีไม่ได้ แม้ว่าเด็กจะรูปร่างใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม ไม่ได้ เป็นกฎหมายปิดปาก สั้น ๆ อยู่อย่างนั้นนะครับ ทีนี้ถ้าเป็นอย่างนั้นนี่นะครับ ในกระบวนการใช้กฎหมายมันอาจจะมีปัญหาว่าจะมีคนใช้กระบวนการนี้ไปล่อลวง ผู้กระทำความผิด โดยอ้างว่าเด็กนี้อายุเกิน ๑๓ ปี อายุ ๑๗ ปี อายุ ๑๘ ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ เด็กอายุไม่เกิน ๑๓ ปี แล้วก็จะเปิดช่องในการทุจริตได้ เป็นความกังวลใจเล็ก ๆ อยู่ครับ แต่ว่า หลักของผมก็คือ ผมคัดค้านว่าการกระทำความผิดนั้นต้องอาศัยเจตนา ถ้าไม่มีเจตนาจะ อาศัยกฎหมายปิดปากมันไม่ได้หรอกครับ มันจะเป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายทั่วไป
ประการแรก ก็คือการกระทำชำเราเด็กตามที่รัฐบาลแก้มานี่ผมไม่เห็นด้วย ผมยกตัวอย่างอีกสักเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานครับ อย่าหาว่าผมก้าวร้าวหรืออะไรเลยครับ ท่านประธานครับ กฎหมายไทยมีอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่เป็นลักษณะกฎหมายปิดปาก ห้ามพิสูจน์ ก็คือการหมิ่นประมาทครับ สมมุติผมไปหมิ่นประมาทท่านประธาน ว่าท่านประธาน ไปทำอะไรที่ไหน เมื่อไร และเป็นความผิด เช่นประธานไปพบใครที่โรงแรม ในขณะที่มี การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมกล่าวหาท่านประธาน ผมไม่ไปกล่าวหาคนอื่นนะครับ ผมหมิ่นประมาทท่านประธานอย่างนี้ กฎหมายก็บอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ให้พิสูจน์ ถึงแม้ว่าท่านประธานไปทำความผิดอย่างนั้นจริง ผมเห็น ผมมีกล้อง มีพยานหลักฐาน ศาลท่านก็ไม่ยอมให้พิสูจน์ครับ เขาบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ถึงแม้ว่าท่านประธานไปทำจริง ผมก็จะยกเรื่องจริงนั้นมาพิสูจน์เพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๐ เรื่องหมิ่นประมาท แต่ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๐ เรื่องหมิ่นประมาท ผมเรียนท่านประธานว่าไม่ถึงกับปิดปาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกับกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งกำลังออกนี่ครับ เพราะในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๐ นั้นเองครับ ถ้าเป็นการ หมิ่นประมาท ท่านประธาน และพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นมันเป็นประโยชน์กับสังคม มันเป็น ประโยชน์กับสาธารณะ ผมก็พิสูจน์ได้ ผมก็ปฏิเสธความรับผิดได้ สมมุติผมบอกว่า ท่านประธานไปมีอะไรกับใครที่โรงแรม ท่านประธานบอกเป็นเรื่องส่วนตัว ห้ามพิสูจน์ ผมบอกว่าถ้าผมพิสูจน์แล้วเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นประโยชน์กับสาธารณะ ผมพิสูจน์ได้ เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะท่านประธานเป็นบุคคลสาธารณะ เพราะฉะนั้น ใครก็ตามครับที่เข้าใจหลักกฎหมายผิดอย่างนี้ครับ มันจะทำให้การใช้กฎหมายมันผิดหลัก ถ้าไปทำอะไร นักการเมืองไปทำอะไร แม้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวท่านนายกรัฐมนตรีครับ แม้เป็นเรื่อง ส่วนตัวแท้ ๆ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนั้นมันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือเป็นประโยชน์ สาธารณะ เขาพิสูจน์ได้ อันนี้ละครับ ท่านประธานครับ ที่คนเขาเข้าใจผิดเยอะ ทำไมเขายอม ให้พิสูจน์เรื่องเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องจริงครับ ท่านประธานครับ เพราะเราเป็นนักการเมือง อย่างไรครับ แต่ว่าถ้าเราไม่ใช่นักการเมือง เราเป็นพ่อค้า แม่ค้า เป็นนักธุรกิจ แล้วไปทำเรื่องเหล่านั้น ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องจริงเขาก็ห้ามครับ ห้ามพิสูจน์ เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเราผัน สถานะตัวเองจากนักธุรกิจมาเป็นนักการเมือง ถ้าเราทำสิ่งเหล่านั้นกฎหมายยังเปิดโอกาส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๐ ว่าพิสูจน์ได้ครับว่าเป็นประโยชน์ เพราะบุคคล ที่เป็นนักการเมืองนั้นจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านั้นไม่ได้ เพราะนักการเมืองต้องอยู่บน ความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน เข้าใจเสียให้ถูกนะครับ จริงไม่จริงถ้าเป็นนักการเมืองก็บอก ความจริงเสียก็จบนะครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับ มี ๒ เรื่องที่เป็นกฎหมายปิดปาก ที่ผมยกตัวอย่างนี้มาครับ