สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองเด็กและเยาวชน และเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการแก้ไขความผิดเกี่ยวกับการกระทำชำหรือการอนาจารเด็ก

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ตัวกระผมเองได้มีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายพูดจาแสดงความคิดเห็น ต่อกรณีที่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในนามของคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาในชั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้มีหลักการใหญ่ ๆ อยู่ ๒ หลักการ มีมาตรารองรับอยู่แค่ ๕ มาตรา เสมือนที่ ท่านประธานได้กรุณาแจ้งต่อที่ประชุมไป แต่ความสำคัญใน ๕ มาตรานี้ มันเป็น ความละเอียดอ่อนที่สภาแห่งนี้คงจะใช้ข้อพิจารณาพอสมควรละครับ ด้วยเหตุด้วยผลในการ ที่จะแก้ไขเพิ่มเติม ใน ๒ หลักการนั้น แล้วมีผลบังคับใช้กับพี่น้องปวงชนชาวไทย ท่านประธาน ผมเองดูในหลักการแล้วนะครับ หลักการแรกเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๗๗ เดิม ของประมวลกฎหมายอาญา สาระที่แก้ไขตรงนี้นะครับท่านประธาน เป็นการกำหนดศาล เขตอำนาจของศาลที่จะไปพิจารณากรณีคดีของผู้กระทำผิด โดยเฉพาะฐานความผิดกระทำชำเรา ต่อผู้ที่มีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ที่ไปกระทำกับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กนะครับ อายุมากกว่า ๑๓ ปี แต่ไม่เกิน ๑๕ ปี เพราะความเดิม ท่านประธานครับ ประมวลกฎหมายอาญาอนุญาตให้ศาล เป็นผู้พิจารณาว่าถ้าเขาสมรสกัน ถ้าศาลอนุญาตก็เป็นเหตุให้ไม่ต้องรับโทษ เป็นเหตุให้ ไม่ต้องรับโทษ ข้อความตรงนี้เองท่านประธานครับ เมื่อมาดูในรายละเอียดของหลักการตรงนี้ ความจำเป็นที่จะต้องมีศาลจำเพาะที่จะไปดูในขอบเขตอำนาจตรงนี้ ก็เลยมาแก้ไขในหลักการตรงนี้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ศาลตามบทบัญญัติของตัวมาตราที่ระบุ เป็นเฉพาะเป็นเรื่องของศาลที่เกี่ยวกับคดีเด็ก เยาวชน แล้วก็ศาลที่มีความจำเพาะต่อกรณี ในเขตพื้นที่พิเศษ เช่น ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับด้านมุสลิม ท่านประธานครับ นี่เป็นหลักการที่ ๑ หลักการที่ ๑ ยังพูดถึงเรื่องของการเพิ่มโทษในอัตราค่าปรับให้สอดคล้อง กับจำนวนโทษที่เป็นโทษจำ นั่นก็คือปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท อันนั้นก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม หลักการอันที่ ๒ ที่เป็นที่พูดคุยกันค่อนข้างมากในวงสังคมก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๘๕/๑ และมาตรา ๓๒๑/๑ นะครับ เรื่อง กำหนดให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือความผิดต่อเสรีภาพต่อเด็กที่มีอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ผู้กระทำจะอ้างเหตุของความไม่รู้อายุเด็ก มาเป็นคู่ต่อสู้ไม่ได้ ท่านประธานครับ เมื่อดูหลักการแล้ว ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เป็นความกล้าหาญของรัฐบาลชุดนี้นะครับ สาเหตุที่ผมใช้คำว่า เป็นความกล้าหาญ เรื่องอะไรครับ เรื่องนี้ต้องเป็นนโยบายโดยเด็ดขาดถึงกล้าจะเสนอ กฎหมายฉบับนี้อย่างนี้ ในลักษณะทำนองนี้ เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะมี ข้อถกเถียงกันว่าการเสนอกฎหมายลักษณะทำนองนี้จะไปยกเว้นหลักการทั่วไปของประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๒ หรือไม่ มาตรา ๕๙ สาระสำคัญว่าด้วยหลัก ๆ ของเจตนา มาตรา ๖๒ ว่าด้วยหลักสำคัญคือความสำคัญผิด ท่านประธานครับ การที่รัฐบาล เสนอมาอย่างนี้ ท่านรัฐมนตรีเสนอมาอย่างนี้ ต้องมีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ ถ้ามีนโยบายชัดเจนเพื่อจะคุ้มครองเด็ก มาตรา ๕๙ ท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานก็สามารถที่จะกระทำได้ ถ้าท่านมีเจตจำนงมุ่งมั่นอย่างนั้นชัดเจน หลายท่าน บอกว่าเป็นกฎหมายปิดปาก คือถ้าคุณไปกระทำชำเราหรือไปกระทำสิ่งต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๘๑ ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๘๕/๑ ซึ่งฐานความผิดของมาตรา ๒๘๕/๑ เรื่องที่ ๑ ได้แก่ ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กตามมาตรา ๒๗๗ ของประมวลกฎหมายอาญา เรื่องที่ ๒ เป็นฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำอนาจารเด็กตามมาตรา ๒๗๙ อีกเรื่องหนึ่งเป็นความผิด ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสาม และความผิดฐานพาเด็กไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง ท่านประธานครับ นี่คือฐานความผิดที่เข้าไปแก้ไข แล้วฐานความผิดที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๒๑/๑ ได้แก่ ฐานความผิดเกี่ยวกับรับไว้จำหน่ายหรือเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปซึ่งเด็กตามมาตรา ๓๑๒ ตรี วรรคสอง และฐานความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยผู้เยาว์นั้น ไม่เต็มใจตามมาตรา ๓๑๗ อันนี้คือฐานความผิด ฐานความผิดเหล่านี้ท่านประธานครับ รัฐบาลต้องมีเจตจำนงมุ่งมั่นและมีนโยบายชัดเจนถ้าจะทำกฎหมายเหล่านี้ ต้องทำเป็น กฎหมายมา โดยอาศัยมาตรา ๕๙ มาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะต้องนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกเพื่อจะขอความกรุณาให้เพื่อนสมาชิก ได้ให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งนะครับ บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ โดยเจตนา นี่อย่างไรครับที่ทางรัฐมนตรีท่านให้เหตุผลว่าเดิมกฎหมายจะเอาความผิด ต่อกระทำเรื่องพวกนี้เมื่อเป็นเจตนาเท่านั้นเอง เป็นเจตนาเท่านั้นเอง แน่นอนครับ คำว่า เจตนา ได้แก่ การกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล นั่นคือเจตนา ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ถ้าเข้าองค์ประกอบนี้ เป็นเจตนา ถ้าไม่เข้าองค์ประกอบนี้การกระทำความผิดต่อเรื่องเพศต่อเด็ก ถ้าไม่เข้าเจตนาไม่ผิดครับ ท่านประธานครับ ไม่ผิด แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าต่ำกว่าอายุ ๑๓ ปี ผิด ผิดเพราะอะไรครับ เพราะอาศัย วรรคต่อไปท่านประธานครับว่า เว้นแต่จะได้กระทำ โดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาทหรือเว้นแต่ ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดและได้กระทำโดยไม่เจตนา กฎหมายฉบับนี้ เลยออกมาตามวรรคนี้ ท่านประธานครับ จะอ้างความผิดว่าไม่รู้อายุเด็กมาเป็นข้อต่อสู้ ในศาลไม่ได้เลย ถ้ามีกฎหมายบัญญัติแจ้งชัดให้กระทำว่าจะต้องมีความผิดแม้จะกระทำโดย ไม่เจตนา เพราะฉะนั้นหลักที่หลายท่านมีข้อวิตกกังวลนะครับว่ามันจะเป็นการไปยกเลิก หลักการทั่วไปของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ หรือไม่ ท่านประธานครับ อาศัย วรรคตรงนี้ครับ ถ้อยคำตรงนี้เองสามารถที่จะตรากฎหมายฉบับนี้ออกมารองรับได้ เป็นเจตจำนงและความมุ่งมั่นของนโยบายครับ ถ้าทำได้ตามนโยบายอันนั้นจะต้องมีกฎหมาย มารองรับที่จะเอาผิดเขาได้ ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้มาก็อ้างเจตนา อ้างความสำคัญผิดได้ ท่านประธานครับ แม้แต่มาตรา ๖๒ เรื่องความสำคัญผิดนะครับ ถ้าสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ไม่ต้องรับโทษครับ ผมก็อ้างว่าผมไม่รู้นี่ครับ เพราะตัวเด็กมันใหญ่ ตัวเด็กใหญ่มันต้องอายุ ๑๕ ปี ถ้าอายุ ๑๕ ปีโดนเหมือนกันครับ ผมเอาเกินอายุ ๑๘ ปีก็แล้วกัน อายุ ๒๐ ปี สำคัญผิด ตัวใหญ่สรีระเป็นผู้ใหญ่หมดเลย สำคัญผิดสู้คดีได้ ไม่ต้องรับผิดครับ ท่านประธานครับ แต่ใน มาตรา ๖๒ เช่นเดียวกันครับ เขียนไว้เหมือนกันท่านประธานครับ เขียนว่ากรณีมีกฎหมายบัญญัติ เป็นการเฉพาะให้รับโทษจะต้องรับโทษครับ แม้จะเป็นการกระทำโดยประมาท อันนี้ ก็เทียบเคียงกลับมาได้ว่าถ้าประมาทไม่ต้องรับโทษ สำคัญผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้ามีกฎหมาย บัญญัติให้รับโทษต้องรับโทษ อันนี้คือเหตุจำเป็นที่จะต้องตรากฎหมายฉบับนี้มาเพื่อที่จะเอา ความผิดกับผู้ที่กระทำผิดต่อหลักการ ๒ หลักการนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองนี้เห็นด้วย อย่างยิ่งที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ ถึงแม้หลายท่านจะเรียกว่าเป็นกฎหมายปิดปาก ท่านจะอ้างว่า ต่อสู้คดีไม่ได้เลย เพราะอะไรครับ เพราะสิ่งที่เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะคุ้มครองเด็ก ที่อายุต่ำกว่า ๑๓ ปี ในหลักของการที่จะเอาอายุเด็กเป็นตัวตั้ง เมื่อก่อนนี้ผมกราบเรียน ท่านประธานในเบื้องต้นนะครับว่าประมวลกฎหมายอาญา ในการที่จะพิจารณาคดีเกี่ยวกับ เด็กเรื่องเพศนี่นะครับ ใช้ฐานอายุเป็นเกณฑ์ เมื่อมีฐานอายุปุ๊บก็ไปเข้าสู่หลักเจตนา หลายคดี ครับที่ผู้ที่มีความผิดจริงรอดพ้นเพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาเจตนา เขาสามารถพิสูจน์ ตัวเองได้ว่าเขาไม่เจตนา หรือแม้แต่ศาลไม่สามารถพิสูจน์เขาได้ว่าเขามีเจตนาเขาก็รอดพ้นผิดไป นี่คือหลักของการพิจารณากฎหมายไทยเป็นอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการ ๒ หลักการ หลักการของความยินยอม หลักการของการให้ศาลที่มีความจำเพาะ ที่จะเป็นศาล ในการพิจารณานี่ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นความจำเพาะของศาลเองที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในการที่จะเข้าไปดู เพื่อจะดูว่า ความยินยอมของเด็กนั้นในการที่จะสมรสกันเขายินยอมด้วยความพร้อมใจหรือไม่ เป็นความยินยอม ที่แท้จริงของเด็กหรือไม่ นั่นคือหลักการในข้อที่ ๑ แก้มาตรา ๒๒๗ นะครับท่านประธาน โดยความแล้วผมไม่ใช้เวลาท่านประธานมากนักนะครับ เจตนารมณ์อันที่ ๑ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับนโยบายที่ชัดเจนของนโยบายของรัฐบาลที่จะคุ้มครองเด็กในเรื่องความผิดเรื่องเพศ กรณีเด็กนั้นมีอายุต่ำกว่า ๑๓ ปี เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ที่จะใช้ศาลที่มีความจำเพาะเข้าไป พิจารณาในขอบเขตอำนาจในการที่จะให้ความยินยอมในการสมรสระหว่างเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี และเด็กอายุ ๑๓ ปีถึง ๑๕ ปีในการสมรสกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความผิด ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้นำเรียนมาก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะได้ใช้เป็นข้อพิจารณาในการที่จะพิจารณารับ หลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ ถ้ามีข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ ท่านประธานครับ ก็สามารถ ที่จะไปนำเสนอได้ในชั้นกรรมาธิการ แต่หลักการ ๒ หลักการนี้ ผมเชื่อว่าเป็นหลักการ ที่ยิ่งใหญ่ คงไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงในชั้นกรรมาธิการได้ กราบขอบคุณครับ