สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สงกรานต์ จิตสุทธิภากร ขอหารือเรื่องพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเงินและความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของรัฐบาล โดยชี้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเพิ่มหนี้ให้กับประชาชนและไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ และเรียกร้องความถูกต้องและความชอบธรรมในการใช้เงินและกู้ยืมเงินในโครงการของภาครัฐ

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์ วันนี้ผมจะขออภิปรายพระราชก้าหนดด้านการเงิน ๒ ฉบับนะครับ คือเรื่องพระราชก้าหนดกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชก้าหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕

อันดับแรก ผมรู้สึกว่าการท้างานของรัฐบาลนี้การพูดกับการกระท้านั้น ไม่ค่อยไปทางเดียวกันนะครับ ท่านประธานครับ ท่านลองถามนะครับ ผมอ่านจาก พ.ร.ก. นี้ ๒ ฉบับนะครับ แล้วผมถามตัวเองแล้วก็ถามจากชาวบ้านครับว่า ถ้าผ่าน พ.ร.ก. นี้แล้ว ชาวบ้านจะได้ใช้น้ามันราคาถูกลงหรือเปล่า ถ้าผ่าน พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้วชาวบ้านที่รอเงิน ๕,๐๐๐ บาทจะได้เงินทันทีหรือเปล่า ถ้าผ่าน พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้แล้วพี่น้อง ที่เพิ่งประสบอุทกภัยมาจะได้เงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาทจากน้าท่วมเร็วขึ้นหรือเปล่า ถ้าผ่าน พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้วก๊าซหุงต้มของผม ของพี่น้องผม ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ที่พี่น้องชาวขนส่งเติมจะถูกลงหรือเปล่า แล้วสุดท้ายถ้าผ่าน พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้แล้ว ข้าวผัดกะเพราไข่ดาวที่ผมกินอยู่ทุกวันนี่ครับมันจะลงจาก ๔๐ บาทมาเหลือ ๑๕ บาท หรือ ๒๐ บาทหรือเปล่าค้าตอบคือไม่มีเลยครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นและผมรู้สึกได้ก็คือว่า หนี้มันจะเพิ่มขึ้นครับ แล้วหนี้เพิ่มขึ้นไม่ได้เพิ่มขึ้น ๑ บาท ๒ บาทนะครับ อย่างเมื่อวาน ท่านรัฐมนตรีจุติพูดครับ อย่างน้อยทุกคนจะมีเงินก็คือมีหนี้ในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกคนละ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทครับ ถ้าผ่าน พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนี้ อันนั้นคือเหตุผลข้อที่ ๑ ที่ผมคิดว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้นไม่จ้าเป็นขนาดนั้นนะครับ แล้วเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะชี้แจงแล้วก็บอกผ่าน ไปยังท่านผู้ฟัง ประชาชนที่ฟังอยู่นะครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับสิ่งที่ชาวบ้าน อาจจะเกรงกลัวกันนะครับว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้น พรรคฝ่ายค้านนั้นมาดึง พ.ร.ก. ไม่ให้ออกเพื่อให้ชาวบ้านนั้นจะได้รับเงินชดเชยช้าลง เพื่อให้ชาวบ้านนั้นที่เขารอว่า จะซ่อมสะพาน จะซ่อมคลองขุดลอกนั้นได้เงินไปท้านุบ้ารุงน้อยลง ไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้นะครับ ฉบับแรก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปให้กู้นะครับ ฉบับที่ ๒ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เป็นการตั้งบริษัทประกันภัยต่อ เงินที่จะไปช่วยชาวบ้าน ๕,๐๐๐ บาท เงินที่จะไปช่วยชาวบ้าน ๒๐,๐๐๐ บาท เงินที่จะไปช่วยซ่อมถนนขุดลอกคูคลอง เงินที่จะไป ช่วยท้านุบ้ารุงสิ่งต่าง ๆ ที่เสียหายนั้นอยู่ในงบประมาณซึ่งผ่านไปแล้วนะครับ ในวาระที่สอง วาระที่สาม ทราบว่า ส.ว. ก็ผ่านไปแล้ว รอแค่ประกาศอยู่ แล้วรัฐบาลเองนั้นก็มีเงิน อยู่ในตัวเองอยู่แล้วนะครับ ที่ทราบมาว่ารัฐบาลโดย ครม. นั้นอนุมัติงบล่วงหน้าไป ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปรากฏว่าตอนนี้ใช้ได้แค่ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะโครงการอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นมันซ้าซ้อนกับโครงการเก่าครับ ฉะนั้นผมเรียนท่านพี่น้องที่ฟังอยู่นะครับว่า การท้างานของพรรคฝ่ายค้านในวันนี้ไม่ได้ขัดขวางเรื่องที่จะไปช่วยชาวบ้านนะครับ แต่สิ่งที่เราต้องการท้าก็คือว่า เราอยากเห็นความถูกต้องครับ เรื่องที่ ๑ ที่ผมบอกไปนะครับ

เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ เป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแล้วไปก่อให้เกิด อีกปัญหาหนึ่งครับ ไม่จบสิ้นครับ ถามว่าท้าไมผมพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธานลองนึกดูก็แล้วกัน นะครับว่า พ.ร.ก. ฉบับแรก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านให้ใครรับผิดชอบครับ ท่านอาจจะแก้ปัญหาหนึ่งว่าให้มีเงินดอกเบี้ยต่้าให้กับชาวบ้านเพื่อจะกู้นะครับ แต่ผมไปถามดูนะครับว่า ชาวบ้านบุคคลธรรมดาที่ท่านเขียนไว้ใน พ.ร.ก. ว่าจะกู้ได้เป็นใครครับ อันดับแรก ผมถามเกษตรกรพวกเขาได้รับการพักช้าระหนี้ไปแล้ว เขาบอกว่าห้ามกู้ต่อนะครับ ผมไปถาม เพื่อนข้าราชการครูเป็นหนี้กันเต็มวงเพดานหมดแล้วครับ แล้วมีเงื่อนไขหนึ่งว่าถ้าจะแก้ไขหนี้ ห้ามกู้ต่อครับ คนตาสีตาสา พี่น้องชาวบ้านหาเช้ากินค่้า ขายของตามรถเข็น เวลาไปกู้ ก็บอกว่าไม่มีหลักทรัพย์ค้า หรือไม่ก็บอกว่าติดแบล็กลิสท์ ฉะนั้นคนที่ได้เป็นใคร ผมก็ยังไม่รู้นะครับ นั่นคือข้อที่ ๑ นะครับ

ข้อที่ ๒ พ.ร.ก. ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หลายคนบ่น หลายคนบอกว่าควรจะมี แต่ผมว่าไม่ควรมีครับ ถามว่าท้าไมไม่ควรมีครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าอย่างไรครับ มันเป็นต้นทุนที่รัฐบาลนี้ก่อขึ้นครับ ความเชื่อมั่นที่ลดลงครับ มันเป็นตัวสะท้อนว่ายิ่งรัฐบาล ท้าให้ชาวบ้านเชื่อมั่นลดลงเมื่อไร รัฐบาลก็มีต้นทุนต้องจ่ายมากเท่านั้นครับ เมื่อก่อนนี้ บริษัทประกันภัยเขารับประกันครับ พอมาคราวนี้เขาไม่รับประกันครับ ถามว่าท้าไม เขาไม่รับประกัน เขาค้านวณแล้วเขาไม่คุ้มครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าสมัยนี้เด็ก ๆ ผมจ้าได้ว่าคนเรียนเก่งนี่ไปเรียนวิศวะ ต่อมาคนเรียนเก่งไปเรียนหมอ ต่อมาคนเรียนเก่ง ไปเรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สมัยนี้มนุษย์ทองค้าค่าตัวแพงที่สุดนี้คืออะไรครับ เขาเรียกว่า นักคณิตศาสตร์ประกันภัยครับ เขาจ้างคนเหล่านี้ค่าตัวเป็นแสน ๆ บาท ไปค้านวณ เบี้ยประกันครับ ฉะนั้นนี่การที่รัฐบาลมาตั้งกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แสดงว่ารัฐบาล พร้อมจะมารับผิดชอบคือความเสียหายด้วยตัวเอง นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลวางแผนไว้แล้วว่า อย่างไรเงินก้อนนี้ก็คงไม่อยู่แน่ ถ้าท่านท้าท่านใช้เงินของท่านเองก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่นี่มันเป็นเงินกู้ มันมีเงินของผมอยู่ด้วย ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมไม่ยอมนะครับ นั่นคือข้อที่ ๒ นะครับ

ข้อที่ ๓ ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่าการกู้ในครั้งนี้มันค่อนข้างจะรวดเร็ว แล้วก็ลึกลับ แล้วก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีใครรู้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะปล่อยกู้ให้กับบริษัทเอสเอ็มอี แล้วก็บุคคลธรรมดา ผมสงสัยครับว่าตัวเลข ๓๐ : ๗๐ มาจากไหนครับ ท้าไมรัฐบาลต้องบอกว่าให้ธนาคารชาติจ่ายเงินไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วให้ ธนาคารพาณิชย์รับไปอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วไปปล่อยดอกเบี้ย คิดดอกเบี้ยไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ธนาคารชาติคิดดอกเบี้ยเพียง ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เหมือนกับว่า ให้เปล่า ผมก็นึกดูว่าตัวเลขนี้มันมาจากไหน ผมก็นั่งค้านวณดูแล้วผมก็พอเห็นตัวเลขอะไร ก็อยากจะบอกให้ดูว่าตัวเลขแบบนี้ถ้าเกิดเราไม่ออกเป็น พ.ร.ก. แล้วเราน้ามาผ่านสภา ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะมาผ่านสภา ถามว่าท้าไมผ่านสภาครับ เพราะสภาก็โดย ส.ส. ส.ส. ของท่านก็มากกว่าอยู่แล้ว มาอย่างไรก็ผ่านอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าเรามานี่เราจะได้แก้ไข กัน ผมขออนุญาตอาจจะใช้สไลด์ (Slide) สัก ๒ แผ่น ขออนุญาตให้ทางฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ เอาสไลด์แผ่นที่ ๑ ขึ้นมาด้วยครับ แต่ตัวเลขมันไม่ค่อยชัดนะครับ ผมจะขออนุญาตขยายหน่อย แล้วกันนะ อันดับแรกท่านลองนึกดูแล้วกันนะครับว่าก่อนที่จะมี พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถ้าผมจะปล่อยกู้ท่านดูทางขวาซ้ายมือของท่าน ผมมีเงิน ๑๐๐ บาท ผมปล่อยกู้ไป ๑ ปี ผมได้ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยปัจจุบันเอ็มแอลอาร์ (MLR) คือ ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็น ๑๐๗ บาท หักจากเงินต้น ๑๐๐ บาท เท่ากับธนาคารพาณิชย์จะมีรายได้ ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเรามาดูนะครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลแล้วนี่เกิดอะไรขึ้นครับ แบงก์มีเงิน ๑๐๐ บาท แต่ไม่ต้องใช้ ๑๐๐ บาท เอา ๓๐ บาทพอครับ เพราะธนาคารชาติจะเอาเงินมาโปะให้อีก ๗๐ บาท ก็เป็น ๑๐๐ บาท ปล่อยกู้ครับ คิดดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ท่านเห็นไหมครับว่าพอสิ้นปีแล้ว ได้เงินมา ๓ บาทครับ ๑๐๐ บาท ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๓ บาท แต่ท่านคิดดูครับว่าต้นทุน ของแบงก์นั้นไม่ใช่ ๑๐๐ บาทนะครับ ต้นทุนของแบงก์นั้นคือ ๓๐ บาทครับ นั่นเท่ากับว่า แบงก์ถ้าปล่อยเอ็มแอลอาร์ปกติ ลูกหนี้ปกตินี่แบงก์ได้ก้าไรมีรายได้ ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิด ท้าระบบนี้แล้ว เข้าโครงการนี้แล้ว นอกจาก ๗ เปอร์เซ็นต์แล้วแบงก์ยังได้ของแถมมาอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ก็จะมีรายได้ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือตัวเลขเล็ก ๆ ที่ผมให้ดูนะครับ

ขอสไลด์แผ่นที่ ๒ ด้วยครับ ท่านครับ เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่า ให้ธนาคารชาติออกไปนะครับ ถ้าสัดส่วน ๗๐ : ๓๐ นี่ นั่นหมายความว่าแบงก์นี่จะใช้เงิน ในโครงการนี้ทั้งหมด ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเห็นไหมครับ เท่ากับถ้าเป็นเงินก่อนออก พ.ร.ก. นี่ครับ ถ้าแบงก์เอาเงิน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทไปปล่อยกู้นี่ คิดดอกเบี้ยชั้นดี ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้เงินประมาณ ๖,๓๐๐ ล้านบาท ผมจ้าไม่แม่นนะครับ ผมไม่มีหนังสือตรงนี้ แต่ถ้าเกิดว่าหลังออก พ.ร.ก. นั่นเสมือนเขามีเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เขาจะได้เงินมาอีก ๙,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมจ้าไม่ผิดนะครับ ตัวเลขไม่ได้อยู่กับมือนะครับ แต่โดยสรุปแล้วก็คือว่าเสร็จโครงการนี้ในแต่ละปีนั้น เงินนั้นจะไปหล่นอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ อีก ๒,๗๐๐ ล้านบาทต่อปี ดังนั้นผมอยากจะบอกว่านี่เป็นความไม่รอบคอบนะครับ เพราะว่าถ้าเกิดมีการน้า พ.ร.ก. นี้เข้ามาผ่านสภา มีการตั้งคณะกรรมาธิการนี่ ผมคิดว่า ดอกเบี้ยเที่ยวนี้คิดแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ก็พอครับ ไม่ควรเขียนเพดานไว้ว่าไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๒ เปอร์เซ็นต์นั้น แบงก์กับธนาคารชาติก็จะมีความเป็นธรรม หรือไม่มีอีกวิธีหนึ่งก็คือ ให้ออกกันคนละ ๕๐ : ๕๐ ก็จะเหลือประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแบงก์ก็จะอยู่ได้ ธนาคารชาติ ก็ประหยัด พี่น้องที่กู้เงินก็จะประหยัดดอกเบี้ยไปอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ อันนั้นก็เป็น อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้กับทางรัฐบาลนะครับว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ ทางพรรคเรา ไม่ขัดข้องละครับ ที่เห็นว่ามันเป็นความจ้าเป็นที่ต้องน้าออกมาใช้เพื่อให้ชาวบ้านนั้น ได้รับประโยชน์ แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยแล้วก็ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างชัดเจนก็คือว่าไม่ควรจะเป็น พ.ร.ก. ครับ ควรจะน้าเรื่องนี้เข้าสภาตามปกติ แล้วก็ให้ผ่านสภาเหมือนกับที่เคยท้า ในเรื่องอื่น ๆ นี่ละครับ

นี่เป็น ๒ เรื่องที่ผมอยากจะฝากไว้นะครับ แล้วผมก็คิดว่าการประชุมในวันนี้ ก็คงจะจบอย่างที่รัฐบาลคาดอยู่แล้ว แต่ผมอยากจะบอกท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมที่ดูรายการอยู่นะครับ ว่าสิ่งที่เราก้าลังจะท้านั้นเราต้องการเรียกความถูกต้อง เรียกความชอบธรรมที่ควรจะเป็น เพราะสิ่งที่รัฐบาลนี้ท้า เวลาท้าด้วยค้าพูดดูดีทุกอย่างครับทุกวันนี้ผ่านไป ๗ เดือน พี่น้องผู้ใช้แรงงานของผมยังถามอยู่นะครับว่า ๓๐๐ บาท ได้หรือยังครับ ขอบคุณครับ