สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พูดถึงการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับ เพื่อให้มีการควบคุมที่เข้มงวดและชัดเจน รวมถึงการกำหนดโทษที่เหมาะสมและไม่ให้คณะกรรมการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินโทษ ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริต

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ซึ่งทาง ครม. และเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้เสนอประกบเข้ามานะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ โดยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ผมเองให้ความเห็นชอบแล้วก็สนับสนุนในวาระที่หนึ่งที่จะให้มีการผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ไป เพราะว่ามันเป็นความจําเป็นและเป็นความสําคัญอย่างยิ่งยวดในการที่จะพัฒนา มาตรฐานของการกีฬาไทยให้เทียบเท่ากับประชาคมโลก วันนี้หลายประเทศ เขาได้มีการผ่าน ร่างกฎหมายที่เป็นไปตามล้อไปกับคําประกาศโคเปนเฮเกนเกี่ยวกับเรื่องของการห้ามใช้ สารต้องห้ามทางกีฬาเรียบร้อยแล้ว วันนี้ไทยเราก็กําลังจะมีร่างพระราชบัญญัติซึ่งจะทําให้ ระดับมาตรฐานของเราเข้าสู่สากลเสียที ผมเองรอพระราชบัญญัติฉบับนี้มาเป็นเวลานาน พอสมควรนะครับ

ในส่วนประโยชน์คงไม่ต้องพูดถึงกันของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพราะว่า เป็นความจําเป็น ไม่ใช่เป็นประโยชน์อย่างเดียวแต่เป็นความจําเป็นต่อการกีฬาของไทย แต่ผมเองจะเข้าสู่ประเด็นที่อยากจะฝากเพื่อนที่มีโอกาสเป็นกรรมาธิการเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปช่วยพิจารณา เป็นประเด็นปัญหาครับ

ปัญหาแรก มันมีการตราเกี่ยวกับเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมการที่เกี่ยวเนื่องกับสารต้องห้ามนี้ โดยมีการให้อํานาจเขาไว้กว้าง พอสมควร ซึ่งอาจจะเป็นการละเมิดถึงสิทธิส่วนบุคคล ผมเองอ่านร่างพระราชบัญญัติแล้ว ผมก็เห็นถึงความน่าเป็นห่วง เช่น เรื่องของการสามารถเข้าไปเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจหา สารต้องห้ามในสถานที่ใด ๆ ที่นักกีฬาอยู่ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ใช้คําซึ่งกว้างมากครับ ผมอาจจะนอนตื่นสาย ๘ โมง ตื่นขึ้นมา ๖ โมงครึ่ง พระอาทิตย์ขึ้น เขาไปเคาะประตูบ้านผมต้องเปิดให้เขาเข้ามาค้นเลยนะครับ มากกว่ามีหมายศาลอีกนะครับ นี่เทียบเท่ากับท่านมีหมายศาลตลอดเวลา สําหรับนักกีฬาทุกประเภทที่ท่านกําหนดไว้ ซึ่งจุดนี้ เป็นจุดซึ่งอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิของคนที่จะมาเป็นนักกีฬาของเราในอนาคต วันนี้ผมต้องกราบเรียนว่าประเด็นนี้อาจจะต้องมีการปรับแก้เพื่อให้มีความรัดกุม โดยเฉพาะคําว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ นี่ไม่ได้ตีความไว้อย่างชัดเจนว่าหมายถึงใคร ไม่ได้หมายถึงตํารวจ ไม่ได้หมายถึงฝ่ายปกครอง อาจจะเป็นเพียงแค่พนักงานของสํานักงานคณะกรรมการของเขา ที่จะสามารถมีสิทธิในการเข้าไปตรวจสอบก็ได้ ซึ่งตอนนี้มันกว้างเกินไปครับ ๒. ก็คือสิทธิ ในการตรวจสอบควรมีการกําหนดให้ชัดเจนว่าในช่วงของการแข่งขัน ในช่วงของการเตรียมตัว ฝึกซ้อมอาจจะไปค้นที่ค่ายฝึกซ้อม ค่ายเก็บตัวอย่างนี้มันมีสมเหตุสมผล ไม่ใช่ว่าที่ใดก็ได้ อย่างนี้ผมไปค้นบ้านของเขาที่อยู่ ที่เขาหลับ ที่เขานอนกับครอบครัวอย่างนี้มันก็เกินไป มันเป็นการละเมิดสิทธิมากเกินไปนะครับ

ส่วนที่ ๒ ที่อาจจะติงก็คือในส่วนของการกําหนดโทษ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในส่วนของการกําหนดโทษนั้น ผมมองว่ามันไม่ได้แรงไปหรือว่าเบาไปเท่าไร อาจจะมีการ เติมประเด็นในเรื่องค่าปรับเพื่อให้มีความน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น แต่ในส่วนของการตัดสิทธิ เข้าร่วมการแข่งกีฬาตามระยะเวลากําหนด หรือตัดสิทธิตลอดชีวิตนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งเหมาะสม เพื่อให้การกีฬาของประเทศไทยมันสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ แต่อย่างไรก็ตามนั้นสิ่งที่เป็น ประเด็นปัญหาก็คือการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการเอง เพราะว่าตามร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้ร่างมานี้ มันยังเปิดกว้างเกินไปที่จะให้ใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่าบุคคลนี้กระทําผิด เช่นนี้ได้รับโทษอย่างไร คนต่อมาได้รับผิดเช่นเดียวกันอาจจะได้รับโทษมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการควรจะมีการบัญญัติเพิ่มเติมในส่วนของการที่จะ บอกว่าควรจะตั้งมาตรฐาน อาจจะออกเป็นกติกาสากลในส่วนนี้ว่ามีมาตรฐานว่าทําผิดลักษณะนี้ โดยเจตนาหรือไม่เจตนาจะโดนโทษพักการแข่งขันกี่เดือน กี่ปีก็ว่ากันไปให้ชัดเจนนะครับ ไม่ใช่ว่ารอให้เข้าไปคุยกับคณะกรรมการแล้วก็เลือกปฏิบัติได้ สามารถใช้ดุลยพินิจได้ เพราะว่าเราเห็นมาเยอะแล้วกับการใช้ดุลยพินิจมันเป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ซึ่งการกีฬาในวันนี้ต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสปอนเซอร์จะเป็นผู้อุดหนุน อุปถัมภ์มันเยอะไปหมด เงินทองมันหมุนเวียนอยู่ในระบบการกีฬามาก ก็อยากจะให้ ปิดช่องโหว่ในจุดนี้ด้วยการสร้างให้กรรมการมีอํานาจในการบัญญัติในส่วนของมาตรฐาน ในการลงโทษให้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่นะครับ

ส่วนบทกําหนดโทษนั้น วันนี้เรายังตั้งแต่บทกําหนดโทษในส่วนที่เป็นของ นักกีฬาเอง ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าบางครั้งผมเป็นนักกีฬา บางครั้งไม่ใช่เราหรอกครับ ที่เป็นคนตัดสินใจว่าเราจะโด๊ป หรือไม่โด๊ป หรือว่าจะกินสารบํารุงประเภทใด จะรับประทาน อาหารประเภทใด เพราะว่าในการแข่งขันกีฬาที่เป็นสากลนั้นมันจะมีทีมงานซึ่งเป็นคน กําหนดให้หมด คณะนักกีฬาจะบอกว่าต้องรับประทานมื้อเช้าอย่างนี้ มื้อเที่ยงอย่างนี้ มื้อเย็นอย่างนี้ ทานยาที่ผ่านเกณฑ์ หรือไม่ผ่านเกณฑ์ การเป็นสารต้องห้ามก็ตาม บางครั้ง นักกีฬาไม่ใช่คนกําหนด แต่สิ่งที่เราจะต้องทําก็คือให้มีคณะกรรมการที่จะสามารถตรวจสอบ ได้ว่าสิ่งที่เขากระทําผิดไปนั้นมีสารต้องห้ามในร่างกายนั้นเกิดจากสาเหตุใด เกิดจากความต้องการ ของเจ้าตัวเองที่บอกว่าอยากจะแข็งแกร่งขึ้น อยากจะไปแข่งกีฬาได้เหรียญก็โด๊ปเข้าไป หรือว่าเกิดจากการที่คนของสมาคม หรือว่าโคช หรือว่าผู้เกี่ยวข้องที่ได้มีการกําหนดให้เขารับ สารต้องห้าม เมื่อเป็นกรณีนั้นเราควรจะมีบทกําหนดโทษให้ชัดเจน และหนักกว่าการที่นักกีฬา ได้รับด้วย ในการที่จะกําหนดโทษกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องและเป็นผู้สนับสนุน เพราะว่าบางครั้ง นักกีฬาที่อยู่ในสังกัดการกีฬาต่าง ๆ ไม่ใช่มีชีวิตที่อิสระ เพราะว่าเขาจะต้องอยู่ในกรอบ ในเกณฑ์ ในการกํากับดูแลของสมาคมกีฬาต่าง ๆ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดซึ่งควรจะตั้งเกณฑ์ การลงโทษไว้ให้หนัก ไม่ให้มันเกิดขึ้นในอนาคต

ในส่วนประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมการ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ วันนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการที่ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ประกอบด้วย รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง คณะกรรมการโอลิมปิก ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุม การใช้สารต้องห้าม ครอบคลุมดีครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไปผมกราบเรียนด้วยความเคารพ เราควรจะเติมให้เขานะครับ คือส่วนของนักกีฬาเอง เพราะมันเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ เพราะว่าเขาเป็นผู้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการแข่งขันต่าง ๆ เขาจะมีความเข้าใจ มีความรู้ เกี่ยวกับเรื่องของสารต้องห้ามเพียงพอ และมีความเข้าใจในเรื่องของผู้ที่ผิดพลั้งเข้าไป ใช้สารต้องห้าม เพื่อให้มันมีความสมดุล เราต้องเติมส่วนของฝ่ายนักกีฬาเข้าไปบ้าง อาจจะ ไม่ใช่สัดส่วนที่มากนัก แต่ควรจะมีการรับฟังเสียงของเขา ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เราอาจจะคัดเลือกจากนักกีฬาในอดีตที่มีชื่อเสียง และได้ทําคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ บ้านเมือง และไม่เคยมีข่าว ไม่เคยมีเรื่องของการข้องแวะกับสารต้องห้าม บุคคลเหล่านี้ ควรจะให้เกียรติเขา แล้วก็นํามารวมอยู่ในคณะกรรมการด้วย

ส่วนสุดท้ายครับ คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คือกรรมการของ คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้าม ส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ กราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมดูด้วยความช้ําใจจริง ๆ ลักษณะต้องห้ามดูไปเรื่อย ๆ ๑. เป็นบุคคลล้มละลาย ๒. เป็นคนไร้ความสามารถ ๓. เคยได้รับโทษจําคุก ปกติครับ อันนี้ไม่มีปัญหากัน ๔. เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมการ หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง อันนี้ล้อมาจากพวกกองทุนพวกอะไรที่เคยผ่านร่างพระราชบัญญัติกับสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนั้นเลย ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ อาชีพนักการเมืองมันไม่ใช่อาชีพสังคมรังเกียจนะครับ พวกผมเป็นนักการเมือง ผมเป็น ส.ส. ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมไม่ได้ทําอะไรผิด ผมเชื่อว่าทุกคนที่นั่งนี่ก็คิดดีกับประเทศชาติบ้านเมือง นี่เป็นกรรมการที่เกี่ยวกับสารต้องห้าม บางครั้งอาจจะต้องใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เรื่องของสารต้องห้าม เขาอาจจะมาเป็น ส.ส. ก็ได้ เขาอาจจะมาเป็นนักการเมือง อาจจะเป็นผู้บริหารพรรคก็ได้ เกิดเขาไปมีความรักชอบกับ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแล้วไปเป็นกรรมการบริหารขึ้นมา กลายเป็นโดนตัดสิทธิไป เราก็ตัดบุคลากรที่มีความสามารถ นี่ไม่ใช่กองทุนที่มีเงินงบประมาณเป็นหมื่นเป็นพันล้านบาท อันนี้เป็นแค่กรรมการที่จะวินิจฉัยในเรื่องของสารต้องห้าม หรือว่ากําหนดเกณฑ์ในเรื่องสารต้องห้าม นี่กลายเป็นว่าต่อไปต่อไปนี้นักการเมืองเป็นผู้รักชอบทางการเมือง เข้ามาอยู่ในวงการเมือง โดนตัดสิทธิทุกอย่าง ผมก็อยากจะฝากประเด็นนี้ไปว่าถ้ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่เราลองทําพระราชบัญญัติสักฉบับไหมครับ ที่มันไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการใช้งบประมาณเกี่ยวเนื่องกับการบริหารงานราชการแผ่นดิน เราลองให้โอกาสคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองสามารถจะเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรืออาจจะเป็นนักการเมืองเองก็ได้มีโอกาสเข้าไปทํางานในส่วนนี้ดู อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ครับ