ขจิตร ชัยนิคม พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงคำย่อของ ก.ก. เป็น ก.กทม. และการให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานคณะกรรมการบริหารบุคคล
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ ในมาตรา ๗ นี้ผมเป็นคนสงวนความเห็นไว้ ประการแรก มาตรา ๗ ที่บัญญัติว่า คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร เรียก โดยย่อว่า ก.ก. แต่ผมมีความเห็นว่าควรจะใช้คําย่อว่า ก.กทม. แล้วก็ในคณะกรรมการนั้น ใน (๑) ร่างเดิมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แก้ไขเป็น ให้นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานคณะกรรมการ แต่ผมมีความเห็นว่าควรจะให้ผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็องค์ประกอบซึ่งใน (๒) (๓) (๔) (๕) ผมก็ได้เสนอรายละเอียดไว้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอให้เหตุผล ในประเด็นแรกที่ผมเห็นว่าควรจะใช้คําย่อว่า ก.กทม. เพราะคําว่า ก. ส่วนมากเราสื่อกันเป็น คําย่อแทนคณะกรรมการ เสร็จแล้วคณะกรรมการอะไรเขาก็ใช้คําย่อต่อท้าย เช่น เดิมเราจะ ให้มี ก.พ. ก็เป็นคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ถ้า ก.ตร. ก็เป็นคณะกรรมการข้าราชการ ตํารวจ แล้วก็ ก. หลาย ๆ ก. เขาก็ใช้ อย่าง ก.ค. แต่ก่อนเป็นครู ต่อมาเขามีครูและบุคลากร ทางการศึกษา เขาก็เรียกกรรมการว่า ก.ค.ศ. ทีนี้ใช้ ก.ก. ผมคิดว่ามันไม่สื่อที่เป็นสากล เพราะว่าการสื่อที่เป็นสากล กรุงเทพมหานครนี่ทุกคนย่อ กทม. อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คณะกรรมการข้าราชการและบุคลากรกรุงเทพมหานครควรจะใช้คําย่อว่า ก แล้ว กทม. ผม เห็นว่าการใช้คําย่อนี้จะสื่อความหมายที่เป็นสากลและเข้าใจอย่างทั่วถึงกว่า ก็เลยขอ เปลี่ยนแปลงจากย่อว่า ก.ก. เป็น ก.กทม. ส่วนองค์ประกอบใน (๑) ที่ผมเห็นว่า คณะกรรมการชุดนี้ ท่านประธานครับ คือคณะกรรมการข้าราชการและบุคลากร กรุงเทพมหานคร คําว่า ข้าราชการ ก็คือเป็นข้าราชการสามัญของกรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการครู เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๔๐,๐๘๓ ตําแหน่ง และคําว่า บุคลากร กรุงเทพมหานครก็หมายถึงลูกจ้าง ซึ่งประกอบไปด้วย ลูกจ้างประจํา ๔๐,๐๐๐ คนเศษ แล้วลูกจ้างชั่วคราว ๑๕,๒๘๓ คน รวมตําแหน่งบุคลากร ประมาณ ๕๖,๐๗๗ ตําแหน่ง ทั้งหมดนี้ ๙๖,๑๖๐ ตําแหน่ง ท่านประธานครับ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ทํางานบริหารบุคคลของกรุงเทพมหานคร ผมมีความเห็นว่า ควรจะเป็นผู้ว่าราชการซึ่งประชาชนชาวกรุงเทพมหานครเลือกตั้งมา โดยการเลือกตั้งมาเป็น ประธาน เหตุผลข้อที่ ๑ ที่สนับสนุนความเห็นนี้ก็คือว่ารัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญไว้ รัฐธรรมนูญได้เขียนถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ถึง ๑๐ มาตรา ในหมวด ๑๔ แล้วพูดไว้ ชัดเจน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ เขียนว่า การกํากับการปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องทําเท่าที่จําเป็น แล้วก็มาตรา ๒๘๓ เขียนไว้ชัดเจน บอกว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นย่อมมีอํานาจและมีอิสระในเรื่องงานบริหารบุคคล งานงบประมาณอะไรก็ว่าไป ท่านประธานครับ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลักษณะพิเศษคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมหานครที่เป็นเมืองหลวงของเมืองไทย ควรจะเป็น อิสระในเรื่องการบริหารบุคคลหรือยังครับ คําตอบที่ผมได้ก็คือว่าควรจะเป็น ควรจะเป็น ผู้ว่าราชการ เป็นประธาน ก ในการบริหารบุคคล เพราะฉะนั้นผมจึงมีความเห็นว่าด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความคิดว่าถ้าหากเราจะส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นอิสระ ตามเจตนาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมา ๒-๓ ฉบับนี้ก็ส่งเสริมให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปกครองตัวเอง กรุงเทพมหานครมีบุคลากรประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน มีงบประมาณประมาณปีละ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งที่เก็บเองและก็จัดสรรจากรัฐบาล เรายังให้เขาบริหารได้ ทําไมครับ การบริหารบุคคลนี่ ทําไมจะต้องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ได้ เพราะว่าด้วยเหตุผลนี้ผมจึงเห็นว่าการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลักษณะพิเศษ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย คนกรุงเทพมหานครควรจะมีวุฒิภาวะ ควรจะได้รับการ เคารพ เมื่อเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้วก็ควรจะให้มาเป็นประธาน ในคณะกรรมการบริหารบุคคลนี้ ผมจึงมีความเห็น ส่วนองค์ประกอบอื่น เมื่อเอาผู้ว่าราชการ จังหวัดมาแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วผมก็เสนอให้เปลี่ยนเพื่อสอดคล้อง ไปแล้วนะครับ ก็คือ (๑) (๒) นี้ผมเห็นว่าควรจะมี ๕ ท่าน ผู้ว่าราชการเป็นประธานแล้ว ผมเสนอเพิ่มให้เลขาธิการ ก.พ.ร. มาเป็นประธาน เพราะว่าคณะกรรมการ ก.พ.ร. นี่ ก.พ.ร. เป็นคณะกรรมการควบคุมตําแหน่ง อัตราข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นในการ วางแผนขอบข่ายทั่วประเทศ ใน (๓) ผมจะเสนอให้ ส่วนใหญ่ก็เขียนไว้เดิมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ผมเสนอให้เป็นผู้แทนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการและที่ผู้ว่าราชการมอบหมาย ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนผู้อํานวยการเขตซึ่งคัดเลือกกันเองจํานวน ๑ คน ผู้อํานวยการ เขตกรุงเทพมหานคร มี ๕๐ เขตครับ ตอนนี้ไม่ได้มีบทบาทในการบริหารบุคคลเลย ผมก็ให้ ท่านเลือกกันเองมา ๑ ท่าน เข้ามาอยู่ใน ก.ร. ผู้แทนบุคลากรกรุงเทพมหานครซึ่งเลือกกันเอง จํานวน ๑ คน ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมบอกท่านแล้วว่าบุคลากรของกรุงเทพฯ ทั้งหมดมี ๕๖,๐๐๐ คนก็ควรจะให้เขาเลือกตําแหน่งมาในคณะกรรมการกรุงเทพมหานคร เสร็จแล้วก็ ให้หัวหน้าสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพฯ เป็นกรรมการอีกคนหนึ่ง ส่วน (๔) เป็นผู้แทนข้าราชการ ผมก็ได้เสนอไว้แล้วจํานวน ๕ ท่าน ตามรายละเอียดที่มีอยู่ใน (๔) ส่วน (๕) นั้น ก็เห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิก็คัดเลือกจากกรรมการที่ผ่านมาแล้ว ๕ ท่าน ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากย้ําคือ ผมมีความเห็นว่าในคณะกรรมการก็มีความเห็น หลายฝ่ายหลายท่าน ครั้งแรกก็แนวโน้มบอกจะเห็นด้วยกับผมนี่ละว่าให้ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครเป็นประธาน แต่ต่อมาก็มีการเปลี่ยนความคิดผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะเป็น เรื่องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ใช้เหตุใช้ผลเพื่อความก้าวหน้าของมหานครอันเป็นเมือง หลวงของประเทศไทยสมควรหรือยัง ๓๖ ปีที่ประกาศใช้ ให้รัฐมนตรีมหาดไทยไปกํากับ ไปเป็นประธาน ก คณะกรรมการข้าราชการ พลเรือนแต่วันนี้เสียงส่วนใหญ่กลับจะดึงเข้าไป ส่วนกลางมากขึ้นอีก คือ ให้นายกรัฐมนตรี ผมจึงไม่เห็นด้วย ความเห็นผมถ้าจะเราเดินไปสู่ การพัฒนาปกครองส่วนท้องถิ่นก็ควรจะให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนี่แหละเป็นประธาน คณะกรรมการ ก. กทม. ตามที่ผมได้เสนอแปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ ขอบคุณครับ