วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ หารือเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของรัฐในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน และให้เกษตรกรมีสิทธิในการครอบครองและใช้ที่ดินอย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรครวมชาติพัฒนา ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้อภิปรายตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแล้วว่า ถ้ากรรมาธิการท่านได้ชี้แจง เมื่อไร คําชี้แจงของท่านเป็นผลสะท้อนว่าท่านไม่เอาใจใส่ในรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ให้ แล้วให้มีกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขอท่านอ่านในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายลูก รองกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มาตรา ๘๕ ที่ได้บัญญัติเอาไว้ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขออนุญาตอ่านนะคะ อาจจะ ใช้เวลามากสักหน่อย ขอท่านประธานค่ะเพื่อประชาชน
มาตรา ๘๕ รัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้
(๑) กําหนดหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยให้คํานึงถึง ความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งผืนดิน ผืนน้ํา วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และกําหนดมาตรฐานการใช้ที่ดิน อย่างยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินนั้น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
(๒) กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดําเนินการให้เกษตรกร มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดิน หรือวิธีอื่น รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ําเพื่อให้เกษตรกรมีน้ําใช้อย่างเพียงพอและเหมาะสม แก่การเกษตร
(๓) คงจะไม่อ่าน ดิฉันอยากจะขอใช้คําว่า ใน (๑) กับ (๒) ท่านคะ เราพร้อมกันที่จะควบคุมให้รักษาไม่ว่าจะผืนน้ํา ต้นไม้ ลําธารต่าง ๆ ที่อุดมสมบูรณ์เอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีคําว่า อนุรักษ์ผืนดิน ผืนน้ํา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลัดเปลี่ยน มาให้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมได้จัดการดูแล ในพื้นที่เขตวนอุทยาน หรือในพื้นที่อนุรักษ์ แน่นอนค่ะเป็นคํากล่าวหาจากประชาชนได้ว่าตนเองทํากินในตรงนั้น แต่ได้ถูกตราหน้าว่า เป็นผู้บุกรุกพื้นที่ของรัฐ เป็นผู้บุกรุกที่ทําลายผืนแผ่นดิน ผืนน้ํา สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาตินั้นเสียหายไป ใช่ คําว่า บุกรุก นี้น่าจะเกิดขึ้น แต่กรณีคําว่า บุกรุก ก็ต้องมาเปลี่ยนในกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๒๐ นั้นดิฉันได้เห็นแล้วใน (๒) ถูกต้อง แต่ใน (๑) นี่ท่านต้องคํานึงนะคะว่าใน (๒) ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๘๕ นี้ ท่านเขียนไว้ อย่างไร กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดําเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิ มีทั้งกรรมสิทธิ์และมีสิทธิ ดิฉันจะขออภิปรายให้กับท่านกรรมาธิการได้ทราบว่า การที่มีสิทธินี้มาจากไหน จากที่แต่ก่อนนั้นที่ประชาชนไม่มีที่ทํากิน เขาได้ถือสิทธิในกรณีที่ได้เสียภาษีให้กับเจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เรียกว่า ภบท. ๕ ใบสีชมพู เราไม่แปลความหมายว่า ภบท. ๕ หรือ ทบ. ๕ นี่คืออะไร แปลความหมายว่าประชาชนรู้ว่าคําว่า ใบสีชมพู นี้ก็คือใบที่จะต้องเสียภาษีให้กับ ที่ดินที่ตนเองทํากินในพื้นที่ตรงนั้น หลังจากทํากินไปแล้วก็ได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง ก็มาถึง ส.ค. ๑ ดิฉันได้เอาไปอธิบายให้กับประชาชนเข้าใจว่า ส.ค. ๑ นี้ไม่ใช่โฉนดที่ดินนะ คุณยังไม่ได้กรรมสิทธิ์นะ คุณได้แค่สิทธิครอบครอง ก็ได้มาซึ่ง ส.ค. ๑ พอหลังจากนั้น ส.ค. ๑ ก็กลับมาว่าในการที่คุณครอบครองไปนั้นถ้าคุณไม่ทําประโยชน์ในพื้นที่ที่คุณครอบครอง คุณก็จะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในพื้นที่แผ่นนั้น ก็กลับมา เพราะเขาครอบครองไปแล้วตามกําหนด ที่รัฐบาลกําหนดให้ กฎหมายกําหนดให้กี่ปี ๆ ก็ได้ทําประโยชน์ในพื้นที่ตรงนั้น ก็ได้มาเป็น น.ส. ๒ หนังสือรับรองการทําประโยชน์ แต่ก่อนนี้ท่านจะเห็นนะคะว่าเป็นครุฑดํา เป็นครุฑดํา ยังไม่ได้เป็นครุฑเขียว ยังไม่ได้เป็นครุฑแดง ท่านคะ นี่คือประชาชนเข้าใจอย่างนั้น พอหลังจากที่เขาได้ครุฑดําเป็นหนังสือรับรองการทําประโยชน์ ย่อก็คือ น.ส. ๒ น.ส. ๒ กลับมาก็มาเป็นครุฑเขียว น.ส. ๓ หนังสือรับรองการทําประโยชน์ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์นะคะ ดิฉันพยายามอธิบายให้กับกลุ่มประชาชนให้เข้าใจว่าคุณยังไม่ได้กรรมสิทธิ์แต่คุณ ได้ครอบครอง ณ ทํากิน ทําประโยชน์ในพื้นที่นั้น เพราะมันเป็น น.ส. ๓ ครุฑเขียว ต่อมา เขาก็ทํากินในตรงนั้น แล้วก็ตายจากไปแล้ว ลูกหลานเข้ามาครอบครองแทน ลูกหลานก็ทํากิน ต่อเนื่องมาก็ได้กรรมสิทธิ์มาเป็นโฉนดที่ดิน ครุฑแดง นี่ละค่ะคือความต้องการของประชาชน ที่ต้องการอยากจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตนเองทํามาหากินมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด พอกลับมา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะฉบับไหน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ดิฉันก็ได้เห็นแล้วมาตรา ๘๕ นี้ บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นในมาตรา ๘๔ แต่พอมาปีนี้มาบัญญัติในมาตรา ๘๕ ในมาตรา ๘๕ ข้อความไม่แตกต่างกันเลย เพียงมาแยกแยะให้ออกว่าให้ข้าราชการหรือ ผู้ที่ถูกกํากับดูแลในหน่วยราชการ ซึ่งไม่ใช่เป็น ส.ส. เพราะ ส.ส. นั้นดํารงตําแหน่งแค่ ๔ ปี เท่านั้นเองก็ครบวาระ ท่านจะต้องดู