วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อภิปรายเรื่องส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนโดยเสนอเปลี่ยนระบบจากส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder Cost) เป็นระบบฟีด-อิน แทร์ริฟ เพื่อความเป็นธรรม และเร่งศึกษาเตรียมความพร้อมด้านสมาร์ทกริดและประหยัดพลังงานผ่านมาตรการกฎหมาย บริหาร และสังคม โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ
ก็ขออนุญาตตอบคําถามที่ ๒ ท่านผู้ตั้งกระทู้นะครับว่าเรื่องของการประหยัดพลังงานนั้น กระทรวงพลังงานได้มีแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๑๕ ปีซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ไปแล้วเมื่อต้นปี ๒๕๕๒ ประมาณวันที่ ๒๘ มกราคม ส่วนเรื่องการประหยัดพลังงานนั้น ผมเข้ามา ผมก็ได้มอบนโยบายให้ทางกระทรวงนั้นจัดทําแผนประหยัดพลังงาน ๒๐ ปี ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมยกร่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กําลังอยู่ในระหว่างการรับฟังความเห็นจาก ประชาชน ผมเข้าใจว่าประมาณต้นเดือนมีนาคมนี้คงจะได้ดําเนินการรับฟังความเห็น จากประชาชนโดยทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งเป้าหมายของการลดการเปิดก๊าซ เรือนกระจกแผนพลังงานทดแทนลดอย่างน้อยให้ได้ ๔๒ ล้านตันต่อปี และเกิดจากแผนประหยัดพลังงานเช่นเดียวกันครับ เราตั้งเป้าว่าเราจะลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย ๓๐ ล้านตันต่อปี โดยเราถือว่าเราจะพยายามที่จะใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนว่าเราจะลดการใช้พลังงานโดยเทียบอัตราส่วน ระหว่างเงินลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาไฟฟ้ากับผลผลิตที่ได้ หรือที่เรียกว่า เอ็นเนอร์จี อินเทนซิตี้ (Energy Intensity) ลง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๒๐ ปีนะครับ ซึ่งแผนพีดีพี (PDP) แผนพัฒนาพลังผลิตไฟฟ้าปัจจุบันนี้ ๒๐๑๐ นี้นะครับ เราก็มุ่งเน้นที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แทนการใช้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนร่วม โค-รีเจเนอเรชั่น (Co-regeneration) มากขึ้น พยายามที่จะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ํามากขึ้น ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด แล้วก็พยายามที่จะกระจายความเสี่ยง แต่ปัจจุบันนี้เราใช้แก๊ส ธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงถึงร้อยละ ๗๐ ซึ่งก็อยู่ในฐานะที่เสี่ยง เราก็พยายามจะลดสัดส่วนการ ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงจากร้อยละ ๗๐ เหลือมาร้อยละ ๔๐ ในอีกประมาณ ๒๐ ปี ข้างหน้า อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
สําหรับการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนนั้น เรื่องของส่วนเพิ่มที่เรียก แอดเดอร์ คอส์ท (Adder Cost) นั้น เราก็พยายามให้ความเป็นธรรมมากที่สุด ก่อนหน้านี้นั้น ต้นทุนของการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นอาจจะสูง ต่อมาต้นทุนมันลดลง เนื่องจากการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ โซลาร์ เอ็นเนอร์จี (Solar Energy) เพราะฉะนั้นเราได้มีการปรับเปลี่ยนค่าแอดเดอร์ คอส์ท จากเดิมให้ยูนิตละ ๘ บาท แล้วลดมา ๖.๕๐ บาท แล้วก็พยายามที่จะใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า ฟีด-อิน แทร์ริฟ (Feed-in Tariff) คือคํานวณตลอดอายุการใช้งานแล้วก็คิดกันมาทีเดียว แทนที่จะมาให้ แอดเดอร์ คอส์ท เป็นคราว ๆ เพราะว่าต้นทุนมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าให้สูง เกินไปก็ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคที่ใช้ไฟฟ้า เป็นการเรียกว่าเราไปสนับสนุนผู้ดําเนินการ มากเกินควร เหล่านี้เป็นต้นนะครับ เราพยายามให้ความเป็นธรรมโดยใช้ระบบเปลี่ยนจาก แอดเดอร์ คอส์ท บางเทคโนโลยีมาเป็น ฟีด-อิน แทร์ริฟนะครับ
เรื่องของสมาร์ทกริดก็เช่นเดียวกันครับ ผมเองก็ให้ความสําคัญเป็นอย่างมาก ก็ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทําการศึกษาเตรียมความพร้อมที่จะนํามาใช้ใน ประเทศไทย ผมเองก็ได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศออสเตรเลีย ที่ประเทศญี่ปุ่น หรือวงการ นําสมาร์ท กริด สมาร์ท มิเตอร์ริ่ง (Smart Metering) มาใช้นะครับ ขณะนี้ก็ได้มอบหมายให้ ทางอีแกต (EGAT) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทางสํานักนโยบายและแผนพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้เร่งดําเนินการศึกษาเตรียมความพร้อม นะครับ แล้วก็คงจะต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูแลทั้ง กฟน. กฟผ. กระทรวงอุตสาหกรรม เหล่านี้เป็นต้นนะครับ กําลังจะดําเนินการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม อยู่นะครับ เรื่องของการประหยัดพลังงานในอาคารต่าง ๆ นั้นก็ขอเรียนว่า เราก็ได้ดําเนิน มาตรการทั้ง ๓ มาตรการที่ผ่านมานะครับ ทั้งมาตรการด้านกฎหมาย มาตรการทางการ บริหารและมาตรการด้านสังคม มาตรการด้านกฎหมายนั้นเราได้ออกกฎกระทรวงอยู่ ๓ กฎกระทรวง
กฎกระทรวงแรก เป็นการกําหนดให้อาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ ๒,๐๐๐ ตารางเมตรขึ้นไปนั้น ต่อไปนี้ต้องออกแบบและก่อสร้างเป็นอาคารประหยัดพลังงาน อย่างน้อยต้องประหยัดได้ไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของอาคารปกตินะครับ ที่เราเรียกว่า บิลดิ้ง เอ็นเนอร์จี คอส์ท (Building Energy Cost) ซึ่งก็มีผลบังคับใช้แล้วนะครับ
กฎกระทรวงที่สอง เรื่องการบริหารจัดการพลังงานในอาคารขนาดใหญ่ ที่เราเรียกว่า อาคารควบคุมหรือโรงงานควบคุม หมายความว่าเป็นอาคารหรือโรงงานที่ใช้ พลังงานไฟฟ้าในระดับที่สูง ตั้งแต่ ๑ เมกะวัตต์ขึ้นไป อาคารเหล่านี้ก็ต้องเช่นเดียวกันครับ เขาจะต้องมีแผนการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ อย่างมีประสิทธิภาพ เสนอต่อ กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นผู้ตรวจสอบ อย่างน้อยก็ต้องมีการ ประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่ได้ตามเป้าหมายเราก็จะให้คําแนะนําเพื่อให้เขา สามารถที่จะบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน นะครับ
กฎกระทรวงที่สามก็คือ การกําหนดมาตรฐานประสิทธิภาพของเครื่อง อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น พัดลม เครื่องปรับอากาศ หม้อหุงข้าว อะไรเหล่านี้เป็นต้นนะครับ เพื่อที่ให้ผู้ประกอบการได้ผลิตสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ที่มีประสิทธิภาพ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ นั่นก็เป็นมาตรการทางด้าน การกฎหมายนะครับ
มาตรการทางด้านบริหาร เราก็พยายามส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้มีระบบ บริหารจัดการไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริม ใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน นี่นะครับ เอาเป็นกองทุนหมุนเวียน ให้กู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ํา ไม่เกินร้อยละ ๔ เวลานี้เราก็ ปล่อยกู้ไปแล้วประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แล้วผู้ประกอบการก็ลงทุนเพิ่มอีกรวม เบ็ดเสร็จประมาณ ๑๔.๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังมีสินเชื่อพลังงาน ซึ่งสถาบันการเงินทั้ง ๑๐ กว่าแห่งในประเทศไทยนั้นให้ความ ร่วมมือก็ปล่อยกู้เช่นเดียวกัน เวลานี้ก็ปล่อยกู้ไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีกองทุนที่เรียกเอสโอ ฟันด์ (SO Fund) นี่ก็ปล่อยกู้ประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท รวมทั้ง มาตรการส่งเสริมด้านภาษีบีโอไอ (BOI) เบ็ดเสร็จแล้วทั้ง ๔ มาตรการนี้ ณ ขณะนี้ได้รับการ สนับสนุนไปแล้ววงเงินประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลในการประหยัดพลังงานทั้งสิ้น ไม่น้อยกว่า ๖๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมก็พยายามที่จะส่งเสริม
ส่วนในภาคมาตรการด้านสังคมนั้น เราก็พยายามที่จะให้ความรู้แก่ สาธารณชนทั่วไป มีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นชนิดที่ประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งหลอดไฟจากหลอดเบอร์ ๕ นี้ครับ เราก็รณรงค์ทั้งในชุมชนทั่วไป ในวัด ในมัสยิด ศาสนสถาน สถานที่ราชการ กระทรวงพลังงาน เราก็เอาเงินของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน นี้ครับไปเปลี่ยนหลอดไฟให้สถานที่ราชการต่าง ๆ ๘๐๐ กว่าแห่งครับ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ดวงครับที่กําลังดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๔ ซึ่งส่วนราชการ ทั้งหมดถ้าว่าไปแล้วมีหลอดไฟทั้งหมดประมาณ ๒.๘ ล้านดวง เราก็คิดว่าหลังจากนั้นแล้วนัย ต่อไปอาจจะเปลี่ยนให้หมดเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชนทั่วไปให้หันมาใส่ใจแล้วก็ร่วมกัน ที่จะใช้หลอดประหยัดพลังงาน ถ้าเราใช้หลอดประหยัดพลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการ ที่ผลิตหลอดไฟฟ้าเขาก็มีแรงจูงใจที่จะเลิกผลิตแบบเก่าแล้วมาผลิตแบบใหม่ก็จะทําให้ ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะใช้หลอดประหยัดพลังงานได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นนะครับ
อีกคําถามหนึ่งครับขออภัยครับว่า ณ ขณะนี้เรามีโครงการโครงการหนึ่งเรียก โครงการสร้างขุมกําลังบุคลาการด้านการอนุรักษ์พลังงาน ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า บิลดิ้ง เอ็นเนอร์จี อะวอร์ด ออฟ ไทยแลนด์ ๒๐๑๐ (Building Energy Awards of Thailand 2010) หรือเรียกว่า บีท ๒๐๑๐ (BEAT 2010) เราก็เป็นการชัดชวนให้หน่วยงานสถานที่ ราชการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนนั้นได้หันมาใส่ใจในการที่จะประหยัดพลังงาน โดยที่เราเอา เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนบางส่วน เราก็แบ่งเป็นกลุ่มได้ ๗ กลุ่ม กลุ่มห้างสรรพสินค้า เช่น สยามพารากอน ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ กลุ่มโรงพยายาล เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว กลุ่มโรงเรียน เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนสตรีวิทยากลุ่มมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ กลุ่มผู้ผลิตรายการ เช่น เวิร์คพ้อยท์ แกรมมี่ และเจเอสแอล กลุ่มสื่อสารมวลชน เช่น โมเดิร์นไนน์ทีวี เอ็นบีที แล้วก็สมาคมวิศวกรรมสถาน กลุ่มพวกนี้เขาจะมาบริหารจัดการ ด้านการใช้พลังงานเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อจะเอาผลประหยัดได้นั้นไปเผยแพร่ให้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชนต่าง ๆ ต่อไปนะครับ อันนี้ก็เป็นแนวหนึ่งในการที่จะพยายามที่จะ สนับสนุนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนนั้นได้หันมาใส่ใจแล้วร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ก็ขอตอบเพียงแค่นี้ก่อนครับ