สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

อานิก อัมระนันทน์ ขอแสดงความขอบคุณต่อท่านประธาน และหารือเรื่องยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) และความไม่พอใจในเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยอานิกต้องการยุทธศาสตร์ที่รวมพลังหลายด้าน และมีการคุยโดยตรงกับกลุ่มที่เข้าไปฝังตัวคัดค้าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานหมุนเวียนและความไม่พอใจในแผนพีดีพี โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า

นางอานิก อัมระนันทน์ แบบสัดส่วน

กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ยุทธศาสตร์ใหม่ ได้ฟังแล้วดิฉันก็อยากจะขอเรียนฝากท่านรัฐมนตรีเพิ่มเติมว่าอาจจะต้องมี การคุยโดยตรงกับกลุ่มที่เข้าไปฝังตัวคัดค้านด้วย เพราะว่าไม่อย่างนั้นเราจะไปแก้ที่ปลายเหตุ อย่างเดียวก็อาจจะยาก แต่ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีค่ะที่ท่านมียุทธศาสตร์ที่รวมพลังหลาย ๆ ด้านนะคะ

คําถามที่ ๒ ก็จะเป็นอีกแง่มุมหนึ่งของการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้านะคะ คือความไม่พอใจกับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า หรือที่เขาเรียกกันว่า พีดีพี (PDP) ดิฉันจะยก มาใน ๒ แง่มุม แง่มุมหนึ่งก็คือในเรื่องของเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการประหยัด พลังงานที่ทางฝ่ายเอ็นจีโอ (NGO) ต่าง ๆ เขามองว่ายังมีไม่เพียงพอทั้งในแง่ของความท้าทาย ของเป้าหมายและก็ความชัดเจน รวมทั้งยังขาดมาตรการการชักจูงให้เกิดการประหยัดไฟฟ้า ยังมีน้อยเกินไป คือท่านมีแล้วในระดับหนึ่ง แต่เขามองว่าน้อยเกินไป ส่วนใหญ่เขาก็จะไป เทียบกับประเทศอย่างเยอรมัน ซึ่งดิฉันเพิ่งไปดูงานมา ก็ขออนุญาตยกเป็นตัวอย่างว่า เขาตั้งเป้าหมายว่าเขาจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงถึงครึ่งหนึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าภายใน ๔๐ ปี ซึ่งฟังดูนาน แต่ว่าลดครึ่งหนึ่งจากปัจจุบันนี้ก็เยอะมโหฬาร โดยที่เขาก็จะมีมาตรการ ต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการจูงใจทางภาษี การกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม แล้วก็ที่น่าสนใจ อีกอย่างหนึ่งคือการตั้งกฎเกณฑ์ในการจัดจ้างจัดซื้อของภาครัฐว่าจะต้องมีเป้าหมายในการ ประหยัดพลังงานด้วย อันนี้ก็เป็นประเด็นของการประหยัดพลังงาน

อีกประเด็นที่เป็นความไม่พอใจในแผนกําลังผลิตไฟฟ้าที่อยากจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีก็คือเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่เพียงพอ ในมุมมองของฝ่ายต่อต้านหรือฝ่าย เอ็นจีโอ ดิฉันรับทราบเลยว่าแผนพีดีพีฉบับปัจจุบันนี้ทางท่านรัฐมนตรีและท่าน นายกรัฐมนตรีได้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทําให้เขียวที่สุด แล้วก็ใช้พลังงานหมุนเวียนเข้า มามีส่วนร่วมมากที่สุด อันนี้ก็เป็นที่ชื่นชมนะคะ แต่ถ้าสมมุติว่าเรามองลงไปลึกถึงโครงสร้าง ก็อยากจะเรียนถามว่ามันสามารถจะไปได้ไกลกว่านั้น ในประเด็นแรกก็คือเรื่องของสิ่งที่ เรียกว่า แอดเดอร์ (Adder) หรือส่วนเพิ่มค่าไฟที่ให้กับพลังงานหมุนเวียน ในระยะปีสองปีที่ ผ่านมานี้เนื่องจากมีความพยายามที่จะดูแลไม่ให้ค่าไฟโดยรวมสูงเกินไปก็เลยไปเกิดทําให้มี การจัดสรรเป็นโควตา ซึ่งก็จะทําให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจะค่อนข้างขาดความ โปร่งใส แล้วก็อาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น แล้วก็เป็นการเพิ่มต้นทุนสําหรับผู้ผลิตด้วย

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งก็เป็นประเด็นใหญ่มากพอสมควร แต่ก็เป็นอะไรที่ เป็นเทคนิคเป็นเชิงเทคโนโลยีวิชาการมากก็คือเรื่องของสิ่งที่เขาเรียกว่า สมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือระบบสายส่งอัจฉริยะ ตอนที่ดิฉันจัดสัมมนาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่า ประเทศเราจะหนีพ้นหรือไม่พ้น ก็เข้าไปดูเรื่องพลังงานทดแทนอย่างมากว่ามีจุดไหน ที่ยังสามารถจะคลายปลดล็อกได้อีก ก็พบว่าจากการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ กรมพลังงานทดแทนว่าถ้าเผื่อประเทศของเรามีการลงทุนปรับปรุงระบบจ่ายไฟ คือกริด (Grid) ของเราให้เป็นสมาร์ท กริด หรือการระบบอัจฉริยะก็จะสามารถรองรับการขยาย พลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันร้อยละ ๕ ในแผนผลิตเป็นร้อยละ ๒๐ ในแผนผลิต โดยที่ดิฉันยังไม่ทราบว่าจะต้องลงทุนขนาดไหนและใช้เวลาอย่างไร ขอยกตัวอย่างประเทศ เยอรมันอีกครั้งหนึ่งว่าเขามีแนวทางที่จะปฏิรูปโครงสร้างพลังงานแบบอย่างสิ้นเชิง มีวิสัยทัศน์ว่าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากปัจจุบันซึ่งมีแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๔๐ ปี แล้วเขาก็ยังวางแผนว่าจะลดการใช้นิวเคลียร์ไปจนหมด ในช่วงเดียวกันด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่กล้าหาญมาก เพราะว่าในประเทศพัฒนาอื่น ๆ เขามีแต่ สร้างเพิ่ม แต่ดิฉันก็ยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าเขามีการลงทุนสร้างสมาร์ทกริด จากทางเหนือของประเทศเยอรมันซึ่งมีพลังงานลมเยอะ ส่งไปทางใต้ของประเทศเยอรมัน ซึ่งเห็นส่วนที่ใช้พลังงานเพราะว่ามีอุตสาหกรรมเยอะ มีการลงทุนถึง ๕ พันล้านยูโร ซึ่งฟังแล้ว สมาร์ทกริดวิ่งไปทางใต้นี่ก็จะทําให้นึกถึงปัญหาของประเทศไทยว่าปัจจุบันนี้ สายส่งที่วิ่งไปทางภาคใต้ของเราซึ่งก็เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนเหมือนกัน เพราะว่ามีลมดี ทางภาคใต้ แล้วก็มีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ อีก แต่ก็มีข้อจํากัดเรื่องสายส่งทําให้ไม่สามารถ รับพลังงานหมุนเวียนได้เท่าที่ควร ก็เป็นอะไรที่ทําให้เกิดคําถาม เพราะว่าสมาร์ทกริดนี่เป็น เงื่อนไขสําคัญ และในประเทศเยอรมันเขามีเงื่อนไขอันหนึ่งที่ทําให้ สมาร์ทกริดเขาพัฒนาได้ ก็คือการที่เขาแยกส่วนการบริหารจัดการของสายส่ง ระบบสายส่งทั้งหมดออกมาต่างหาก ซึ่งในประเทศของเรานี่พระราชบัญญัติกํากับกิจการพลังงานปี ๒๕๕๐ ก็ได้เปิดทางที่จะแยก ความเป็นเจ้าของการควบคุมการดูแลสายส่งอย่างเป็นอิสระอยู่แล้ว หรือที่เขาเรียก กันว่า อันบันเดอลิ่ง (Unbundling) เพราะว่ามันจะทําให้เกิดมีการแข่งขันในการผลิตไฟฟ้า อย่างเต็มที่ มีต้นทุนที่ลดลงสําหรับผู้บริโภคแล้วก็ยังจะเปิดทางให้มีการลงทุนในสมาร์ทกริด ที่จะทําให้สามารถรับไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ ได้มากขึ้น ก็จึง อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีโดยกราบเรียนผ่านไปยังท่านประธานว่าทางรัฐบาลมีแนวทาง อย่างไรที่จะปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าในส่วนของสายส่ง โดยเฉพาะในเรื่องของการ แยกระบบสายส่งให้เป็นอิสระ การทําสมาร์ทกริดตลอดจนมาตรการส่งเสริมการประหยัด พลังงานโดยเฉพาะในอาคารพาณิชย์และก็ศูนย์การค้าใหญ่ ๆ ที่เปิดแอร์กันจนเย็นมาก ๆ ก็เรียนถามเป็นคําถามที่ ๒ ค่ะ