สุวโรช ยื่นร่างกฎหมายแก้ที่ดินรัฐ เน้นความเป็นธรรม-อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สุวโรช พะลัง ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกที่สงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยชี้ว่าหน่วยงานรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขแทนการปล่อยให้ข้าราชการดำเนินการตามเดิม

นายสุวโรช พะลัง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ในนามของกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องถือโอกาสตรงนี้กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ให้ ความเห็นในเรื่องของการบริหารที่สงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐ ซึ่งก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนต่อท่านประธานถึงที่มาที่ไปของร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ ซึ่งท่านประธานคงจําได้ ว่าเดิมมีญัตติของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองเข้ามาสู่ที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ดินของรัฐทุกประเภทที่มันหมดสภาพแล้ว ที่พี่น้องประชาชนอยู่ในที่ดินของรัฐแต่ละประเภทเหล่านั้นนะครับ ไม่ว่าจะอยู่มาก่อน แล้วก็ รัฐไปประกาศทับ หรือว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เป็นที่ดินของรัฐ แต่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ จนกระทั่งหมดสภาพความเป็นที่ดินของรัฐตามวัตถุประสงค์ในการสงวนหวงห้ามมีประชาชน เข้าไปปลูกพืชผลอาสินจนกระทั่งกลายเป็นชุมชน เป็นเมือง กรรมาธิการชุดนั้นในสภาก็ได้ มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่ง และคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนั้นเรียกว่า คณะกรรมาธิการแก้ปัญหาที่ดินทํากินของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ให้เกียรติกับกระผมให้เป็น ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนั้น เราก็ได้มีประชุมปรึกษาหารือกัน แนวทางอันหนึ่ง ที่จะเป็นแนวทางในการแก้ไขเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชน และในขณะเดียวกันเราก็ให้ความสําคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่เหลืออยู่ เท่าที่มีอยู่ และเพื่อที่จะขจัดข้อขัดแย้งระหว่างพี่น้องประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดูแล ที่ดินของรัฐแต่ละประเภทว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้ามาหากัน ประเด็น ข้อหนึ่งที่เราได้จากการศึกษาครับท่านประธาน นั่นก็คือถ้าปล่อยให้อํานาจหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ให้หน่วยงานของรัฐที่ดูแลที่ดินของรัฐแต่ละประเภทโดยเฉพาะไปแก้ไขปัญหา ที่ดินของรัฐที่อธิบดีกรมต่าง ๆ ที่ได้รับอํานาจตามกฎหมายเฉพาะ เช่น ที่ดินของกรมอุทยาน แห่งชิสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เขาให้เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและ พันธุ์พืช ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปี ๒๕๐๔ หรือที่ดินของกรมป่าไม้ ให้อธิบดีกรมป่าไม้ ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ปี ๒๕๐๗ ไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ หรือที่ดิน ของรัฐประเภทอื่น ๆ ก็สุดแล้วแต่ ผลจากการศึกษาเราเห็นว่าแก้ปัญหาเหล่านั้นให้กับพี่น้อง ประชาชนไม่ได้เลย และมิหนําซ้ําครับ หลายกรณีที่เราได้จากการศึกษาก็คือที่ดินของรัฐ ไปทับที่ดินของประชาชนหรือของราษฎรที่เขาอยู่มาก่อน แต่ระหว่างที่ไปประกาศกฤษฎีกา หรือออกกฎหมายทับตรงนั้น ราษฎรที่เขาอยู่มาก่อนเขาไม่รู้เลยว่าในขณะนี้ที่ดินของเขาถูก รัฐเอาไปแล้ว มาทราบเอาภายหลังเมื่อผลการบังคับใช้กฎหมายประเภทนั้น ๆ มีผลบังคับ แล้ว ความเป็นธรรมเหล่านี้ครับ พี่น้องประชาชนเหล่านั้นทุกข์ระทมตลอดมา เราได้เชิญ แล้วเราได้ออกไปในพื้นที่ เราได้เห็นสภาพลักษณะเหล่านี้ แนวทางอันหนึ่งที่เราเห็นว่าน่าจะ เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาก็คือ เดิมกรรมาธิการได้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่ง มีท่านนคร มาฉิม ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เป็นประธาน แล้วก็มีหลายท่านครับ จากทุกพรรค การเมืองไปเป็นคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็มีนักวิชาการอิสระจากหลากหลายมหาวิทยาลัย มาร่วมเป็นคณะอนุกรรมาธิการ เขาก็ได้ไปศึกษาลงในพื้นที่แล้วก็เห็นว่าแนวทางอันหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหาก็คือ ควรจะมีกฎหมายที่ให้ทางฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะ การแก้ไขปัญหาในที่ดินของรัฐเหล่านี้เราเห็นว่าถ้าปล่อยให้ข้าราชการประจําดําเนินการตาม กรอบอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดไว้มันยากที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ แล้วก็ยากที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติส่วนที่เหลืออยู่ให้ดํารงอยู่ต่อไปได้ เห็นไหมครับ ของกรมป่าไม้นะครับ รักษาป่าไปรักษาป่ามา ป่าหมด เห็นไหมครับ เผาเป็น ลูก ๆ แต่ทางกรมป่าไม้ก็บอกว่าสามารถปลูกป่าคืนมาได้ งบในการปลูกป่าเท่าไรครับ แต่ไม่มี ต้นไม้ขึ้นมาได้เลย แทบว่าอย่างนั้น หรือไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินงบประมาณซึ่งมาจากภาษีอากร ของประชาชน เราเห็นว่าถึงเวลาแล้วครับที่เราจะให้กองทัพประชาชน ก็คือพี่น้องประชาชน คนที่อยู่ในที่ดินของรัฐเหล่านั้นนะครับ จากที่อยู่ในที่มืดให้มาอยู่ที่สว่างเสีย นั่นก็คือการออก กฎหมาย เดิมคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ยกร่างเป็นกฎหมายยกเลิกที่สงวนหวงห้ามของรัฐ มาด้วยกันทั้งหมด ๗-๘ ร่างด้วยกัน เข้ามาที่ที่ประชุมสภา เข้ามาที่ประธานสภา ท่านประธานสภาก็ส่งไปรัฐบาล รัฐบาล ก็สอบถามข้อเท็จจริงไปที่หน่วยงานตามกระบวนการในการตรากฎหมาย ก็ปรากฏว่า ทั้ง ๗-๘ ร่างถูกยําเละเลยครับ แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรี อันนี้ต้องชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ครับ ในการประชุมกรรมาธิการที่ผมเป็นประธานนะครับ ทางคณะกรรมาธิการเห็น ว่าควรจะเชิญท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าผู้บริหารหรือเป็นผู้นํารัฐบาลเข้ามาร่วม ประชุมกับเรา เราก็ได้นัดหมายท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีท่านนี้ ครับ ท่านก็ได้ให้ความเมตตาต่อคณะกรรมาธิการ ท่านไม่ได้มาคนเดียวครับ ถึงวันนัดท่านพา รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของรัฐทุกประเภทมาร่วมประชุมกันที่ห้องประชุมของ คณะกรรมาธิการงบประมาณซึ่งผมได้ขอยืมจากท่านประธานสภานะครับเป็นที่ประชุม แล้วเราก็ได้บรรยายสรุปว่าแนวทางอันหนึ่งที่เราเห็นว่าน่าที่จะมีการแก้ไขก็คือการยกร่าง กฎหมายลักษณะดังกล่าวขึ้นมา แล้วก็มีปัญหาอุปสรรคลักษณะอย่างนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้รับปากต่อที่ประชุมว่าเมื่อมีปัญหาตรงนี้และความเป็นจริงที่ได้จาก การศึกษา ท่านก็เห็นว่าน่าที่จะมีกฎหมายกลาง ๆ ขึ้นมาสักฉบับหนึ่ง ท่านก็เลยมอบให้ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ