องอาจ คล้ามไพบูลย์ เสนอการแก้ไขปัญหาการควบคุมสื่อสาธารณะของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่าไม่ปรารถนาให้สื่อสาธารณะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้าย และพยายามใช้ทุกช่องทางในการเจรจาและแก้ไขปัญหา
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ ในฐานะรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถาม ของท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ในเรื่องของการควบคุมดูแลสื่อสาธารณะของรัฐบาล ก่อนอื่นก็ ต้องขอขอบพระคุณท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ที่ได้กรุณาให้ความสนใจในเรื่องการนําเสนอข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ของกรมประชาสัมพันธ์ ผมอยากจะกราบเรียนนโยบายเป็นเบื้องต้นว่า นับตั้งแต่ เข้ามารับตําแหน่งในการดูแลเกี่ยวกับกรมประชาสัมพันธ์สิ่งที่พยายามกระทําตามนโยบาย ของรัฐบาลก็คือการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ผมเข้าใจดีว่าเมื่อท่านได้รับชมภาพที่ปรากฏและเสียงที่ปรากฏทางหน้าจอทีวี เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ท่านเองอาจจะมีความรู้สึกนึกคิดว่าภาพและเสียงที่ปรากฏนั้นก่อให้เกิดปัญหา ต่อสถานการณ์ที่กําลังเกิดขึ้น และผมเชื่อว่าด้วยความปรารถนาดีของท่านเองนั้น ท่านก็ ไม่ประสงค์ที่จะให้ภาพและเสียงทํานองนี้ไปปรากฏในสื่อโทรทัศน์ซึ่งท่านมีความกังวลว่า อาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่ทําให้ไทยเรานี่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามกฎบัตรของอาเซียนอย่างที่ ท่านได้บอกกล่าวไปแล้ว และด้วยความปรารถนาดีของท่าน ท่านอาจจะกังวลว่าจะก่อให้เกิด สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เพราะจะต้องไปพูดถึงผู้นําของประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่ท่านได้ นําภาพและเสียงมาให้ปรากฏ ผมอยากจะเรียนเป็นเบื้องต้นว่า ในส่วนของรัฐบาลเองนั้น เราเองก็ไม่ปรารถนาเช่นเดียวกันครับที่จะมีส่วนที่จะทําให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่า ในปัจจุบัน และทางตรงกันข้ามรัฐบาลเองพยายามทุกช่องทางที่จะทําให้สถานการณ์กลับคืน มาสู่สภาวะปกติ จะเห็นได้ว่าเราพยายามที่จะใช้ทุกช่องทางในการที่จะเจรจาทําความเข้าใจ เพื่อจะให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ๒ ประเทศนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข อะไรที่เป็น ปัญหาข้อขัดแย้ง อะไรที่เป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านของทั้ง ๒ ประเทศนั้น เราก็พยายามใช้กลไกลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นกลไกของคณะกรรมการ ทางด้านชายแดน ที่เรียกภาษาอังกฤษว่า เจดีซี (JDC) หรือ จอยท์ บอร์เดอร์ คอมมิตตี (Joint Border Committee) อย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งการเจรจาเกือบทุกอันดับเราก็พยายาม ทําที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นและเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดก็ตามที่ก่อให้เกิดปัญหาที่อาจจะทําให้มีการรุกล้ําเข้ามาในดินแดนของ ประเทศไทย หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทย ก็มีความจําเป็นที่ทางรัฐบาล โดยเฉพาะทางฝ่ายความมั่นคงหรือทางฝ่ายทหารนั้นก็ต้องมีภาระหน้าที่ในการดูแลปกป้อง อาณาธิปไตยของประเทศไทยด้วย สําหรับประเด็นที่ท่านได้กรุณายกขึ้นมาว่าภาพและเสียงที่ ไปปรากฏนั้นไปเกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อาจจะ ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้าย ผมอยากจะกราบเรียนว่าเป็นเบื้องต้นเมื่อสักครู่แล้วว่าเราไม่ ปรารถนาที่จะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่ถามว่าเมื่อทําไมจึงมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งผมอยากจะ เรียนเป็นเบื้องต้นว่ารายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งหมดไม่ใช่เป็นรายการที่ทางสถานี ดําเนินการขึ้นมาเองทั้งหมด บางรายการอาจจะเป็นรายการที่สถานีเป็นผู้จัดทําขึ้นมาเอง บางรายการเป็นการเช่าเวลา บางรายการเป็นการผลิตรายการร่วมกันระหว่างสถานีกับ เอกชน ในกรณีรายการที่ท่านหยิบยกขึ้นมาฉายภาพให้ปรากฏต่อเพื่อนสมาชิกของเราใน วันนี้นั้นเป็นรายการของการที่เป็นการเช่าเวลาไปทํารายการในลักษณะเชิงวิเคราะห์ข่าว ไม่ได้เป็นลักษณะในการนําเสนอข่าวสาร เพราะฉะนั้นรายการลักษณะนี้ก็เป็นรายการใน ลักษณะของการวิเคราะห์ข่าว ถามว่าขณะนี้ในปัจจุบันนี่เมื่อเขาเช่าเวลาไปออกรายการนี่ ก่อนจะออกรายการนี่เขาจะต้องทําอะไรอย่างไรบ้าง ผมอยากจะเรียนว่าทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ นี่ก็มีกฎกติกาหรือระเบียบว่าได้กําหนดให้มีการส่งเทป ล่วงหน้าอย่างน้อย ๑ วันเพื่อทําการตรวจสอบคุณภาพของภาพและเสียง แต่สิ่งที่เราไม่ สามารถทําได้เหมือนในอดีตซึ่งพวกเราหลายคนอาจจะไม่ทราบนะครับ แต่นี่เป็นข้อเท็จจริงก็ คือในปัจจุบันได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด ๒๕๕๐ โดยเฉพาะในมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า แต่เราไม่สามารถที่จะไปดูดเสียง หรือลบภาพใด ๆ ได้นะครับ ถามว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าอย่างไรครับ ในมาตรา ๔๕ ใน โจทย์ที่ ๗ ส่วนของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน มาตรา ๔๕ ได้บัญญัติไว้ว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อปกป้อง หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน การสั่งปิด กิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้ การให้ นําข่าวหรือบทความ ไม่ว่าปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออื่นใดก็ตามไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อน นําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นจะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างที่ ประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง อันอื่นก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาตที่จะไม่อ่านถึงครับ ขณะเดียวกันมาตรา ๔๖ มีอยู่วรรคหนึ่งได้พูดไว้นะครับ จริง ๆ มาตรานี้มีอีกยาวนะครับ แต่ผมพูดเฉพาะวรรคที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะครับ บอกว่า การกระทําใด ๆ ไม่ว่าโดย ทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบและ ไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่การกระทําเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบ วิชาชีพ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า อันนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา ๕๐ เพราะฉะนั้นขณะนี้เราจะไปทําเหมือนในอดีตว่า พอเห็นอะไร เวลาเรามาตรวจก่อนเราตรวจ ได้เฉพาะเรื่องของคุณภาพของภาพและเสียงที่จะปรากฏออกไป ส่วนการจะไปดูดเสียงหรือ เราไปใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ไปลบภาพก็ไม่สามารถกระทําได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณวิ ชาญถามก็คือว่า รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในเรื่องนี้ ผมก็กราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่านี่เป็น ข้อจํากัดข้อหนึ่ง แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏออกไปเราทําอย่างไร ท่านวิชาญอาจจะยังไม่ได้ ถามนะครับ แต่ว่าผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบหรือท่านจะถามต่อเลยอย่างไรเดี๋ยวผมขอ ความกรุณาตอบเป็นเบื้องต้นเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ ขอบพระคุณครับ