ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปครูให้มีขวัญและกำลังใจสูงขึ้น พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการเพิ่มเงินเดือนและปรับขั้นเพดานเงินเดือนให้เท่ากับข้าราชการอื่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขับเคลื่อนการเลื่อนวิทยฐานะครู โดยกล่าวถึงความยากลำบากของครูที่อยู่ในพื้นที่กันดารและโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเรียกร้องให้มีการกำหนดระบบอื่นในการประเมินผลงานวิชาการของครู
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณผู้ถามกระทู้นะครับ คือท่าน ส.ส. อรรถพร พลบุตร จากจังหวัดเพชรบุรี และเพื่อนคณะ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์หลายท่านที่ได้เอ่ยนาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านได้ ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องครู เพราะว่า ผลการวิจัยก็ดี หรือแม้แต่ยูเนสโก (UNESCO) ก็ดี ได้รับการยอมรับว่าถ้าเราจะปฏิรูป การศึกษาให้ประสบความสําเร็จ เราจะต้องปฏิรูปครูให้มีขวัญและกําลังใจที่สูงขึ้น กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลนี้ได้ให้ความสําคัญเป็นพิเศษ ในปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาประกาศด้วยตัวเองว่าให้เป็นปีคุณภาพครู เพราะฉะนั้นในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ผมก็พยายามที่จะขับเคลื่อนในการที่จะพัฒนาครูให้มีขวัญกําลังใจทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่องการ ผลิตครู การใช้ครู คืนครูกลับสู่ห้องเรียน การให้ขวัญและกําลังใจครู การเข้าไปช่วยเหลือดูแล สวัสดิการ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตลอดถึงการเลื่อนวิทยฐานะครู ประเด็นคําถามของ ท่าน ส.ส. ก็คงเป็นประเด็นเช่นเดียวกันที่ผมได้รับรู้และเห็นใจตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะผมทราบดีว่าในจํานวนครูของเราที่เป็น ข้าราชการครูเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน จํานวนไม่ต่ํากว่า ๒๔๐,๐๐๐ คนนั้นเป็นเพื่อนครูที่มี วิทยฐานะอยู่ในชั้นที่เรียกว่าชํานาญการ ซึ่งจะต้องทําผลงานทางวิชาการเพื่อจะเลื่อน วิทยฐานะไปเป็นชํานาญการพิเศษ และแน่นอนครูกลุ่มนี้ก็เป็นครูกลุ่มที่อยู่ในวัยกําลังทํางาน ที่เป็นกําลังสําคัญในการจัดการเรียนการสอนอยู่ทั่วประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนว่า เนื่องจากว่าข้าราชการครูนั้นได้มีโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการหรือในวิชาชีพ ๒ ด้านนะครับ ด้านแรก คือได้ดําเนินการที่จะได้ดูแลตามโครงสร้างเงินเดือนเหมือนกับข้าราชการทั่วไปที่จะ ได้รับ ซึ่งในส่วนนี้ผมก็เห็นใจเพื่อนครูว่าโครงสร้างเงินเดือนของเพื่อนครูนั้นยังไม่ได้ มีการปรับมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ ผมเข้ามาวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ก็ได้ดําเนินการ ในการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ซึ่งหลังจากกระทู้ถามสดนี้จบที่ประชุมสภานี้ก็คงจะได้ ร่วมกันในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง เพื่อให้ครูของเราได้เพิ่มเงินเดือน ๘ เปอร์เซ็นต์ ปรับขั้นเพดานเงินเดือนไปเท่ากับข้าราชการอื่นแล้ว ผมมีความตั้งใจว่าจะให้เสนอเข้าสู่วุฒิสภาให้ทันในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อให้เพื่อนข้าราชการครู จะได้ปรับเงินเดือนตามนโยบายของรัฐบาลนี้ที่จะให้ข้าราชการทุกประเภทได้ปรับเงินเดือน ตามอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้นอีกร้อยละ ๕ นี่คือความตั้งใจ
สําหรับในกรณีของการเลื่อนวิทยฐานะครูนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่า ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาผมได้พยายามที่จะขับเคลื่อนให้การเลื่อนวิทยฐานะครูนั้นได้เกิด ผลประโยชน์สูงสุดกับเพื่อนข้าราชการครู ผมก็ยอมรับความเป็นจริงว่านอกจากการเลื่อนโดย โครงสร้างเงินเดือนแล้วครูสามารถที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นเงินทางผลงานทางวิชาการ ที่เรียกว่า เงินวิทยฐานะ ซึ่งมีระดับต่างกันก็คือ ครูชํานาญการ ได้ ๓,๕๐๐ บาท ครูชํานาญ การพิเศษ ได้ ๕,๖๐๐ บาท ครูเชี่ยวชาญ ได้ ๙,๖๐๐ บาท ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ได้ ๑๓,๐๐๐ บาท อันนี้เป็นรายได้ที่เพื่อนครูสายผู้สอนทั้งหมดในกระทรวงศึกษาธิการได้รับผลประโยชน์นี้ เท่ากัน ถ้าในระดับมหาวิทยาลัยก็คือว่าจะได้รับตําแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพราะฉะนั้นการทําผลงานทางวิชาการในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นความพยายามของเพื่อนครู เพราะว่าเป็นแรงจูงใจที่จะทําให้เขาได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพราะครูนั้นเป็นอาชีพที่เสียสละ เป็นอาชีพที่ต้องทุ่มเททั้งกําลังกาย กําลังทรัพย์ และกําลัง ปัญญา มีช่องทางเดียวเท่านั้นก็คือการที่จะต้องทําเพื่อเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น กระผม ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าหลักเกณฑ์ของการเลื่อนวิทยฐานะก็ต้องใช้หลักเกณฑ์ที่เรียกว่า เออาร์ซี (ARC) คือระบบผลงานทางวิชาการ ระบบผลงานทางวิชาการนั้นก็คือว่าจะต้องมี การดําเนินการในการที่จะให้ผู้ประเมินนั้นจะต้องมีการประเมินทั้งในส่วนของคุณลักษณะ ส่วนตัว ด้านคุณธรรม จริยธรรม ทั้งในส่วนของผลงานที่ตัวเองปฏิบัติอยู่จริง และในส่วนของ ผลงานทางวิชาการที่ต้องเขียนเอกสาร เพื่อที่จะให้คณะกรรมการการอ่านนั้นได้มีการ ประเมินว่าบุคคลใดสมควรจะได้รับวิทยฐานะใด บุคคลที่จะมาประเมินการอ่านนั้นต้องมี คุณลักษณะที่อย่างน้อยมีผลงานทางวิชาการที่ได้รับวิทยฐานะที่สูงกว่าผู้ประเมิน ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือเป็นผู้ที่จบปริญญาโท หรือผู้ที่ได้รับวิทยฐานะที่สูงกว่า เพราะฉะนั้นการประเมินผลงานนั้นจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะต้องทําผลงาน ทางวิชาการ แน่นอนที่สุดครับ เมื่อผมเข้ามาผมก็เห็นว่ามีปัญหาและอุปสรรค ผมก็ดําเนินการที่มีการแต่งตั้งให้คณะกรรมการการอ่านเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นดูแลครูกลุ่มเหล่านี้ ให้มากยิ่งขึ้น จัดสรรงบประมาณเพื่อไปดําเนินการให้คณะกรรมการมีมากขึ้น นอกจากนั้น ผมก็เร่งรัดในการที่จะให้มีการประเมินวิทยฐานะครูทุกระดับ ผมอยากจะเรียนด้วยความ ภาคภูมิใจต่อคุณอรรถพรว่าในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาที่ผมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนั้น ผมได้มีการดําเนินการเพื่อที่จะเลื่อนวิทยฐานะ ตลอดถึงบรรจุ ปรับปรุง และอนุมัติตําแหน่งมากเป็นพิเศษในรอบ ๑๐ ปี ตัวเลขดังต่อไปนี้ ผมได้มีการบรรจุ ครูผู้ช่วย จํานวน ๑๒,๐๖๓ อัตรา ได้ปรับครูผู้ช่วยเป็นครูรับเงินเดือน คศ. ๑ ๒,๑๐๔ ราย ได้เลื่อนวิทยฐานะมาเป็นวิทยฐานะชํานาญการ คือ คศ. ๒ ๑๒,๕๖๒ ราย ได้เลื่อนครูมาเป็น ชํานาญการพิเศษ คือ คศ. ๓ ๒,๐๒๕ ราย ได้เลื่อนจากชํานาญการพิเศษเป็นครูเชี่ยวชาญ คศ. ๔ ๑๔๘ ราย และได้เลื่อนเป็นครู เชี่ยวชาญคือ คศ. ๕ จํานวน ๒ ราย และได้มีการปรับอัตราสําหรับให้อนุมัติเงินเดือนเต็มขั้น ตามกฎ ก.ค.ศ. ใหม่ที่ผมได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีให้มีการเลื่อน คศ. ๔ เต็มขั้น ๑,๖๘๓ ราย และเลื่อน คศ. ๔ เป็น คศ. ๕ เต็มขั้น ๒๕๒ ราย ทั้งหมดครูได้รับการเลื่อนวิทยฐานะเพิ่มขึ้น ๑๖,๖๗๒ ราย ประเด็นปัญหาที่คุณจตุพรถามก็คือประเด็นของครู คศ. ๒ ทําวิทยฐานะมา เป็น คศ. ๓ ถ้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็คือผู้ช่วยศาสตราจารย์ คศ. ๓ ก็คือชํานาญการ พิเศษ อันนี้ก็จะมีอุปสรรคปัญหาประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่ารายนะครับที่ทําผลงานและในช่วง ที่ผ่านมาก็มีการไปจัดอบรมที่เรียกว่าอี เทรนนิ่ง (e-Training) เพื่อให้ครูได้มีโอกาสปรับปรุง ผลงาน ในขณะนี้ผมก็ได้เร่งรัดในการที่จะไปดูผลงานในแต่ละราย ซึ่งก็ต้องยอมรับความเป็น จริงว่าถ้าผลงานที่เข้าหลักเกณฑ์เราก็จะดูแลเพิ่มขึ้นเพื่อจะเป็นขวัญกําลังใจให้กับเพื่อนครู อันนี้เป็นเรื่องที่เราได้ดําเนินการไปแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันเมื่อเราทราบว่า การทําผลงานทางวิชาการสําหรับครูที่อยู่ในพื้นที่กันดาร ครูที่อยู่ในโรงเรียนการศึกษาขั้น พื้นฐานนั้นทําด้วยความยากลําบาก เพราะครูไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทํางานวิจัย ครูเชี่ยวชาญในเรื่องของการปฏิบัติการ เพราะฉะนั้นการที่จะไปวัดโดยผลงานวิชาการ ผมพูดอยู่เสมอว่าเหมือนเราเอาไก่ไปว่ายน้ําครับ แล้วไปวัดผลที่ว่ายน้ําเขาก็เลยไม่ประสบ ความสําเร็จ แต่เนื่องจากว่ามาตรฐานในการที่จะเลื่อนวิทยฐานะเป็น คศ. ๓ เท่ากับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เราจําเป็นที่จะต้องกําหนดระบบขึ้นมาในการกําหนดอีกลู่ทางหนึ่งครับ ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้มอบให้ อกค. ระบบไปดําเนินการในการศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการ ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสําเร็จเป็นที่ประจักษ์ เลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชํานาญการพิเศษและครูเชี่ยวชาญก็ศึกษามาโดยรายละเอียดนะครับ เพราะใน ก.ค.ศ. นั้นมีทั้งฝ่าย ก.พ. มีทั้งฝ่าย ก.พ.ร. มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัย มาร่วมด้วย ในขณะนี้ผมผลักดันจนหลักเกณฑ์นี้ผ่าน ก.ค.ศ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานครับ สัปดาห์หน้าผมเข้าใจว่าจะนําเข้าสู่การพิจารณาของ ก.ค.ศ. แล้วก็ ประกาศคู่มือในการดําเนินการใช้ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไปครับ ต่อไปนี้ ครูเราสามารถที่จะได้เลื่อนวิทยฐานะชํานาญการพิเศษและเป็นครูเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า ผลงานที่ประสบความสําเร็จ ต่อไปนี้ไม่ต้องไปดูผลงานทาง วิชาการแล้วครับ ต่อไปนี้ถ้าเพื่อนครูได้มีผลงานที่ชัดเจนได้รับรางวัลมีผลงานการสอนของ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูง มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสําเร็จเป็นที่ประจักษ์ หมายถึงผลงานที่แสดงถึงความสามารถของครูนะครับ หรือได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติ ขึ้นไป หรือมีผลอันดีเด่นที่ต้นสังกัดพิจารณาแล้วว่าเป็นผลงานที่เทียบเคียงกับรางวัล ในระดับสูงก็จะได้รับการดูแล วิธีการจะให้ขึ้นครับต่อไปนี้ วิธีการก็คือให้ส่วนราชการ ต้นสังกัดเป็นผู้เสนอรายชื่อเข้ามา เสนอรายชื่อเสร็จแล้ว นิดเดียวครับท่านประธานครับ หลังจากนั้นก็จะมีการให้ต้นสังกัดประเมินทั้งด้านวินัยคุณธรรม จริยธรรม แล้วก็ด้านผลการ ปฏิบัติงาน หลังจากนั้นก็จะมีการตั้งคณะกรรมการประเมิน ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ไม่ต้องเขียน ผลงานอะไร เพียงแต่ว่าเขียนอธิบายสั้น ๆ ว่าทํางานอะไร ทําอย่างไร มีผลสัมฤทธิ์ ต่อนักเรียนอย่างไร หรือพูดง่าย ๆ ว่าถ้าครูสอนดีแล้วต่อไปสามารถที่จะได้เลื่อนวิทยะฐาน เพิ่มขึ้นก็จะดําเนินการต่อไปครับ