มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 และเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเพิ่มงบลงทุน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาน้ำท่วม และเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของนายกรัฐมนตรีในการออกงบกลางปี โดยอ้างเหตุผลว่าไม่สอดคล้องกับคำพูดของตนเอง และไม่เคารพคำเตือนของธนาคารแห่งประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรครับ ผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายงบประมาณ เพิ่มเติมกลางปีผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ฝากเผื่อไปยังพี่ ๆ น้อง ๆ ท่าน ส.ว. ทุกท่าน แต่ที่สําคัญที่สุดผมอยากขออนุญาต อภิปรายงบประมาณครั้งนี้ไปยังประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ผมต้องการสื่อสารความจริงครับ แล้วก็ได้ขออนุญาตท่านประธานใช้วัสดุอุปกรณ์ไว้แล้ว เพราะฉะนั้นบนจอก็อาจจะมีข้อความ ต่าง ๆ ที่ปรากฏมา และผมคิดว่าท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้าน ประชาชนคนไทยที่อยู่ทางบ้าน ก็จะได้รับทราบข้อมูล สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียน มีพี่ ๆ น้อง ๆ ในพรรคเพื่อไทย แล้วก็ สมาชิกหลายท่านติติงผมบอกว่าทําไมเลือกเวลาอภิปรายเป็นเวลาของละคร ตอนนี้ตรงกับละคร ผมไม่ทราบช่อง ๓ ช่อง ๗ มีอะไร ผมอยากจะบอกว่าหลายคนคนสนุกอยู่ ดูละครอยู่ แต่ถ้า มีโอกาสใครบังเอิญดูช่องนี้อยู่เวลานี้ ขอความกรุณาช่วยโทรศัพท์บอกพี่น้องของตัวเอง บอกคุณพ่อ คุณแม่ บอกลูกหลาน บอกว่าหมุนมาดูที่ช่องเอ็นบีที (NBT) กับการถ่ายถอดสด ณ ปัจจุบันนี้ เพราะตรงนี้เป็นชีวิตจริงของคนไทย เป็นชีวิตจริงของคนไทยทั้งประเทศ ที่เรากําลังเป็นตัวละครอยู่ และแน่นอนที่สุดครับ สิ่งที่ผมเรียบเรียงจะมาอภิปรายนี้พวกเรา คือตัวละครครับ แล้วก็มีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตจิตใจของพวกเรา
อีกเรื่องหนึ่งก่อนที่จะเข้าไปสู่เนื้อหาสาระ ผมใคร่กราบขออภัยท่านนักวิชาการ ทางการเงิน การคลัง นักเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะขออนุญาตพยายามใช้ศัพท์ในทางวิชาการ ให้น้อยที่สุด ทั้งนี้เพราะนอกจากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรีแล้ว ผมอยากให้ ประชาชนทางบ้านได้เข้าใจ แล้วก็ฟังง่ายว่ากําลังเกิดอะไรขึ้นนะครับ ถ้าท่านพร้อมนะครับ
ผมขออนุญาตนําไปสู่สไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ครับ ก่อนที่ผมจะพูดถึง งบประมาณกลางปีเพิ่มเติม อยากให้ขอย้อนไปสัก ๔-๕ สไลด์ เพื่อจะพูดถึงงบประมาณ ประจําปีก่อนนะครับ ผมอยากกล่าวว่างบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๔ เริ่มเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ มาถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่พูดอย่างนี้ ทําไมถึงต้องพูดอย่างนี้ สําหรับประชาชนที่ชมอยู่ทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจว่าทําไมปีงบประมาณถึงไม่ตรงกับปีปฏิทิน วันที่ ๑ ตุลาคม ท่านจะสังเกตว่าการโยกย้ายข้าราชการก็จะเกิดตอนนั้น แล้วก็ไปจบ ปีงบประมาณวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ อย่างที่ผมเรียน ตรงนี้มีความเกี่ยวเนื่องในการ อภิปราย เพราะฉะนั้นย้ําอีกครั้งนะครับ วันที่ ๑ ตุลาคม เป็นปีที่เริ่มปีงบประมาณของการใช้เงิน ไปดูแผ่นที่ ๒ ครับ รัฐบาลได้ขออนุมัติใช้เงินงบประมาณ ๒.๐๗ ล้านล้านบาท ผมยืนยันครับ พ่อแม่พี่น้อง ผมไม่ได้อ่านผิด ผมอ่านคําว่า ล้านล้านบาท นั่นหมายถึงว่าท่านใช้เงินอยู่ ๒ ล้านล้านบาท กับอีก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ อันนี้ก็เข้าใจเศรษฐกิจประเทศก็ต้องเติบโต ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้ถ้าเป็นนักการเงิน การคลัง สํานักงบประมาณ ผมทราบว่าใจจดใจจ่อรอดูอยู่ เป็นงบประมาณขาดดุลที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ๔.๒ แสนล้านบาท สําหรับประชาชนทั่วไปผมว่างบขาดดุลเขาฟังแล้วก็งง มันแปลว่าอะไร อยากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ นะครับ ท่านหาเงินได้ ๑๐๐ บาท ถ้าท่านมีรายรับ ๑๐๐ บาท ท่านจ่ายออกไป ๑๐๐ บาท ถ้าอย่างนี้ถือว่าสมดุล ก็เป็นงบประมาณสมดุล แต่ถ้าท่าน เกิดหาเงินได้ ๑๐๐ บาท แล้วท่านใช้เงินออกไป ๑๕๐ บาท ท่านก็ใช้เกินเงินที่มีอยู่ ตรงนี้ ถ้าเป็นงบประมาณถือว่าเป็นงบประมาณขาดดุล รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์เข้มแข็ง อดทน แล้วก็ ใจกล้าครับ ตั้งงบประมาณขาดดุลสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ผมเรียนนิดหนึ่ง นะครับ ผมต้องบอกก่อน ผมขออภัยที่ต้องบอกว่า คําว่า สูงที่สุด มากที่สุด มากเป็นประวัติการณ์ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ คราวนี้ย้อนกลับมาว่างบประมาณขาดดุล เมื่อกี้ที่ผมยกตัวอย่าง ถ้าใช้เงินเกินตัวแล้วเกิดอะไรขึ้นครับ แน่นอนที่สุดครับ ถ้าหาได้ ๑๐๐ บาท แล้วใช้ ๑๕๐ บาท อีก ๕๐ บาท ท่านก็ต้องไปกู้ แล้วเมื่อกู้ท่านก็ต้องเป็นหนี้ สิ่งนี้คือประเด็นที่จะมา เชื่อมโยงในการอภิปรายในวันนี้ครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ งบประมาณประจําปีที่กําลังเริ่มดําเนินการมาได้ไม่กี่เดือน นะครับ เป็นงบที่ใช้หนี้ได้น้อยลง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ในปี ๒๕๕๓ ท่านมีประสิทธิภาพ ในการใช้หนี้อยู่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ท่านใช้หนี้ได้ ๓.๒ หมื่นล้านบาท ท่านใช้หนี้ ได้น้อยลงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ๑ ใน ๓ หรือเกินกว่า ๑ ใน ๓ ท่านใช้หนี้ได้น้อยลง ความหมายคืออะไร หนี้สะสมก็เพิ่มขึ้น คิดได้เป็นหลายประเด็น เช่น ท่านเก็บภาษีได้เยอะ แต่ท่านก็ใช้จ่ายเยอะมากขึ้นไปอีก ใช้จ่ายเงินเกินตัว เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพในการใช้หนี้ ก็น้อยลง หรือท่านเก็บภาษีได้น้อย ไม่พอค่าใช้จ่าย อย่างนี้เป็นต้น พ่อแม่พี่น้องทางบ้าน คงเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ดีพอสมควรจากการอธิบายนะครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ งบกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายประจําครับ ตรงนี้ มีความหมายว่าอะไร ทุกอย่างกระดุกกระดิกไม่ได้ อย่างไรก็ต้องจ่าย ๑๐๐ บาทนี่ เกินกว่า ๘๐ บาทเป็นรายจ่ายประจํา ตรงนี้ผมอยากจะย้ํานะครับ บังเอิญผมมาจากภาคเอกชน ค้าขายปีหนึ่งหลายแสนล้านบาท ผมเคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ในรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องย้ํานะครับ ด้วยความปรารถนาดี แล้วก็สร้างสรรค์จริง ๆ นะครับ เป็นฝีมือของการบริหารจัดการ ถ้าจัดการบริหารดี การใช้จ่ายก็จะมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหล การพิจารณาเรื่องการลดค่าใช้จ่ายถือเป็นภาระและหน้าที่โดยตรงของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีทุกท่าน และหน่วยงานราชการ การพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายที่ซ้ําซ้อน สิ่งเหล่านี้ จะบ่งชี้ถึงความมีประสิทธิภาพของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการบริหาร บ้านเมือง แต่ถึงกระนั้นก็ดีนะครับ ผมคิดว่าท่านกําลังพยายามทําอยู่ ทีนี้ถ้าเกิดกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายประจํา ผมอยากย้อนไปนะครับ แล้วที่เหลือละครับ ท่านลองไปดู สไลด์แผ่นต่อไปครับ ท่านมีงบลงทุนเพียง ผมเน้นคําว่า เพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓.๔ แสนล้านบาท พูดง่าย ๆ นะครับงบลงทุนคืออะไร งบตัวนี้มีส่วนสําคัญในการกระตุ้น เศรษฐกิจ ถ้าภาคเอกชนไม่มีความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ไม่มีความเชื่อมั่นใ นรัฐบาล การลงทุนตรงนี้น้อยลง แน่นอนที่สุด งบลงทุนของรัฐบาลก็ต้องทุ่มมากขึ้น เงิน ๓.๔ แสนล้านบาท หรือ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเยอะไหมสําหรับประเทศ ไม่เยอะครับ เอาไปทําอะไรได้บ้าง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ ให้ประชาชนที่ฟังทางบ้าน เข้าใจ ถ้าสําหรับคนกรุงเทพมหานครไปสร้างรถไฟใต้ดิน ๓ ถึง ๔ สาย หมดแล้วครับ นั่นแปลว่าอะไร คนต่างจังหวัดจะไม่ได้อะไรเลยจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจตรงนี้ อันนี้ผมก็ฝากไว้ ผมอาจจะเชื่อมโยงไปนะครับ อันนี้คงเชื่อมโยงไปแนะนําท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านเป็นประธาน น่าจะเป็นประธานบอดร์ด บีโอไอ (Board BOI) ถ้าท่านนั่งหัวโต๊ะกระตุ้น หาวิธีสร้างเงื่อนไข อันนี้ผมมองด้วยความเข้าใจ ถ้าเงื่อนไขการแข่งขันการลงทุนเราแข่งขันได้ กับประเทศต่าง ๆ การลงทุนจะไหลเข้า ความเชื่อมั่นศรัทธาของประเทศก็จะไหลเข้าด้วย นะครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ แผ่นนี้เป็นแผ่นที่สําคัญค่อนข้างมากครับ เปลี่ยนสไลด์ ได้แล้วครับ คนฉายสไลด์หลับอยู่หรือเปล่า งบกลางครับ งบกลางของนายกรัฐมนตรีมากถึง ๒.๖ แสนล้านบาท ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับในระหว่างอธิบาย พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ทางบ้าน อย่าเพิ่งตกใจนะครับ อ่านตัวเลขสับสน เอ๊ะ ทําไมมันยากอย่างนี้ ไม่ยากนะครับ ผมขออนุญาตนักวิชาการทางการเงิน การคลัง และจะพยายามอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ แล้วทําไมถึงบอกอย่าดูละครคืนนี้ มาฟังการอภิปรายตรงนี้นะครับ เงิน ๒.๖ แสนล้านบาท ถ้าอ่านให้ชัด ๆ ก็คือ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เป็นงบกลาง เป็นงบของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปดูแผ่นต่อไปครับ ท่านมีอํานาจในการ สั่งการและใช้จ่าย บังเอิญผมก็ยังไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ได้เป็นสูงสุดคือ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีอํานาจเต็มครับ ๑๒.๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน มากสูงสุดเป็นอันดับ ๒ รองลงไปจากกระทรวงศึกษาธิการ และต้องอีกครั้งหนึ่งนะครับ มากสุดเป็นประวัติการณ์ครับ ถามว่าตรงนี้มีผลอะไร มีผลสิครับ ความฉุกเฉิน งบฉุกเฉิน งบภัยพิบัติ ทุกอย่างอยู่ในงบกลางหมด จะ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรก็แล้วแต่อยู่ตรงนี้ ถ้าเกิดว่าไม่พอท่านอาจจะดึงส่วนอื่น ๆ ลงมาใช้หนี้อีก ตรงนี้จึงเป็นเครื่องหมายคําถามว่า มาขออีกทําไม แล้วทําไมต้องมาของบกลางเพิ่มในวันนี้ แผ่นต่อไปครับ ตรงนี้มาเชื่อมโยงกับ งบประมาณรายจ่าย ผมขอเน้นคํา ๒ คํานะครับ เพิ่มเติม แล้วก็กลางปี ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมนั่งฟังหลายท่านอภิปรายมาตั้งแต่เช้า วันนี้ต้องชื่นชมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทุกคน ต่างมีเหตุมีผลในการหักล้าง ฝ่ายรัฐบาลบอก เห็นด้วย เห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วย ฝ่ายค้านบอกว่า ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่เห็นด้วย ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ผมอยากจะย้ํานะครับ เรากําลังจะเข้ามาสู่ท่อนที่สําคัญ คืนวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ ถ้าผ่านพ้นคืนไปนี้ทุกคนช่วยกันโหวตว่าเห็นด้วย หรือเห็นด้วยชนะ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ พ่อแม่พี่น้อง งบเพิ่มเติมกลางปี ไม่ใช่งบปกติแน่นอน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้ผมต้องย้ํานะครับ หนังสือที่ผมถืออยู่ในมือ เป็นบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ผมอุตส่าห์วงคําว่า เพิ่มเติม เป็นตัวเบ้อเริ่มไว้เลย ประจําปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๔ ท่านเขียนข้อความในเชิงกฎหมาย สารัตถะไว้อย่างชัดเจน แต่สรุปให้เป็นภาษาง่าย ๆ ผมย้ํานะครับ ผมต้องการจะสื่อสารกับคนไทยทั้งประเทศว่า ความจําเป็นข้อที่ ๑ ท่านบอกว่า ภัยพิบัติ ความจําเป็นข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าสวัสดิการสังคม ความจําเป็นข้อที่ ๓ ท่านบอกว่า การกระจายอํานาจปกครอง และมาถึงข้อที่ ๔ ท่านบอกว่าชดเชยเงินคงคลัง ผมย้ํา ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๔ เป็นเนื้อหาที่สําคัญที่สุด ภัยพิบัติ ผมว่าเดือนพฤศจิกายน ถ้าผมจําเดือนไม่ผิด เป็นเดือนที่น้ําท่วมแล้วก็มีผลเสีย ถ้าผมตัดว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านมาขอคืนนี้ แล้ววัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้ สไลด์แผ่นต่อไปผมขอพูดเต็ม ๆ จอเลยครับ ผมต้องการจะบอก กับท่านว่าอะไร เปิดเลยครับ ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และ คณะรัฐมนตรีทั้งหมด ถ้าผมบอกว่าไม่เห็นด้วยเฉย ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องมีเหตุผล ผมกราบเรียนโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดนะครับ ถ้ารูปของผมจะไปบังข้อความ ผมเลือกที่จะไม่โผล่หน้าทางจอโทรทัศน์ อยากให้คนได้เห็นข้อความมากกว่า อย่าเกรงใจผมเลย ผมไม่ได้สนใจตรงนั้น ผมสนใจตรงคนทางบ้านจะเห็นอะไรมากกว่า เพราะว่าวันนี้เป็นมิติใหม่ ของการอภิปรายไม่ใช่หรือครับ ในเมื่อเป็นมิติใหม่ผมก็ต้องการจะให้คนได้เห็นเนื้อหาสาระ ของการอภิปรายจริง ๆ ทําไมผมไม่เห็นด้วย ท่านไปดูเหตุผล เรียงดี ๆ ดังต่อไปนี้ครับ ข้อ ๑ ท่านบอกว่าภัยพิบัติ คนนึกถึงแล้วน้ําท่วม วันนี้คุยกันเรื่องน้ําท่วมมาทั้งวัน ผมใส่มา ๓ คํา เท่านั้น น้ําท่วม คนตายเยอะ ในวงเล็บ จะตายอย่างนั้น ท่านช่วยช้ามาก ผมพูดชัดนะครับ ช่วยช้ามาก ถ้าพูดเร็ว ๆ แล้วเดี๋ยวท่านไปตีเป็นอย่างอื่น เกษตรกรเขาจะรู้กันดีครับ ทําไม ผมพูดอย่างนี้ น้ําท่วม น้ําแล้ง แมลงลง ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั่งอยู่ โปรดจําด้วยนะครับ แล้วไปถามข้าราชการ ๓ คํานี้ผมไม่ได้ท่องอาขยานนะครับ น้ําท่วม น้ําแล้ง แมลงลง แปลว่าอะไร ทุกปีคนเขาจะรู้ว่าจะเกิดน้ําท่วมโดยประมาณ ทุกปีพอน้ําท่วมเสร็จ เดี๋ยวเจอภัยหนาว พอสักพักหนึ่งท่านก็จะเจอน้ําแล้ง แล้วหลังจากนั้นก็จะมีแมลงลง จะมีเพลี้ยกระโดด เพลี้ยสีน้ําตาล เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอะไรก็แล้วแต่ ข้าวเสียหาย พืชผลเกษตรเสียหาย ทีนี้ถามว่า แล้วมาเกี่ยวอะไร เกี่ยวสิครับ ก็ท่านบอกว่า ภัยพิบัติ ท่านกําลังบอกว่าขอเงินไปช่วยน้ําท่วม ช่วยโรงเรียน ช่วยสาธารณสุข ช่วยอะไรต่อมิอะไร เต็มไปหมด ทีนี้สิ่งนี้ก่อนจะผ่านท่านนายกรัฐมนตรีอย่าถือสาหาความผมนะครับ ผมต้องพูด ตรง ๆ ๓ เดือนแรกตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ผมตัดสินใจไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน ตอนนั้น ผมยังถือว่าท่านเพิ่งเข้ามา มาตอนนี้มัน ๒ ปีเศษแล้ว อย่างไรก็ต้องพูดกัน ติติงกัน อย่าถือเลย ผมขอตําหนิการบริหารจัดการของรัฐบาล ตัวท่าน และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด มีอย่างที่ไหนครับ น้ํามาแล้วท่านนิ่ง นิ่งเสียจนน่ากลัวครับ ผมนั่งดูข่าวโทรทัศน์ ผมพูดจริง ๆ นะครับ ถ้าผมไม่แย่งซีน (Scene) ท่าน ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นนะครับ ผมจะออกไปรับบริจาคสิ่งของ ผมจะออกไปลุยน้ํา ผมจะออกไปช่วยชาวบ้าน นี่ปรากฏท่านนิ่ง ท่านช้ามากครับ ช้าจนกระทั่ง สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ แซงหน้าท่านไป โพลล์ (Poll) ออกมา คนก็บอกว่าพิธีกรทางโทรทัศน์ ท่านหนึ่ง เอ่ยชื่อให้เครดิตก็ได้ครับ ท่านสรยุทธ์ ปรากฏว่าท่านทําได้ดีกว่านายกรัฐมนตรี ประเทศไทย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อันนี้ผมขอตําหนิท่านครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาเรื่องน้ํา ผมว่าถ้าท่านศึกษาดี ท่านให้ความสําคัญ เรื่องน้ําดี เรื่องทางของน้ํา เรื่องการบริหารจัดการมวลรวมน้ํา สถานีโทรทัศน์ไปรายงาน น้ําไหลจากจังหวัดนี้ไปยังจังหวัดนี้ ไปยังจังหวัดนี้ ปรากฏว่าไม่มีทางแก้ไข ไม่มีใครลงไปทําอะไร ผมยังงงอยู่เลย อันนี้ผมตําหนิท่านในเรื่องการบริหารจัดการทางน้ํากับมวลรวมนะครับ แต่ในส่วนของการช่วยเหลือหลังน้ําท่วม อันนี้ก็ต้องติอีกครับ ท่านช้ามากครับ ช้าเหลือเกิน การช่วยเหลือหลังน้ําท่วม ช้าจนกระทั่งมีคนตายเยอะอย่างไม่สมควรจะตาย อันนี้ผมเรียน ท่านตรง ๆ นะ ถ้าสึนามิมาแบบไม่คาดฝัน ตายไป ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ศพ อันนั้นเกิดขึ้นในรอบ ไม่รู้กี่ร้อยปี แต่อันนี้มันท่วมทุกปีครับท่าน ทีนี้กลับมาอีกนะครับ สิ่งที่ต้องย้ํา แต่ถึงจะช้า อย่างไรท่านก็ได้ช่วย ท่านได้ช่วยไปแล้วนะครับ ทั่วถึงหรือเปล่านั่นอีกประเด็นหนึ่ง นี่คือ เหตุผลที่ท่านบอกว่าภัยพิบัติเรื่องน้ําท่วม ผมย้ํานะครับ คนตายเยอะ แล้วช่วยช้ามาก ท่านไปดู
เหตุผลข้อ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยครับ เงินช่วยเหลือมีงบอยู่ตั้งหลายกระทรวง อธิบดีกรมนี้ผมขอโทษนะครับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชื่อก็บอกอยู่แล้ว บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ที่ท่านของบไปเพิ่ม ไปเพิ่ม ไปเพิ่มนี่ครับ ผมต้องย้ํานะครับ แล้วอย่างนี้จะมีไว้ทําไม ตรงนั้นต้องเอาไปช่วยเหลือ ผมว่าการทํางานเป็นทีมน่าจะมีปัญหาเล็กน้อยถึงมาก หรือมากที่สุด ผมไม่ทราบได้ การทํางานเป็นทีมเป็นเรื่องสําคัญ ตรงนี้ผมบอกเลยนะครับน่าเป็นห่วง ถ้าเกิดโชคดีท่านได้ เป็นรัฐบาลอีก ปีหน้าอย่าให้เกิดซ้ํานะครับ ผมกําลังจะบอกว่าเงินช่วยเหลือมีอยู่แล้ว ไม่ควรมาขออีก แล้วไม่ควรมาทําอย่างนี้อีก อ้างเหตุผลนี้ไม่ได้ ถ้าเป็นผม งบกลางปีผมไม่ยุ่ง แต่ย้ําอีกครั้งก่อนจะผ่านสไลด์นี้นะ ท่านได้ช่วยไปแล้ว
ต่อไปครับ ข้อ ๓ ที่ผมไม่เห็นด้วย ที่ผมโยงมาจากงบประจําปีคืออะไร ก็งบกลางนายกรัฐมนตรีมีถึง ๒.๖ แสนล้านบาท ท่านจะใช้ไป สมมุติ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเรื่องภัยพิบัติ ท่านใช้ไป ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นเป็นเรื่องของตัวเลข แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ๒.๖ แสนล้านบาท ถ้ามีคนตายต่อหน้า ๑ คน ๑๐๐ คน อะไรก็ไม่รู้นะครับ ผมว่าเรื่องนี้ท่านต้องตัดสินใจ ภาวะผู้นําที่ดีท่านต้องตัดสินใจ และในทันที ทันเวลาด้วย เรื่องนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ อันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะ พิจารณาให้รอบคอบในครั้งหน้า ตรงนี้เป็นเรื่องที่อยากพูด ช่วยน้ําท่วมมีข่าวการทุจริต ช้าแล้วยังไม่พออีกนะครับ มีเรื่อง ทุจริตเกิดขึ้นมากมาย ผมอยากจะย้ํานะครับ ท่านได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง ความคืบหน้า เป็นอย่างไร หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ถูกร้องเรียน ผมไม่อยากเน้นประโยค สุดท้ายนะครับ ท่านแก้ไขไปหรือยัง ท่านตรวจสอบหรือยัง แล้วยังมีหน้าจะมาของบอีก จริง ๆ ไม่รู้จะมาขอทําไมอีก ของเก่ายังแก้ปัญหากันไม่เรียบร้อย อันนี้คือข้อ ๔
ข้อ ๕ นี่เรื่องสําคัญ ก่อนจะฉายนะครับ เรื่องนี้ผมเน้นไปที่นายกรัฐมนตรีนะครับ ค่าเงินบาทอ่อน ค่าเงินบาทแข็ง ผมจําได้ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ออกทางสื่อบอกว่า ทําใจนะครับคนไทย ค่าเงินบาทต้องทําใจ คนหนึ่งอยากได้เงินบาทอ่อน คนหนึ่งอยากได้ เงินบาทแข็ง ท่านนายกรัฐมนตรีบอกต้องฟังธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเชื่อฟังเขา ท่านไปดูสไลด์แผ่นต่อไป ทําไมผมถึงไม่เห็นด้วยกับท่าน ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเตือน ท่านผู้ว่าการการธนาคารชาติบอกว่าไม่ควรออกงบกลางปี เหตุผลนะครับ สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่มีวินัยการคลัง และอาจจะเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ธนาคารชาติออกมาเตือน ธนาคาร แห่งประเทศไทยออกมาเตือน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนบอกให้คนไทยทําใจ เชื่อฟัง เงินบาทอ่อน เงินบาทแข็ง แล้วทําไมเรื่องนี้ท่านจึงไม่เชื่อฟัง อันนี้ท่านพูดแล้วขัดกันอยู่ในที แต่ก่อนจะฉายแผ่นที่ ๖ ข้อ ๖ นะครับ ทําไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลุกเข้าลุกออก ทําอะไร นายกรัฐมนตรีอย่าคุยกันเยอะ ตอนผมอภิปรายอยู่ผมอยากให้ท่านตั้งใจฟัง ท่านไม่สังเกตหรือครับ ในพรรคผมเขาห้ามผมยิ้ม ผมก็อุตส่าห์ทําหน้าเหมือนทะเลาะกับท่าน จริง ๆ ไม่มีอะไรนะครับ แต่ผมเตือนท่านแล้ว ผมหาทางออกให้ท่านด้วย เขาบอกว่ายิ้มไม่ได้ ห้ามยิ้ม ผมก็ไม่ยิ้ม เพราะฉะนั้นผมถึงไม่ให้กล้องถ่ายผมครับ ผมจะบอกท่านว่าข้อ ๕ นี้ สําคัญจริง ๆ ควรจะฟัง แล้วผมว่ามันไม่ควรจะมีงบประมาณกลางปี แบงก์ (Bank) ชาติ บอกแล้วว่าอย่าทํา มันชัดเจนอยู่แล้ว คนทางบ้านเห็นเต็มจออยู่
ข้อ ๖ อย่าโกรธผมเลยครับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านไปดูข้อ ๖ พร้อมกับผม ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคนพูดจาชัดเจน ฉะฉาน ท่านให้สัมภาษณ์ออกสื่อ มาเองนะครับ บอกว่าตกลงน้ําท่วมหรือครับ เดี๋ยวผมจะตัดงบไทยเข้มแข็ง ผมไม่ให้ เดือดร้อนกับงบอื่นเลย แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับ ท่านไม่รักษาคําพูดท่านนะครับ อันนี้ ผมตําหนิท่านเหมือนกัน ท่านไม่รักษาคําพูดท่านเลย ท่านกลับมาของบกลางปีเพิ่มเติม และอ้างข้อที่ ๑ คือภัยพิบัติ แล้วก็น้ําท่วม อันนี้ไม่ไหวครับ
ไปดูข้อต่อไป ตรงนี้อย่าหาว่าผมมาทําอะไรเล่นนะครับ คนที่เขาดูเขาบอกว่า ทําไมท่านทําอย่างนี้ล่ะ เหมือนขนมเค้กเลย ท่านวาดรูปขนมเค้กหรือเปล่า พาย ชาร์ท (Pie chart) นี้ ชาร์ทวงกลมเป็นวิธีอธิบายที่ง่ายที่สุดครับ ท่านของบประมาณเพิ่มเติมกลางปี ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมทําสีให้ต่างกันชัดเจนครับ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่า จ่ายเงินคืนคงคลัง ท่านบอกเก็บภาษีได้เยอะ เดี๋ยวผมจะมีเหตุผลหักล้างท่านครับ แล้วท่านก็ เตรียมทําความเข้าใจกับประชาชนด้วย ผมต้องการจะเน้นครับ ท่านไม่เห็นเครื่องหมาย คําถามผมหรือครับ คําถาม คําถาม แล้วก็คําถามอยู่ตรง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมพยายาม พูดกับรัฐมนตรีบางท่าน หรือคุยกับ ส.ส. บางคน บังเอิญผมได้เรียนปริญญาตรีตอนเด็ก ๆ นิติกรรมอําพราง ท่านว่านิติกรรมอําพรางแปลว่าอย่างไร หลักการง่าย ๆ นะครับ จริง ๆ ท่านจะทําสีเขียว แต่ท่านมาพูดเรื่องสีชมพู ท่านจะพูดถึง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านมาพูดถึง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะพูดได้ดูดี ผมเก็บภาษีได้เยอะ ผมต้องคืนให้ประเทศ แต่ผมมีเหตุผลนะครับ ผมจะบอกว่าทําไม ทําไม เครื่องหมายคําถาม ๓ อันนี้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทมันมาทําไม ท่านไปดูสไลด์แผ่นต่อไปนะครับ ทําไมต้องมาของบเพิ่มเติมกลางปี ก็มันทําไมจริง ๆ ทําไม เป็นภาษาไทยง่าย ๆ นะครับ เมื่อมันสงสัยมาก ๆ มันจึงเกิดเสียงออกมาว่าทําไม ผมถาม ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับ ถามตามผมเถอะ ทําไมต้องมาของบเพิ่มเติมกลางปี ท่านไปดูเหตุผลนะครับ
ข้อ ๑ เมื่อกี้ที่ผมย้อนไปที่สไลด์แผ่นแรก ผมบอกว่างบประมาณเริ่มต้น เดือนตุลาคม ท่านนับนิ้วตามผมสิครับ เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม ผ่านมา ๔ เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าคุยกันตอนผมอภิปราย ผมจะอด พูดเล่นกับท่านไม่ได้ ไม่ถือนะครับ ก็ท่านหันไปปรึกษา อย่าเพิ่งถามสิ ลอกข้อสอบกันไม่ได้ ฟังก่อนนะครับ เดี๋ยวเขาก็เห็นหน้าผมยิ้มกับท่านอีกครับ ผมจะบอกว่ามันผ่านมา ๔ เดือน เหลือเวลาอีกตั้ง ๘ เดือน ผมฟังคําอธิบายบอกว่าเก็บภาษีได้เยอะ ถ้าเก็บเยอะก็รอก่อนครับ จะมารีบออกมาทําไม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นอะไรครับ หนี้ตรงนี้มาโปะตรงนี้ หนี้ตรงนี้มาโปะตรงนี้ สับสนวุ่นวายไปหมด และเดี๋ยวท่านก็จะเอางบกลางปี ขอโทษนะครับ งบประจําปี ๒๕๕๕ เข้ามาอีก คราวนี้งบปี ๒๕๕๕ เข้ามาทําไม ท่านทําไมไม่ไปเคลียร์ ตรงโน้นทีเดียวถ้าเก็บภาษีได้เยอะ แล้วมาได้ ๔ เดือนนี้ท่านบอกว่าได้เยอะ แล้วถ้าเกิดอีก ๘ เดือนมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ ท่านเก็บไม่ได้ล่ะ ทีนี้ไม่ต้องกู้วุ่นวายสับสนกันหมดหรือ เรื่องนี้ ผมตําหนิครับ จริง ๆ ครับ ถ้าผมแนะนําท่านได้และท่านเชื่อนะ ผมจะบอกเลย ถอนออกไป อย่าใส่ ผ่านมา ๔ เดือน เหลืออีกตั้ง ๘ เดือน คิดว่าเก็บภาษีได้เยอะแล้วมารอก่อน และท่านต้องไปดูปีงบประมาณในการเสียภาษีด้วย เรื่องนี้มีส่วนสําคัญหมดครับ
ข้อ ๒ ครับ เงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้เอามาขอตอนใกล้โหวตรัฐธรรมนูญ เทลงพรรคร่วมรัฐบาลหรือเปล่า มีเครื่องหมายตกใจอยู่ถึง ๓ ครั้ง ตกใจแน่นอน มีอย่างที่ไหนครับ เพิ่งโหวตรัฐธรรมนูญ เอา ไม่เอา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ๔๐๐ : ๑๐๐ ๓๗๕ : ๑๒๕ เพิ่งโหวตกันไปเมื่อวันศุกร์นี้ อยู่ ๆ ท่านมาวันนี้ ลองนั่งดูวันทํางานนะ ไม่นับวันเสาร์ วันอาทิตย์นะ วันศุกร์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ ๔ วันท่านมาของบ แล้วจะให้ประชาชนเขาคิดอะไร ส.ส. ทั้งสภาไม่ว่าฝั่งรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเขาจะคิดอะไรกับท่าน เรื่องนี้เป็นเครื่องหมายคําถามและน่าตกใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมยิ่งงงใหญ่เลยว่า ผมสติฟั่นเฟือนตาฝาดไปหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้อาทิตย์ ๒ อาทิตย์ พรรคร่วมรัฐบาล ท่านบอกไม่เอา ไม่เห็นด้วย ไม่เอา ถ้าใส่เข้ามาผมออกจากรัฐบาล พูดอยู่ พออยู่ ๆ ปุ๊บมีข่าว เรื่องงบกลางปี ทุกคนเห็นด้วย ดีจังเลย ประเทศนี้เป็นอย่างนี้หรือครับ แล้วมีอย่างที่ไหนครับ ที่นั่งกันอยู่นี้ด่าออกโทรทัศน์ฉอด ๆ พอมาถึงเห็นด้วย ๆ ลุกขึ้นมาอภิปราย ผมทํามือให้ดู อย่างนี้ กลับอย่างนี้ผมไม่ทําเด็ดขาด ถ้าเป็นผมนะครับ ด้วยเกียรติภูมิผมไม่ทําอย่างนี้ เด็ดขาดครับ มันดูแล้วเป็นอะไร เอาเงินงบประมาณ ผมถึงบอกว่ามันเหมือนนิติกรรมอําพราง คืออะไร ท่านไม่ได้จงใจจะพูด ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทนะ ท่านจะพูด ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะครับ คราวนี้มาดู ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท คนทางบ้านบอก พูดอะไรกันฟังแล้วงง ท่านไปดูแผ่นต่อไปช้า ๆ ชัด ๆ สิครับ มันไม่ต้องมีใบเสร็จ มันไม่ต้องมี อะไรทั้งนั้น ท่านดูง่าย ๆ ถ้าคนพอเข้าใจนะครับ ผมไม่รู้ทางบ้านดูชัดหรือเปล่า ท่านดูนะครับ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท หัวใจมันอยู่ตรงนี้ต่างหาก ไปอยู่ที่อะไรครับ กระทรวงมหาดไทย ๘,๗๒๖ ล้านบาท ผมตัดเศษทิ้งนะครับ สังกัดพรรคภูมิใจไทยครับ ๒,๙๐๐๐ ล้านบาท อยู่กระทรวงคมนาคม หน้าตาท่านโสภณ ซารัมย์ ลอยมาเลย อยู่พรรคภูมิใจไทย ๑,๖๙๗ ล้านบาท อีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ครบ ๑,๗๐๐ ล้านบาท อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑,๓๒๒ ล้านบาท อยู่กระทรวงศึกษาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ ๙๘๙ ล้านบาท อีก ๑๑ ล้านบาท ก็ครบ ๑,๐๐๐ ล้านบาทครับ ทําเหมือนราคาห้างสรรพสินค้าได้ ๙๙๙ บาท อีกบาทเดียวครบ ๑,๐๐๐ บาท ๑๑ ล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พรรคกิจสังคม เมื่อเช้าผมนั่งฟังใครบางคนอภิปรายอยู่ มีสมาชิกพรรคอยู่ ๕ คนให้ไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดอย่างนั้นก็แบ่งคนละ ๒๐๐ ล้านบาท ถ้าเกิดมีการกระทําอย่างที่เขา กล่าวหากัน ท่านจะให้ผมคิดอย่างไร แล้วท่านดูสิ หน่วยราชการอื่น ๆ ให้ ๑๖๒ ล้านบาท รัฐวิสาหกิจได้ ๖๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี่ผมต้องเว้นวรรคช่วงล่างไว้นะครับ ตรงที่คนเอามือ ไปจับหัวใจคนส่งภาษาใบ้อยู่นะครับ ตรงนั้นผมจะบอกว่า มิน่าล่ะ ให้สัมภาษณ์จ๋อย ๆ ไม่เห็นด้วย ด่าอยู่นั่นละ ไม่เห็นด้วย ผมไม่ร่วมรัฐบาล พออันนี้ออกมาทีเดียวทุกคนเปลี่ยนใจหมด ถ้าเงียบยังพอทําเนา โหวตเห็นด้วยหน้าตาหน้าเฉยเลย อันนี้ผมว่าประเทศนี้ผิดปกติครับ แผ่นนี้จริง ๆ ผมหยุดพูดไปพักหนึ่งผมยืนไว้อาลัยนะครับ ไว้อาลัยให้กับเงินของประชาชน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่น่าเลยครับ ไม่น่าทําอย่างนี้จริง ๆ ไม่สมควรจะทําครับ และอีกอย่างหนึ่งถ้าสมมุติท่านจะเทงบลงพรรคร่วมรัฐบาลอย่างนี้ มันควรจะแนบเนียนกว่านี้ อย่างน้อยก็เว้นช่วงอีกสัก ๒ เดือน ๓ เดือนอะไรก็ยังคอยยังชั่ว นี่มีอย่างที่ไหนห่างกันอยู่ ๓-๔ วัน ผมงงจริง ๆ ครับ ผมนึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร ผมหวังว่าคนทางบ้าน คงตามเรื่องราวได้ทันอยู่นะครับ ท่านทําอย่างนี้ ท่านบริหารอย่างนี้ แน่นอนที่สุดครับ สิ่งที่เกิดขึ้นประเทศนี้เป็นหนี้ครับ เป็นหนี้แน่นอน เมื่อสักครู่นี้ผมกําลังบอกว่าท่านทํา งบประมาณขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผมอยากให้ท่านดูสไลด์ แผ่นต่อไปครับ หนี้ครับ เป็นหนี้ รัฐมนตรีสาทิตย์ อย่ามาวุ่นวายกับนายกรัฐมนตรี ทําไมทุกคนต้องวิ่งเข้าวิ่งออก ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องใช้สมาธิในการที่จะดูตาม ตัวช่วยเยอะเหลือเกิน กลับมานะครับ หนี้ครับ ที่ผมจะพูดคําว่า หนี้ ผมเน้นเสียงตรงนี้ผมต้องการจะบอกว่าอะไร เป็นการกู้เงินเพื่อเอามาชดเชยการขาดดุล งบประมาณ เพราะอะไรครับ ก็เพราะรัฐบาลมีความกล้าหาญ กล้าหาญจนผิดปกตินะครับ ขาดดุล ขาดดุลก็ใช้เงินอนาคต อนาคตก็ต้องกู้ กู้ต้องย้อนกลับมา อันนี้เป็นหนี้โดยตรงของ รัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นผมว่าทุกทีคนไทยได้ยินบอกว่า รัฐบาลนี้กู้เป็นหนี้ ๆ ท่านคง ไม่เข้าใจชัดเจนนะครับ วันนี้เป็นงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ผมขอถือโอกาสทําความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศว่าสถานภาพของท่าน ที่ผมบอกท่านว่า อย่าดูละครเลย ให้มาดูตรงนี้ท่านลองดูนะครับว่าหนี้จากการกู้เงินชดเชยการขาดดุล งบประมาณที่อธิบายกันมาตั้งแต่เช้าบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราหาได้ง่าย ไม่มีปัญหา ท่านไปดูนะครับ ท่านไปดูก่อนที่จะฉายแผ่นต่อไป ผมต้องย้ําก่อนนะครับ ตรงนี้ทําใจ ให้สบาย ใครที่ชมอยู่ทางบ้านชอบมุมน้ําเงิน มุมแดง ชอบนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หรือ จะเชียร์ผม ชอบพรรคเพื่อไทย ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบพรรคร่วมรัฐบาล ทําใจให้เป็นกลาง นะครับ นับตั้งแต่สไลด์แผ่นนี้ต่อไป ผมย้ํานะครับ ตั้งสติให้ดี ๆ แล้วรับรู้สถานการณ์ให้ดี ๆ ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวท่านเอง หรือจะเชียร์ผม ชอบพรรคเพื่อไทย ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบพรรคร่วมรัฐบาล ทําใจ ให้เป็นกลางนะครับ นับตั้งแต่สไลด์แผ่นนี้ต่อไป ผมย้ํานะครับ ตั้งสติให้ดี ๆ แล้วรับรู้ สถานการณ์ให้ดี ๆ ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวท่านเอง
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ผมต้องการจะพูดอะไรกับท่านครับ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา คือนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งของประเทศไทย จากวันนั้น ๗๖ ปีต่อมามีนายกรัฐมนตรีมา ๒๖ นายกรัฐมนตรี ๒๖ นายกรัฐมนตรี ๗๖ ปี มีหนี้ดังกล่าว แผ่นเมื่อกี้ครับ ผมจะพูดคําว่า หนี้ สั้น ๆ ๘.๗ แสนล้านบาทครับ ผมตัดคําว่า บาท เพื่อให้ ๘.๗ มันโตขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนเดียวโดด ๆ นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ ผมย้ําเลยนะครับ ๒ ปีเศษ ที่ท่านเข้ามาบริหารจัดการครับ ความสามารถท่านเหลือล้น ๑.๔๙ ล้านล้านบาทครับ คนแปลไปบังไว้ล้านหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็น ๑.๔๙ ล้านเฉย ๆ ล้านล้านบาท ค่อยยังชั่วหน่อยครับ เห็นชัดนะครับ ท่านดูสิครับ ถ้าผมเติมเข้าไปอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ก็คือ ๑.๕ ล้านล้านบาท ๑.๕ ล้านล้านบาทนี่นะครับ ผมไม่รู้จะนับตัวเลขอย่างไร ท่านดู อันหนึ่งเป็นหลักแสนล้านบาท อันหนึ่งเป็นหลักล้านล้านบาทนะครับ เยอะนะครับ ไม่ใช่เยอะ ธรรมดา อภิมหาเยอะครับ ๒๖ นายกรัฐมนตรี ๗๖ ปี ๘.๗ แสนล้านบาท นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์คนเดียวโดด ๆ ๒ ปีเศษ ๑.๔๙ ล้านล้านบาทครับ ถอนหายใจกันสักครู่ดีไหมครับ ลูกคู่ผมไม่ค่อยทํางานเลย เฮ่อไม่ดังเลย ไปดูแผ่นต่อไปครับ ท่านดูว่าเกิดอะไรขึ้นใน ๗๖ ปี อันนี้ผมไม่ได้เอาประวัติศาสตร์มาเล่าเล่นนะครับ หนี้ ๗๖ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญอะไรครับ สงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ เศรษฐกิจของโลกตกต่ําอย่างสุดขีดครับ วิกฤติการณ์น้ํามันโลก ครั้งที่ ๑ ปี ๒๕๑๖ ท่านรู้ไหมครับเกิดอะไรขึ้น ค่าน้ํามัน ๑๐ บาท เด้งขึ้น ๓ เท่าตัวเป็น ๓๐ บาทครับ วิกฤติการณ์น้ํามันโลก ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๒๒ น้ํามัน เด้งขึ้นไป จาก ๑๐ บาท เป็น ๒๕ บาท ๒ เท่าครึ่งครับ ตอนนั้นโลกทั้งโลกปั่นป่วน และที่สําคัญวิกฤติต้มยํากุ้ง พ.ศ. ๒๕๔๐ ท่านดูสิครับ ๗๖ ปีนี้ประเทศไทยสาหัสสากรรจ์ ขนาดไหนครับ แต่มาดูอีกซีกหนึ่งนะครับ หนี้ ๒ ปีเศษของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ตัวเลข เห็นชัดกันดีหรือเปล่าครับ ปี ๒๕๕๒ อันนี้ผมย้ํานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีหายไปอีกแล้ว อะไรนะครับ ข้างหลังบอกว่าอะไรนะ