ผุสดี ตามไท บอกว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำเนินการบริหารประเทศด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น และได้ดำเนินการหลายอย่าง เช่น การขยายตัวเศรษฐกิจ การเพิ่มรายได้ของประชาชน การลดคนว่างงาน การเพิ่มรายได้ของเกษตรกร การให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ การให้การศึกษาแก่นักเรียนฟรี การให้หลักประกันสุขภาพพื้นฐานแก่ประชาชน และการเพิ่มรายได้ของประเทศด้วยการกู้เงินในยามจำเป็น และได้จัดตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ดิฉันไม่ใช่นักกฎหมาย เป็นเพียงคนธรรมดา สามัญคนหนึ่งที่เป็นตัวแทนของประชาชน จึงขออนุญาตท่านประธานอภิปรายจากหัวใจ ด้วยจิตวิญญาณที่เป็นห่วงคุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้นเอง ท่านประธานคะ ท่ามกลาง ความขัดแย้งแตกแยกทางการเมือง ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจทั้งของโลกและของประเทศ ท่ามกลางข้อจํากัดเหลือคณานับ ต้องยอมรับความจริงค่ะว่ารัฐบาลภายใต้การนําของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดําเนินการบริหารมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทําให้ คุณภาพของชีวิตประชาชนนั้นดีขึ้น ท่านประธานคะ ไม่ว่าคนบางคนจะชิงชังรัฐบาล ไม่ยอม ให้เครดิตรัฐบาล ด่าว่ารัฐบาล วิพากษ์รัฐบาล หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่า จะปฏิเสธตัวเลข จะปฏิเสธข้อมูลนั้นคงไม่ได้ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะให้สังคมไทยนั้น เป็นสังคมที่เรียนรู้ เป็นสังคมแห่งปัญญา ใช้ตัวเลข ใช้ข้อมูลในการคิดวิเคราะห์พิจารณา เรื่องราวต่าง ๆ ถ้าจะดูตัวเลข ที่จริงหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วนะคะ เศรษฐกิจเองขยายตัว มากขึ้นถึงร้อยละ ๗.๙ อย่างน่าพิศวง นักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นกว่าล้านคน รายได้จาก การท่องเที่ยวที่ใครหลายท่านพูดถึงว่าทํามาหากินอย่างอื่นไม่เป็นหรืออย่างไร เฉพาะ ๙ เดือนของปี ๒๕๕๓ ก็ได้ถึงกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านคน คนว่างงานก็ลดลงเหลือไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่สําคัญ ท่านประธานคะ ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีวิกฤติขนาดหนัก คนจนยังลดลงถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ก็เป็นตัวเลขที่ทางหน่วยราชการเป็นผู้ที่เก็บมาเองนะคะ เกษตรกร ๔ ล้านคนมีเงินในกระเป๋าจากโครงการประกันรายได้มากกว่าที่มาตรการจํานําสินค้าเกษตร ถึง ๔ เท่า ผู้สูงอายุ ๕.๗ ล้านคน ผู้พิการ ๘๐๐,๐๐๐ คน ได้รับเบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท ต่อเดือน นักเรียนทุกคนได้เรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ คนไทยทุกคนทั้ง ๖๓ ล้านคน มีหลักประกันสุขภาพพื้นฐานถ้วนหน้า เอาล่ะค่ะ ข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องอาจจะมีอยู่บ้าง ในภาคปฏิบัติ ในโลกแห่งความเป็นจริงคงไม่มีอะไรสมบูรณได้ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่หากใจไม่มีอคติจนมากเกินไปต้องยอมรับว่าประเทศไทยเองสามารถก้าวเดินไปข้างหน้า ได้อย่างดีทีเดียว ประชาชนก็ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงในเบื้องต้น รัฐก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีการประมาณการว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่ม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เดี๋ยวต้อง คอยดูต่อไป ถูกต้องค่ะที่บางท่านพูดไว้ว่า ภาคเอกชนเก่ง แต่เป็นเพราะรัฐบาลนั้น ได้สร้างบรรยากาศ ได้สร้างความเชื่อมั่น ทําให้ภาคเอกชนนั้นสามารถแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรมได้ ไม่ใช่เฉพาะคนบางกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอํานาจในรัฐบาลเท่านั้นที่จะมี โอกาสร่ํารวยอย่างเช่นที่เคยเป็นมา เพราะฉะนั้นภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ดี ภาษีธุรกิจเฉพาะก็ดี ภาษีมูลค่าเพิ่มอะไรต่าง ๆ นั้นก็มากขึ้น ท่านประธานคะ การกู้เงินในยามจําเป็นเป็นสิ่งที่ ต้องทํา เมื่อปีที่ผ่านมารัฐบาลได้กู้เงินมาจริง แต่ก็กู้มาเพื่อดําเนินโครงการต่าง ๆ ที่ทําให้ คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็น อย่างไร กู้เงินมาใช้ทั้งสิ้นค่ะท่านประธาน สําคัญอยู่ตรงนี้ค่ะว่ากู้แล้วมาดําเนินการอย่างไร รัฐบาลนี้นําเงินกู้มาใช้เพื่อประชาชนอย่างมีวินัย วันนี้เมื่อรัฐมีรายได้เพิ่ม รัฐบาลจึงได้ จัดตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ไว้ ท่านประธานคะ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้นชดใช้เงินคงคลังไม่ดีหรือคะ เราจะได้ลดภาระ เรื่องของดอกเบี้ย ในส่วนที่เหลือก็เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น มีผู้สูงอายุ อีกกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คน มีคนพิการเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คนที่ต้องดูแลเพิ่มเติม คนพิการ เพิ่มมากขึ้น คนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น และคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติก็มีที่ยังคอย การช่วยเหลืออยู่ ท่านประธานจะให้ทอดทิ้งประชาชนเหล่านี้หรือคะ จะให้รัฐบาลนี้ไปบอก ประชาชนเหล่านี้หรือคะว่า ความทุกข์ของท่านไม่สําคัญหรอก คอยไปก่อน คอยไป ไว้ตั้งงบประมาณตามปกติไปก็แล้วกัน ใครจะบอกก็บอกเถอะค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลนี้ไม่อาจทอดทิ้งหรือว่านิ่งดูดายกับชีวิตแล้วก็ความทุกข์ของประชาชนได้ สําหรับรัฐบาลนี้ประชาชนต้องมาก่อนค่ะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มี ผลประโยชน์ทับซ้อนแต่ประการใด มีแต่จะใช้เวลาทุกนาที ใช้สติปัญญาเต็มความสามารถ คิดว่าอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่พะวงว่าตัวเองจะได้หรือจะเสียอะไร บางท่านวิพากษ์วิจารณ์ว่าการจัดงบประมาณครั้งนี้เป็นการต่างตอบแทน ดิฉันก็คิดว่า ใช่ค่ะ แต่เป็นการต่างตอบแทนให้กับประชาชนด้วยความรับผิดชอบ บางท่านบอกว่าเป็น นิติกรรม อําพราง ดิฉันคิดว่าการระบุรายละเอียดเอาไว้อย่างชัดเจนนี้ก็มิได้เป็นการอําพราง แต่ประการใด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงแล้วว่าถ้าท่านใดคิดว่าโครงการไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่ใช่ก็ตัดทิ้งไปเลย ไม่ต้องมาปรับอะไรอีก ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลยินดี รับฟังความกังวลแล้วก็ข้อท้วงติงจากสมาชิกเสมอมา แต่ดิฉันก็ขออนุญาตอย่างนี้ว่า ต้องอย่าให้ความกังวลเหล่านี้ไปหยุดยั้งโอกาสที่ประชาชนจะได้รับการดูแล หรือจะไปหยุดยั้ง โอกาสที่จะทําให้คุณภาพชีวิตของเขานั้นดีขึ้น ทั้งหมดนี้ท่านประธานคะ คือเหตุผลที่ดิฉัน จึงให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอบพระคุณค่ะ