สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

อลงกรณ์ พลบุตร ตอบชี้แจงเรื่องราคาสินค้าแพง โดยหารือเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและราคาสินค้าแพง และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการลดราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันพืช ผลผลิตทางการเกษตร และอาหาร

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบชี้แจงในฐานะของรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ที่กํากับดูแล กรมการค้าภายใน ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของราคาสินค้าแพง

ประการแรก ต้องเรียนยืนยันว่าภายใต้นโยบายของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นห่วงเป็นใยต่อปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง จึงได้ใช้มาตรการนับแต่ปีที่แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเห็นว่าจะเกิดภาวะที่เรียกว่า อุปสงค์ดึง อุปทานดัน หมายความว่าเมื่อมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ภายหลัง ยุควิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) แล้ว ความต้องการบริโภคทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค ร่วมไปถึงน้ํามันเชื้อเพลิงและอื่น ๆ ก็จะค่อยสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรามีแนวโน้ม ที่อัตราเงินเฟ้อก็จะมีการขยับตัวตามไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงได้ใช้ ๓ มาตรการ ๑. ก็คือมาตรการการตรึงราคา ๒. ก็คือมาตรการในการกํากับดูแลราคาสินค้าและบริการ ๓. คือการดูแลผู้บริโภคในเรื่องของค่าครองชีพ โดยใช้มาตรการทางกฎหมาย มาตรการ ทางการบริหาร แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าปัญหาราคาอาหาร ราคาน้ํามันเชื้อเพลิง ไม่ใช่ในเฉพาะประเทศไทย แต่ว่าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มเหมือนกันหมด จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดมากกว่าการขอความร่วมมือในเรื่องของการ ตรึงราคา ซึ่งท่านคงได้ทราบว่าในขวบปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาน้ํามัน เชื้อเพลิง ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลก แต่ขณะเดียวกันก็ได้ขอความร่วมมือในบรรดาผู้ผลิต ในภาคของอุตสาหกรรม และขณะเดียวกันก็ดูแลราคาผลผลิตทางการเกษตรให้ได้รับราคา ที่เป็นธรรม ซึ่งต้องดูให้เกิดความสมดุล นอกจากนั้นแล้วจึงได้ใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น ก็คือการกํากับดูแลราคาสินค้าและบริการ ดังปรากฏอยู่ในรายการสินค้าและบริการ ภายใต้ ประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๔ มีทั้งหมด ๔๒ รายการ สิ่งที่ท่านสมาชิกได้ห่วงใยก็เป็นความห่วงใยของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกระดาษพิมพ์และเขียน เรื่องของกระเทียม เรื่องของไข่ไก่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวโพด หรือแม้แต่แชมพู นมผง นมสด น้ําตาลทราย น้ํามันเชื้อเพลิง น้ํายาซักฟอก แบตเตอรี่ ปุ๋ย ปูนซีเมนต์ แป้งสาลี ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน แม้แต่ผ้าอนามัย รวมไปถึงยารักษาโรค สุกร เนื้อสุกร สบู่ หัวอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ อาหารกึ่งสําเร็จรูป ประเภทมาม่า ไวไว ยํายํา หรือว่าอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท รวมไปถึงบริการ เช่น รับฝากสินค้า หรือบริการให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า นั่นคือการใช้มาตรการภายใต้กฎหมาย ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปดูแลในส่วนของ การครองชีพของพี่น้องประชาชนในเรื่องราคาสินค้า ต้องเรียนว่าในนโยบายหลักก็คือการที่ รัฐจะเข้าไปแทรกแซงตลาดน้อยที่สุดเพื่อให้กลไกตลาดทําหน้าที่ แต่เมื่อเกินขีดจํากัดที่จะ กระทบต่อค่าครองชีพและกระทบต่อความเดือดร้อนปากท้องของพี่น้องประชาชน กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดําเนินการทั้งในส่วนมาตรการกฎหมายที่ได้เรียนแล้ว และในส่วน มาตรการบริหารก็คือ การเข้าไปในการที่สร้างทางเลือกของสินค้าราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของมาตรการการใช้ธงฟ้า หรือมาตรการในเรื่องของฟาร์ม เอาท์เลท แฟคตอรี่ เอาท์เลท (Farm outlet factory outlet) หรือการใช้ช่องทางของโชห่วยและรวมไปถึง ในส่วนของโมเดิร์น เทรด (Modern trade) ทั้งหลายในการสร้างทางเลือกของสินค้า ที่มีราคาเพื่อพยุงไม่ให้ราคานั้นสูงเกินไป

สําหรับประเด็นในเรื่องของสินค้าที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงคือ ราคาเนื้อหมู กิโลกรัมละ ๑๙๐ บาทนั้น ก็ต้องกราบเรียนตามข้อเท็จจริงว่ากรมการค้าภายในได้สํารวจ ตรวจสอบและได้ยืนยันว่าราคาสุกรมีชีวิตที่ขายหน้าฟาร์มนั้น ในแหล่งผลิตสําคัญ ในภาคกลาง กิโลกรัมละ ๖๐ ถึง ๖๑ บาท ส่วนราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงที่ขายอยู่ใน ตลาดสดทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๑๕ ถึง ๑๒๐ บาท ซึ่งเป็นราคาที่สอดคล้องกับภาวการณ์ผลิต การตลาด และต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ ในการควบคุม สําหรับเนื้อหมูที่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๑๕๐ ถึง ๑๙๐ บาทนั้น ที่ท่าน ได้อภิปรายถึง น่าจะเป็นราคาเนื้อหมูพิเศษสุด คือเป็นเกรดพรีเมี่ยม (Grade Premium) เช่น เนื้อหมูปลอดสาร เนื้อหมูอนามัย จะมีจําหน่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้าในระดับเกรดเอ (Grade A) เท่านั้น เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการที่นิยมอาหารเพื่อสุขภาพ ดังนั้น จึงเรียนว่าในเรื่องของราคาเนื้อหมูโดยเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปนั้นอยู่ที่ ๑๑๕ ถึง ๑๒๐ บาท ซึ่งสอดคล้องต่อต้นทุนในด้านของการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร สิ่งที่อยากจะเรียน เพิ่มเติมก็คือว่าในประเด็นของราคาสินค้าขายปลีก โดยเฉพาะสินค้าราคาอาหารสด ในกรุงเทพมหานคร ต้องเรียนอย่างนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนเปรียบเทียบระหว่าง ในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ผมยกตัวอย่างว่าราคาสุกรชําแหละเนื้อแดงนี่ครับ สันสะโพก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๒๑ บาท ๒๕ สตางค์ ในขณะที่วันนี้ครับ ประทานโทษ เมื่อวานนี้ ๑๑๕ บาท ซึ่งถ้าเทียบดูแล้วก็มีราคาลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เล็กน้อย ไก่สดทั้งตัวรวมเครื่องในนั้น เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ๖๕ บาท เดือนกุมภาพันธ์ เมื่อวานนี้ ๖๘ บาทถึง ๗๐ บาท อันนี้ขยับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันหมวดผักสดครับ หมวดผักสดนี้อาจจะเป็นตัวเลขที่ต้องเรียนตามข้อเท็จจริงจากการแจ้งสํารวจของ กรมการค้าภายใน ตามแหล่งตลาดที่เป็นตลาดอ้างอิงนะครับ ยกตัวอย่างเช่นผักคะน้า ปีที่แล้ว ๓๒ บาท ขณะนี้อยู่ที่ ๑๐ ถึง ๑๒ บาท ผักบุ้งจีน ปีที่แล้ว ๑๙ บาท ตอนนี้อยู่ที่ ๑๒ ถึง ๑๕ บาท ผักกวางตุ้ง ๑๗ บาท ตอนนี้อยู่ที่ ๑๐ ถึง ๑๒ บาท ส่วนใหญ่แล้วนี่เป็นสิ่งที่ เราห่วงใยไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกผักครับ เพราะว่ากระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ทั้งดูแลในเรื่องของ ค่าครองชีพ ราคาสินค้า ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลให้เกษตรกรผู้ผลิตทั้งชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ชาวประมง ปศุสัตว์นั้นสามารถขายสินค้าได้ราคาที่มีกําไร แต่ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก ที่ได้กรุณาให้ความห่วงใย แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ยืนยันที่จะดูแลในเรื่องของราคาสินค้า ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคของเรา กระทบต่อพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด และหากว่าท่านเห็นว่ามีการค้าขายสินค้าในลักษณะ เกินกําไร ฉวยโอกาส หรือกักตุน รวมไปถึงเรื่องของน้ํามันพืช และอื่น ๆ ที่กําลังเป็นปัญหา อยู่ขณะนี้ ขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านช่วยกรุณาแจ้ง เพราะว่ามีกฎหมาย ถึงขั้นจําคุก ๗ ปีครับ ต้องลงโทษขั้นเด็ดขาดในการที่ฉวยโอกาสต่อความเดือดร้อนและ ความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ขอขอบคุณท่านประธานครับ