อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองไม่ควรจะทำให้การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สมบูรณ์ และยังระบุด้วยว่าหากพรรคเพื่อไทยให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้กลไกในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและลดภาระให้กับประชาชน และยอมรับว่าประชาชนส่วนหนึ่งยังเดือดร้อนอยู่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก ขอประทานโทษ เอ่ยนามท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ที่ผมอ่านแล้วก็ไม่ได้อภิปรายช่วงต้นนี่ เพราะรู้ว่าต้องมา ตอบท่านตอนนี้ครับ เดี๋ยวเวลามันจะหมด เพราะว่าท่านอภิปรายไป ๑ ชั่วโมงครึ่งนะครับ แต่ว่าผมจะไม่ใช้เวลามากนัก เพื่อจะชี้แจงในประเด็นที่ท่านมีการสอบถามแล้วก็มีการสงสัย ความจริงมีเรื่องหนึ่งผมไม่เคยพูดนะครับ แต่ว่าวันนี้ท่านหยิบยกขึ้นมาก็จะขอพูดสักเล็กน้อย ที่ท่านพูดว่าเรื่องของแต่ละพรรคนี่ก็ไม่ควรจะไปก้าวก่ายกัน ผมเห็นด้วย แล้วก็หลีกเลี่ยง มาโดยตลอดในการที่จะไปวิจารณ์ในเรื่องของการมีหรือไม่มีผู้นําฝ่ายค้านนะครับ แต่ว่า ต้องเรียนนิดหนึ่งนะครับว่ามันมีผลต่อการทํางานเหมือนกัน เพราะว่ากฎหมายบางฉบับ อย่างเช่น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเงินแผ่นดินนี่ครับ มันมีคณะกรรมการบางชุด ซึ่งพอไม่มีผู้นําฝ่ายค้านทํางานไม่ได้ครับ อันนี้ก็อยากจะฝากนะครับว่าผมทําหนังสือไป เข้าใจว่า ๒ ครั้งแล้วว่าถ้าพรรคเพื่อไทยจะกรุณาให้มีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนี่ กลไกในการตรวจสอบเรื่องของการใช้จ่ายเงินแผ่นดินจะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นนะครับ อันนี้ก็เรียนให้ทราบ
ทีนี้ประเด็นที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิมอภิปรายก็มีอยู่หลายประเด็น ที่คงจะเป็นเรื่องของท่านรัฐมนตรีที่จะชี้แจง แต่จะมีเรื่องหลัก ๆ ที่ผมอยากจะต้องชี้แจง เพื่อทําความเข้าใจ ก็ใช้ศัพท์ของท่านก็ต้องถือว่าเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน
เรื่องแรกก็คือภาพรวมเศรษฐกิจครับ ประเด็นแรกนี่ท่านมีการหยิบยก ตัวเลขการจัดเก็บภาษีอากร เพื่อที่จะตั้งข้อสงสัย ตั้งคําถามว่าตกลงที่คิดว่าจัดเก็บภาษีอากร ได้เกินเป้ามั่นใจอย่างไร โดยเฉพาะท่านก็พูดว่าเดือนตุลาคมดี เดือนพฤศจิกายนดี เดือนธันวาคมลดลง จะไปมั่นใจได้อย่างไรว่าตลอดระยะเวลาที่เหลือจะเก็บได้ตามที่ปรากฏ อยู่ในเอกสาร ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าที่จริงช่วงปลายปีนี่เรื่องของการใช้จ่ายแล้วก็ การจัดเก็บภาษีได้รับผลกระทบจากน้ําท่วมด้วย ตัวเลขที่ยังยืนยันแนวคิดของเราในเรื่องนี้ ก็คือตัวเลขเดือนมกราคม ซึ่งท่านไม่ได้พูดถึงครับ มกราคมก็หลังเดือนธันวาคม เราเก็บภาษี ได้เกินเป้าร้อยละ ๒๐ โดยประมาณ เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นการยืนยันนะครับว่าตัวเลขที่เรา ประมาณการว่าจะจัดเก็บภาษีได้เกินเป้า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านตลอดทั้งปี สอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะ ๓ เดือนแรกกับ ๔ เดือนแรกของปีงบประมาณที่ได้มีการจัดเก็บ ตัวเลขไปแล้ว อันนั้นประเด็นแรกที่อยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ ท่านพูดว่าการมาจัดงบประมาณ เพิ่มเติมไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในยามที่มีเงินเฟ้อ ผมก็อยากจะขอกราบเรียนว่า เงินเฟ้อเกิดขึ้นได้หลายทาง ถ้าเป็นเงินเฟ้อซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เศรษฐกิจร้อน ร้อนแรงมาก ๆ มีการใช้จ่ายกันมาก ๆ แน่นอนครับการไปเติมหรือไปเพิ่มค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในภาครัฐ ก็จะเป็นส่วนที่จะไปซ้ําเติม ปัญหาได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงขณะนี้ก็คือว่าเศรษฐกิจของเราฟื้นตัวขึ้นมามีการขยายตัวดีปีที่แล้ว แต่ปีนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าจะชะลอตัวลง จาก ๗.๙ จะเหลือ ๓.๕ ถึง ๔.๕ ก็แล้วแต่ แต่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเงินเฟ้อซึ่งมีปัญหามาจากเรื่องของต้นทุน แล้วท่านจะเห็นครับ ว่าทั่วโลกขณะนี้ปัญหาเรื่องของอาหารแพง เรื่องสินค้าแพงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก มาจากเรื่องราคาน้ํามัน มาจากราคาในตลาดโลกของสินค้าหลายตัวครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเมื่อตอนเช้าว่าใช่ครับ เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา แต่รัฐบาลยังไม่พอใจ และผมก็เห็นตรงกับท่านว่าประชาชนยังเดือดร้อนจากปัญหาของแพง แต่สิ่งที่เราทําในวันนี้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กําลังขอจากสภาในวันนี้ ใน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทไม่ได้เข้าไปในระบบไหนเลยนะครับ เป็นเรื่องของการที่จะไปชดใช้ เงินคงคลังที่จ่ายไปแล้ว เป็นการใช้หนี้ในส่วนของรัฐบาลนั่นเอง ที่ใส่ลงไปจริง ๆ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คือ ๕๐๐ บาทที่ไปให้ผู้สูงอายุกับคนพิการที่เขาขึ้นทะเบียน เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากตอนที่เราจัดทํางบประมาณประจําปี ๒๕๕๔ กับเป็นเรื่องของ การฟื้นฟูในโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ผมไม่คิดเลยครับว่าการทําตรงนี้ จะไปเติมในเรื่องของแรงกดดันของเงินเฟ้อและแนวคิดของรัฐบาลในขณะนี้เรื่องของแพง บางเรื่องก็สามารถที่จะเข้าไปกํากับดูแลได้ระดับหนึ่ง เช่น ที่เราได้ตรึงราคาน้ํามันดีเซล ไม่ให้เกิน ๓๐ บาท ซึ่งทําได้ เพราะว่าเรายังมีเงินในกองทุนน้ํามัน ซึ่งในวันที่ผมเข้ามานี่ ติดลบนะครับ แต่ปัจจุบันวันนี้เราสะสมเงินไว้ในกองทุนน้ํามันมีอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะสามารถที่จะตรึงราคาดีเซลไปให้ไม่เกิน ๓๐ บาท เบื้องต้นขณะนี้ก็กําหนดเอาไว้ว่า จะทําไปถึงสิ้นเดือนเมษายนแล้วดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง แต่งบประมาณที่จัดวันนี้ไม่ไปเติม เรื่องเงินเฟ้อหรอกครับ แต่ไปช่วยพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน แล้ววันนี้ คําตอบที่ดีที่สุดในเรื่องของปัญหาราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาในโลก ก็คือทําอย่างไร เราจะเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งก็เป็นนโยบายซึ่งเรากําลังมีการผลักดันต่อไป หรือเป็น การลดภาระพี่น้องประชาชนในด้านต่าง ๆ อันนี้คือภาพรวมครับ
ส่วนที่ท่านไปประเมินว่างบกลางปีที่เราทําครั้งที่แล้วล้มเหลว ไม่ใช่เลยครับ ตอนนั้นที่ผมมาของบกลางปี ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ตัวชี้วัดที่สําคัญของเราก็คือว่าทําอย่างไร ไม่ให้คนตกงาน อย่างที่ท่านเองพูดไว้ว่าจะเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วทําอย่างไรไม่ให้เศรษฐกิจมันฟุบลงไปมากหลังจากที่เกิดวิกฤติทางการเงินในโลก ซึ่งหลังจากที่เราได้ทําไปจะเป็นโครงการต้นกล้าอาชีพ เช็ค ๒,๐๐๐ บาท สิ่งที่เราได้ประสบ ชัดเจนก็คือว่าหลังจากนั้นประมาณ ๒ เดือน เศรษฐกิจภายในประเทศ การจับจ่ายใช้สอย มันไม่ทรุดตัวต่อเนื่อง แล้วเป็นเหตุผลว่าทําไมเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเศรษฐกิจแรก ๆ ที่เริ่มฟื้นตัว ขึ้นมาได้ แล้วที่ท่านพูดว่ารัฐบาลนี้ไปกู้สะสมหนี้สินก็ไม่ใช่อีกล่ะครับ ท่านไปดูเถอะครับ ขณะนี้ทั่วโลกหลังจากเกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นมา การขาดดุลงบประมาณเป็นเรื่องปกติ และหนี้สาธารณะของเกือบทุกประเทศพุ่งสูงขึ้น แต่กรณีของไทยล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจ ภาพรวมที่คนตกงานประมาณร้อยละ ๑ เงินเฟ้อประมาณร้อยละ ๓.๕ หนี้สาธารณะ ประมาณร้อยละ ๔๐ อยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่ามีเสถียรภาพอย่างมากครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าผมกับท่านอาจจะมองไม่ตรงกันในเรื่องของการประเมินเศรษฐกิจ มหภาค เศรษฐกิจในภาพรวม และการจัดเก็บรายได้ ซึ่งผมยืนยันตามตัวเลขที่ได้ มีการนําเสนอมา แต่ที่มองตรงกันก็คือประชาชนบางส่วนยังเดือดร้อนอยู่และเราต้องแก้ไข
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านสอบถามมาที่ผมอยากจะชี้แจง เพราะว่ามีสมาชิกท่านอื่น อภิปรายด้วย ก็คือสอบถามเรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณในส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ ที่ท่านพูดทํานองว่าทําไมต้องไปให้ที่กระทรวงมหาดไทย ทําไมไม่จัดที่หน่วยนั้น หน่วยนี้ คําตอบก็คือว่าเรายังยึดโครงสร้างแผนงานตามที่จัดไว้ในปีงบประมาณ ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ คือปีงบประมาณปัจจุบันเท่านั้นเองครับ แล้วผมได้ตอบเพื่อนสมาชิกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า สําหรับการที่จะให้เงินส่วนนี้กลับมานับว่าเป็นเงินในส่วนกลางและไม่เป็นของท้องถิ่น ในอนาคตจะเริ่มทําในปีงบประมาณปี ๒๕๕๕ ต่อเนื่องไปปี ๒๕๕๖ เพื่อที่จะสอดรับกับ ความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรียกร้องว่าอยากจะให้โอนการนับเงิน ในส่วนนี้กลับมา แต่ในความเป็นจริงแล้วท้องถิ่นยังต้องมีบทบาทในการทํางานตรงนี้ อย่างต่อเนื่องต่อไป อันนี้ก็เรียนเพื่อความเข้าใจ ฉะนั้นที่บอกว่ากระทรวงมหาดไทยจะมานับว่า ได้เงินไปเป็น ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ว่านี้เป็นเงิน ๕๐๐ บาท ซึ่งไปถึงมือคนที่เป็นผู้สูงอายุกับผู้พิการครับ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง กับว่าเงินจะไปอยู่ที่พรรคไหน กระทรวงไหน อย่างไร เป็นเงินสด ๕๐๐ บาทต่อเดือน ที่คนพิการและผู้สูงอายุจะรับไป ต่อมาครับที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน ที่ท่านสมาชิก อภิปรายมาก เรื่องทุจริตครับ สําหรับการวิพากษ์วิจารณ์โครงการแต่ละโครงการ ท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็คงจะเป็นผู้ชี้แจง แต่กราบเรียนข้อเท็จจริงอย่างนี้ครับ หลายเรื่อง ที่ท่านบอกว่าผมละเลยหรือไม่ รู้แล้วทําเป็นไม่รู้หรือไม่ ไม่ใช่หรอกครับ แต่ละเรื่องผมมี การติดตามมีการกํากับดูแลตามอํานาจหน้าที่ รถไฟฟ้าสายสีม่วงมาปรับลดวงเงินลงไปได้ รถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินมีการทักท้วงมาจากกรรมาธิการ ผมเอาข้อสังเกตนั้นแล้วก็ส่งให้ ทางอัยการ ส่งให้กรมบัญชีกลางไปดําเนินการเพื่อที่จะตรวจสอบเรื่องทั้งหมด ดีเอสไอเข้ามา ทําเรื่องคอมพิวเตอร์ ผมทราบครับ แล้วผมก็ใช้ตัวนี้อ้างอิงในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับ การเสนอชื่อปลัดกระทรวงมหาดไทยที่มีปัญหาในช่วงปลายปีงบประมาณตอนนั้น แล้วก็ ให้เขาดําเนินการต่อ และถึงวันนี้ก็ยังกําชับกําชาให้ทางกระทรวงมหาดไทยต้องหาคําตอบ ในเรื่องนี้ให้ได้จากผลของการสอบสวนของดีเอสไอ ไม่มีละเลยหรอกครับ แต่ถามว่าปัญหา ทุจริตวันนี้มีไหม มีครับ ยังเป็นเรื่องที่ผมหนักใจ และผมก็ขอขอบคุณที่ท่านสมาชิกยังเชื่อว่า ผมมีความซื่อสัตย์สุจริต ผมต้องทํางานนี้ต่อครับ ผมทํางานนี้ต่อ กําลังไล่ดูกระบวนการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ราคากลาง เกี่ยวข้องกับกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง และอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งผมหวังว่าท่านทั้งหลายจะให้การสนับสนุน แล้วก็เป็นคําตอบ ด้วยครับว่าทําไมเรื่องงบน้ําท่วม วันนี้ผมเสนอมาอย่างนี้ ผมอธิบายไปเมื่อเช้านะครับ พอน้ําท่วมเราต้องการใช้เงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการไปชดเชยเรื่องความเสียหาย ต่อทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย จ่ายไปครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท บวกกับการชดเชยพืชผล ทางการเกษตร ซึ่งเราเพิ่มอัตราการชดเชยให้ประมาณ ๓ เท่า รวมกันแล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อมาเราก็ต้องมาดูว่าโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบ วัด โรงเรียน ถนนหนทางของกรมชลประทานเสียหายเท่าไร ไม่ใช่ ๙,๙๐๐ ล้านบาทหรอกครับ หลายหมื่นล้านบาท แล้วสิ่งแรกที่ผมทําก็คือ กระทรวง ทบวง กรม ไปปรับงบภายใน ของตัวเองก่อน เริ่มจากงบปี ๒๕๕๔ หลายกระทรวงทําไปครับ วันนี้ถึงไม่ขอมาเลย ไปเกลี่ย งบที่ได้ไปจากสภา แต่ไปปรับงบเพื่อไปฟื้นฟูน้ําท่วมก่อน ๒. งบไทยเข้มแข็ง ทําเหมือนกัน ที่ท่านบอกเงินเหลือเก็บไว้ทําอะไร ไปเกลี่ยปรับเท่าที่จะทําได้เพื่อเข้ามาเรื่องฟื้นฟู ๓. ผมให้ไปดูงบไม่ใช่เฉพาะปีนี้ แต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ที่เคยกันเงินไว้ปรากฏว่า ยังไม่ดําเนินการ ทําสัญญามีปัญหา ให้ไปเกลี่ยในส่วนนั้นอีก แต่ก็ยังมีตกค้างมาครับ รายละเอียดท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ท่านจะเป็นผู้ชี้แจงในช่วงท้าย ก็มาเหลืออยู่ที่กลั่นกรอง มาวันนี้ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ผมใช้งบกลางของผมได้ไหมครับ ใช้ได้ครับ ผมใช้งบกลางของผม ที่มีเหลืออยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใช้ได้ แต่จะเป็นการใช้ซึ่งท่านไม่มีโอกาสตรวจสอบ กลั่นกรองให้ผมเลย แล้วผมก็มาตั้ง อาจจะของบกลางปีเป็นงบกลางมาให้ผม พูดง่าย ๆ เป็นเช็คเปล่า แล้วผมก็ไปใช้ตามใจชอบที่จะอนุมัติได้ตามหลักตามเกณฑ์ที่มีอยู่ แต่ผมคิดว่า เอามาให้สภาช่วยกลั่นกรองดีกว่า นี่คือบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจว่าอยากจะให้มันโปร่งใส อย่างไรครับ ผมกราบเรียนว่าตอนจะเอามาครั้งแรกนี้หน่วยงานยังบอกเลยว่าเอาอย่างนี้ไหม ตั้งเป็นงบกลาง ให้นายกรัฐมนตรีอีก ผมบอกไม่เอา ตั้งไปเลยที่ไหนเสียหายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนปวงชนชาวไทยช่วยกันตรวจดูว่าเสียหายจริง ผมคิดว่านี่คือการทํางานที่ควรจะเป็น ในระบบรัฐสภา ท่านก็เป็นห่วงต่อผมเข้าใจ ทําไมหลายรายการมันต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทที่เคยห่วงใยกันคืออะไรครับ คือเป็นรายการที่ไม่ต้องมาแสดง นี่คือที่ทํากันมาในอดีต ก่อนหน้านี้เอกสารงบประมาณต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท คือไม่ต้องแสดงรายการ แต่หลายโครงการที่เกิดความเสียหายจากน้ําท่วมนี้ ท่านประธานครับ ถ้ามันเสียหายไม่เกิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จะให้ผมตั้งมากกว่า ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็ทุจริตสิครับ แต่ผมแสดงความจริงใจบอกว่าโครงการไม่ถึง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็ตาม แม้ไม่แสดงในเอกสารงบประมาณตามปกติ วันนี้ทําเป็นซีดีมาให้สําหรับคณะกรรมาธิการ ติดตามตรวจสอบได้ ที่เป็นซีดีก็เพราะว่าเอกสารมันจะหนามาก แล้วจะมีรูปให้เห็น ความเสียหายในจุดที่เกิดขึ้น ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าตรงไหนไม่เสียหายจริง ตัดไปเลยครับ ไม่ประสงค์จะใช้ แล้วเมื่อโครงการกระจายอย่างนี้แล้วก็กระจายไปในระดับ จังหวัดนี้เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่บอกว่าจะมาทุจริตรวมกันว่าทั้งหมดนี้เจ้าเดียวได้ไป หรืออะไร เพราะเป็นการกระจายไปให้แต่ละพื้นที่เขามีการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้ให้ความมั่นใจนะครับว่าผมให้ความสําคัญอย่างเต็มที่ แต่ผมยอมรับเช่นเดียวกับที่ผมบอกว่าสําหรับเศรษฐกิจพี่น้องประชาชนเดือดร้อน เรื่องของแพง ผมก็ยังยอมรับว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งเราจะต้อง แก้ไขต่อไป
ผมกราบเรียนประเด็นสุดท้ายครับ บังเอิญท่านอ้างต่างประเทศด้วย อ้างทรานส์พาเรนซี่ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นองค์กรที่มาติดตามตรวจสอบเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชัน กราบเรียนนิดเดียว ผมแปลกใจว่าท่านทําไมเอาตัวเลขปี ๒๕๕๒ มาพูด ทําไมไม่เอาปี ๒๕๕๓ ทรานส์พาเรนซี่ อินเตอร์เนชันแนลนี้เขาเก็บตัวเลข แล้วเขาก็ รายงานผล หลักของเขานี้มันจะย้อนหลังไปประมาณเกือบ ๒ ปี เพราะฉะนั้นตัวเลข ที่ท่านพูดปี ๒๕๕๒ อยู่ในอันดับ ๘๔ นี้ ถ้าพูดกันอย่างเป็นธรรมนี้เขาแถลงจะประมาณ ช่วงหลังกลางปีนิดหน่อยนะครับ คงต้องแบ่งกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร และท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย แล้วก็มาบวกของผมในช่วงต้น แต่ปีถัดมาอันดับเราดีขึ้น ๖ อันดับทําไมท่านไม่พูด คะแนนเราก็ดีขึ้น แล้วคะแนนที่ดีขึ้นมา ก็ขึ้นมาจากฐานที่ต่ํานะครับ แล้วก็เป็นคะแนนที่ใกล้เคียงกับเฉลี่ยในยุคก่อนหน้านี้ที่ท่านว่า ดีกว่า นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการประเมินขององค์กรความโปร่งใสสากล หรือทรานส์พาเรนซี่ อินเตอร์เนชั่นแนล เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนชี้แจงสั้น ๆ ในประเด็นที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาว่าภาพรวมเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาเรื่องของการทุจริตก็ดี ปัญหาเรื่องของการตั้งว่าทําไมไม่อยู่ท้องถิ่นหรือจะอยู่ท้องถิ่น และปัญหาเรื่องของงบกลาง รายการขนาดเล็กต่าง ๆ ก็ดีเป็นอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่ เพื่อความมั่นใจของท่านสมาชิก ขอบคุณครับ