สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และคัดค้านการใช้จ่าย 100,000 ล้านบาท โดยอธิบายว่าเงินงบกลางปี 84,143 ล้านบาทจริง ๆ แล้วคือ 15,853 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสวัสดิการสังคม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

ถือว่าท่านประธานยิ่งใหญ่ที่สุด ในสภาแห่งนี้ ไม่เป็นไรครับท่านประธานเพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ วันนี้เราได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลมักจะอ้างถึงความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดําเนินการฟื้นฟู ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาผลกระทบอันเนื่องมาจากการเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งการจัดการ สวัสดิการสังคมให้ผู้สูงอายุและผู้พิการโดยใช้เงินงบประมาณเพิ่มเติมจํานวนไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจากเอกสารงบประมาณที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านคํา แถลงการณ์ ผมพอจะสรุปได้ว่าใน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกวงเงินประมาณ ๑๕,๘๕๗ ล้านบาท หรือประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนั่นละครับ เพื่อฟื้นฟูแก้ไขปัญหาผลกระทบโดยผ่านกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อีกก้อนหนึ่งก็จะเป็น วงเงินประมาณ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อชดใช้เงินคงคลังที่รัฐบาลได้นําเอาเงินคงคลังไปใช้ ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านประธานครับ รัฐบาลมักจะอ้างว่าเศรษฐกิจของไทยในปี ๒๕๕๔ ขยายตัว ร้อยละ ๓.๕-๔.๕ ในขณะที่ปี ๒๕๕๓ เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวได้ถึง ๖ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์ อัตราเงินเฟ้อ รัฐบาลก็จะอ้างว่าในปี ๒๕๕๔ นี้ใกล้เคียงกับปี ๒๕๕๓ เศรษฐกิจขยายตัวดี คือสิ่งที่รัฐบาลกล่าวอ้าง การบริโภค การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัว การส่งออกและการท่องเที่ยวดีขึ้น โดยเฉพาะมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการ อื่น ๆ ที่เอื้อต่อการลงทุนทําให้เกิดการจ้างงาน ทําให้การบริโภคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ประชาชนและรายได้รวมของประเทศดีขึ้น พูดกันง่าย ๆ ครับว่ารัฐบาลจะอ้าง เหตุผลเพื่อที่จะนําเงินในการจัดเก็บภาษีรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้จ่าย ก็เป็นหน้าที่ของผมนะครับในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง ผมจะต้องหาคําตอบให้ได้ว่าเงินจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลจัดเก็บมา ได้ด้วยการบริหารงานทําให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง พี่น้องประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงไหม การจ้างงานเพิ่มขึ้นจริงไหมและเงินก้อนนี้แท้ที่จริงมาจากไหน เป็นหน้าที่ของผมครับ ผมได้ใช้เวลาศึกษาในรายละเอียด บันทึกวิเคราะห์ สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่าย ผมได้เรียนเชิญเจ้าหน้าที่จากสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ผมได้เรียนเชิญ เจ้าหน้าที่จากกรมบัญชีกลาง เชิญ ผอ. สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ มาให้ข้อมูล ในคณะกรรมาธิการของผม สิ่งที่ผมได้รับครับท่านประธาน เป็นหนังสือลงวันที่ ๑๗ มกราคม ที่อยู่ในมือผมนะครับ เป็นของกระทรวงการคลัง ลงนามโดยท่านกรณ์ จาติกวณิช ทําถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในหนังสือฉบับนี้ท่านได้บอกครับว่า ปี ๒๕๕๔ งบประมาณ ที่ตั้งไว้นะครับท่านประธาน เป็นงบประมาณรายจ่ายที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ ตั้งไว้ถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ได้ผ่านสภาไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา นอกจากนั้นประมาณการรายได้สุทธิ รัฐบาลนี้ละครับตั้งไว้ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็น้อยกว่างบประมาณรายจ่าย ก็หมายความว่าในงบประมาณปี ๒๕๕๔ เงินกู้ที่รัฐบาล จะต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จํานวน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่พ้นการกู้ นะครับ อันนี้ผมอยากจะเท้าความเป็นมาสักเล็กน้อยก่อน จากนั้นท่านประธาน ในหนังสือฉบับนี้ ท่านกรณ์ จาติกวณิช ได้สรุปให้คณะรัฐมนตรีว่า จากตัวเลขการจัดเก็บงบประมาณ ใน ๓-๔ เดือนแรกของปีงบประมาณ ปรากฏว่าเก็บรายได้เกินเป้าหมายถึง ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็อ้างอีกล่ะครับว่าผลก็มาจากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจการต่าง ๆ มีผลประกอบการดีขึ้น ตลอดจนการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้การนําเข้าเพิ่มสูงขึ้น ผมพยายามที่จะเชื่อตามนี้ แต่ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ต้องค้นหาต่อไปว่ารัฐบาลนี้มีฝีมือในการบริหารงาน จริงหรือไม่ ท่านประธานครับ จากนั้นก็มีการคาดการณ์ในหนังสือฉบับที่ท่านกรณ์ทําถึงเลขาธิการ สํานักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ ครม. นะครับ ได้ภาพรวมทั้งปีเลย คาดการณ์ว่าปี พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐบาลจะเก็บรายได้สุทธิ ๑,๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับสูงกว่าประมาณการ ตามที่ได้ผ่านสภาไป ตอนนั้นประมาณการไว้ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คาดการณ์ใหม่เก็บได้ ๑,๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แสดงว่าเก็บได้เกินเป้า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้ก็นํา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาใช้เพิ่มเติมตอนนี้ อีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่า แทนที่จะไปกู้เพื่อมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ผมได้พูดไว้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปลบตรงนั้น หมายความว่าปีนี้จะกู้เพื่อชดเชยเงินขาดดุลเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น อันนี้คือที่มา ท่านประธานครับ ผมก็ได้สังเกตตัวเลข ต้องขออนุญาตท่านประธาน ตัวเลขที่ท่านกรณ์ได้แนบไปกับหนังสือฉบับนี้เพื่อให้ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา มันมีอย่างนี้ครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๓ มันเป็นตารางเปรียบเทียบ การจัดเก็บได้จริง ๆ ในปี ๒๕๕๓ เทียบกับประมาณการที่ตั้งไว้ตอนแรกของปี ๒๕๕๔ ต้องขออนุญาตท่านประธาน เอาแผ่นภาพนี้ขึ้นแสดงเล็กน้อยนะครับ พี่น้องประชาชน ที่ติดตามจะได้ตามได้ทัน ท่านประธาน ตรงนี้ครับ ในปี ๒๕๕๓ กับปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๔ รายจ่าย ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีรายได้ที่คาดการณ์ไว้ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ นี่ละครับจะเป็นที่มาที่ผมจะชี้ให้พี่น้องประชาชนเจ้าของทั้งแผ่นดิน ผู้ที่ฟังการอภิปราย ในวันนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายได้เห็นตัวเลข ท่านประธาน ปี ๒๕๕๓ งบประมาณรายจ่าย ปีนั้นรัฐบาลตั้งไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลบ่นครับ เพราะว่าปี ๒๕๕๒ เศรษฐกิจ เสียหาย ทําให้การคาดการณ์จัดเก็บนั้นไม่เป็นไปตามเป้า ต้องไปกู้เงิน พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาปิดหีบ ท่านประธานจําได้นะครับ เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ พอปี ๒๕๕๓ บ่นครับ ว่างบลงทุนของรัฐบาลมีน้อยเหลือเกิน จําเป็นต้องใช้เงินอีกก้อนหนึ่งจาก พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาทําไทยเข้มแข็ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก่อน ตอนหลังก็ปรากฏว่า มีเงินเหลือจากการปิดหีบ ปิดแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหลือมา ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มาเป็นงบลงทุนในปี ๒๕๕๓ ถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่ากันครับท่านประธาน แต่รายได้ ในการจัดเก็บที่รัฐบาลเสนอต่อสภา คาดการณ์ไว้ในตอนแรกหรือประมาณการไว้ในตอนแรก เพียงแค่ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นครับ ท่านประธานจําได้นะครับ เมื่อประมาณ วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๓ รัฐบาลได้ขอปรับคาดการณ์โดยมีมติ ครม. เปลี่ยนจาก ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นคาดการณ์ใหม่ว่าจะจัดเก็บได้ ๑,๕๒๒,๐๐๐ ล้านบาท มาขอมติ ครม. แล้วก็ผ่านไป แต่ตารางนี้ครับท่านประธาน ตารางที่ท่านรัฐมนตรีกรณ์ส่งไปให้ ครม. มันมีความชัดเจนในตัวเลข การจัดเก็บได้จริง ๆ พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่รัฐบาลเองคาดการณ์ และขอ ครม. เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ว่าจะเก็บได้ ๑,๕๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เอาเข้าจริง ๆ จัดเก็บรายได้สุทธิ หลังหักจัดสรรนะครับ ๑,๗๐๔,๔๗๖ ล้านบาท แสดงว่า การคาดการณ์ในปี ๒๕๕๓ ในการจัดเก็บรายได้นั้นผิดพลาด มันผิดพลาดต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๒ แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดตั้งงบประมาณหรือประมาณการของ ปี ๒๕๕๔ คือปีนี้ละครับ ในการจัดเก็บ บอกว่าจะได้ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เอาเข้าจริง ๆ ท่านประธาน ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ที่สํานักงานเศรษฐกิจการคลังกับกรมจัดเก็บ ไม่ว่าจะเป็น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ได้ดูตัวเลขทั้งหมดร่วมกัน ปี ๒๕๕๔ ครับ แทนที่จะจัดเก็บได้ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลเปลี่ยนใหม่ครับ เป็น ๑,๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ ท่านประธานจะเห็นว่าเมื่อเทียบกับการจัดเก็บจริง ๆ ในปี ๒๕๕๓ รัฐบาล เก็บเงินเพิ่ม เงินภาษีเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ ที่เก็บได้จริง ๆ เพียงแค่ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเองท่านประธาน เพราะฉะนั้นโดยตัวเลขอย่างนี้ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การเงินการคลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย สรุปเลยครับว่ารัฐบาลไม่ได้ ดําเนินการใด ๆ ให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี มีรายจ่ายเพียงพอ มีรายได้พอที่จะซื้อของ ท่านประธานลองไปถามพี่น้องประชาชนดู พี่น้องประชาชน ในประเทศไทยตอนนี้หาเช้าไม่พอกินค่ํา รายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วจะถามว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือ เพราะฉะนั้นตัวเลขในการจัดเก็บที่รัฐบาลปรับใหม่กับที่เก็บได้จริงในปี ๒๕๕๓ แทบจะ ไม่แตกต่างกันเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมมองว่ามันไม่ได้มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมันเป็นไปตามขั้นตอนของมัน ถ้ามีการฟื้นตัวตามจํานวนตัวเลขที่รัฐบาลคาดการณ์ เศรษฐกิจจะเติบโต การจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๕๔ นี้ก็ควรจะเก็บได้มากกว่านี้ ถ้าเป็นไปอย่างที่รัฐบาลพูดจริง และเมื่อผมลงไปดูในรายละเอียดของตัวเลข ท่านประธาน ในการจัดเก็บของกรมจัดเก็บ ภาษีที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นมาได้นี่นะครับ ไม่ได้มากมายอย่างที่ รัฐบาลพยายามที่จะบอกว่าเศรษฐกิจฟื้น ภาษีที่ได้มามากเล็กน้อยก็คือภาษีน้ํามัน น้ํามันดีเซล (Diesel) น้ํามันเบนซิน (Bensin) น้ํามันนี่ละครับ ภาษีน้ํามัน ที่ใช้กับเครื่องจักร ภาษียาสูบ ภาษีสุรา ภาษีเบียร์ อันนี้คือภาษีบาป ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นและไปเก็บภาษีนี้ จากรากหญ้าหรือคนจนนั้นเท่านั้นละครับ เพราะคนรวยจะซื้อบุหรี่ต่างประเทศบริโภค จะซื้อไวน์ (Wine) ยี่ห้อดี ๆ จะซื้อสุราต่างประเทศทั้งนั้น คนที่ดื่มเบียร์ คนที่ดื่มสุราแม่โขง สุราหงส์ทอง ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้มีรายได้น้อย แรงงานทั้งนั้นละครับ นอกจากนั้นเมื่อไปดู ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อเทียบกับตัวเลขที่จัดเก็บได้จริงในปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นผมไม่ว่าหรอกครับท่านประธาน ในเมื่อรัฐบาลยืนยันและพยายามที่จะบอกกับสังคมว่าตัวเองทํางานประสบความสําเร็จ มีเงินเหลือเพื่อที่จะมาใช้จ่ายในกรณีต่าง ๆ ก็ว่ากันไป เงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมอยากจะเน้นอีกข้อหนึ่งก่อนที่จะลงไปในรายละเอียด ผมย้อนไปดูครับ ในปี ๒๕๕๓ นั้นมันมีตัวเลขที่น่าสนใจ คือเงินคงคลัง ท่านประธาน เงินคงคลัง ตามเอกสารที่ส่งมาให้พวกผมอ่าน ๓ เล่มนี้นะครับ เงินคงคลังของประเทศไทย ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จากเอกสารฉบับนี้นะครับ เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยมีเงินคงคลังเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๓ หรือต้นปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ คือเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๓ มีเงินคงคลัง ๔๒๙,๓๒๒ ล้านบาท เยอะที่สุดครับ แสดงว่ารัฐบาลนี้ได้เงินมาจากที่ใดที่หนึ่ง ผมก็วิเคราะห์ต่อไปว่าเงินคงคลัง ก้อนนี้มาจากไหนท่านประธาน มันมาอย่างนี้ครับท่านประธาน ปรากฏว่ารายได้ในการ จัดเก็บและรายจ่ายตามตัวเลขใหม่ที่สํานักงานเศรษฐกิจการคลังได้มอบให้ผมนั้น ในปี ๒๕๕๓ พูดง่าย ๆ ว่างบประมาณรายได้กับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงมันสมดุลครับ มันไม่ได้ ขาดดุลเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ก็ยังอาศัย พ.ร.บ. งบประมาณที่ผ่านสภา ในปี ๒๕๕๓ ยังคิดว่างบประมาณในปี ๒๕๕๓ ขาดดุลตามตัวเลขเดิม จึงได้มีการกู้เพื่อชดเชย ขาดดุลตามมาตรา ๒๒ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ กู้ไว้ ๒๓๒,๕๗๕ ล้านบาท อยู่ในนี้ครับตัวเลข ท่านเก็บเงินได้ครบถ้วน แต่เมื่อมาขอสภาในตอนที่ตั้งประมาณการว่างบขาดดุล ก็ต้องไปกู้ ชดเชย แทนที่จะไม่ต้องกู้เงินก้อนนี้ รัฐบาลไปกู้มา กู้มามันก็เข้าไปกองอยู่ในเงินคงคลัง นอกจากนั้นนะครับท่านประธาน สิ่งที่เงินคงคลังมันเพิ่มขึ้น ก็น่าจะมาจากเงินที่ยึดทรัพย์ของ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท และรัฐบาลนี้ก็ไประบุไว้ในหนังสือที่นายกรณ์ส่งไป ถึง ครม. ว่าถือว่าเป็นรายได้ของรัฐด้วย ท่านประธาน นี่ละครับคือยอดเงินที่มาเพิ่ม ทําให้มี เงินคงคลังเพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่รัฐบาลนี้ก็ฉลาดครับ เอาเงินก้อนนี้ เงินคงคลัง ก้อนนี้ไปใช้จ่ายก่อน ไปใช้จ่ายเพื่อไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนครบกําหนด ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนอกจากนั้นเอาไปใช้จ่ายเป็นเงินเบี้ยหวัด บําเหน็จบํานาญ เป็นเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เอาไปเป็นเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ เอาไปเป็น เงินสมทบของลูกจ้างประจํา เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการครู ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ โดยเอาเงินของกรมบัญชีกลางไปใช้จ่ายก่อน ๓๔,๒๙๐ ล้านบาท อันนี้ละครับจึงเป็นที่มาของตัวเลขที่ว่า งบเพิ่มเติม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะต้องไปชดเชย เงินคลังหรือเงินคงคลัง ๘๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วสิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุด ก็คือเงินก้อนนี้ท่านประธาน เงินที่มาชดใช้เงินคงคลัง ที่จริงแล้ว ในงบกลางของปี ๒๕๕๔ ที่เมื่อกี้นี้ท่านเจริญได้พูดถึงงบกลางของสํานักนายกรัฐมนตรี ได้เขียนไว้ชัดเจนในปี ๒๕๕๔ ว่าจะมีงบกลางอยู่ ๒๖๕,๗๖๓ ล้านบาท แต่เมื่อไปดูในรายละเอียด ของเงินเบี้ยหวัด บําเหน็จบํานาญ ข้าราชการ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง เงินสํารอง เงินสมทบ เงินชดเชยข้าราชการ เงินสมทบที่ผมได้กล่าวไปรัฐบาลใช้เงินเกินกว่าที่ได้รับอนุมัติ ในงบกลางนี้ด้วยซ้ํา ก็จําเป็นครับที่จะต้องเอาเงินที่เก็บได้เพิ่ม ที่อ้างว่าเศรษฐกิจดีเก็บได้เพิ่ม มาชดใช้เงินคงคลังในส่วนนี้ ท่านประธานผมก็มีตัวเลขทั้งหมดนะครับ เพราะว่าการศึกษา ของผมนั้น ต้องกราบขอบพระคุณสํานักหนี้สาธารณะ กรมบัญชีกลาง สํานักงานเศรษฐกิจ การคลัง ที่ได้มอบตัวเลขที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้กับพวกผมในฐานะฝ่ายค้านได้มีโอกาส ตรวจสอบรัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ ผมนี่ศึกษาการจัดทํางบประมาณฉบับนี้โดยละเอียด พบอยู่ ๒ เรื่องครับ

ประการแรก คือเรื่องงบกลางที่ผมได้พูดไป ว่ารัฐบาลนี้คงจะเห็นว่าเงินคงคลัง เมื่อต้นปีงบประมาณ ๒๕๕๔ มีอยู่เยอะ จึงรีบนําไปใช้ก่อน จึงเป็นที่มาของงบประมาณกลางปี เพื่อนําไปชดใช้เงินคงคลังก้อนนี้นะครับ

ประการที่สอง การตั้งงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมในการใช้เงินคงคลัง ๘๔,๑๔๓ ล้านบาท ผมคิดว่าเป็นเป้าหมายหลอก เป้าหมายจริง ๆ ก็คือการตั้งงบประมาณ ๑๕,๘๕๓ ล้านบาท หรือ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูผู้ประสบภัย และจัดให้แก่สวัสดิการ สังคมผู้สูงอายุ ผู้พิการ อันนี้น่าจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริง อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นถาม ท่านนายกรัฐมนตรี นายเจริญ จรรย์โกมล ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านถามว่า เงินทดรองจ่าย ที่อยู่ในมือผมเมื่อกี้นะครับ ที่เป็นงบกลาง รัฐบาลมีเงินเหลืออยู่แล้ว ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทําไม ไม่เอางบนั้นไปใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้ ลุกขึ้นตอบต่อสภา ว่าเงินก้อนนั้นถ้าท่านไปใช้คนก็จะครหานินทาว่าไม่โปร่งใส เงินบางส่วน ท่านก็เอางบไทยเข้มแข็งนั่นละครับ ที่ดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ได้ไปรื้อฟื้นแล้วก็มีการโยก งบประมาณจากกรณีที่เคยจัดสรรไว้เอาไปใช้ในงบช่วยเหลือผู้ประสบภัย เอาละครับไม่ว่ากัน ท่านจะโยกอย่างไร ท่านจะส่งแผ่นซีดีนี่นะครับที่มาให้พวกผมดูในวันนี้ ว่ามีรายละเอียด รับรอง ไม่ทุจริต ผมไม่เชื่อหรอกครับ ท่านเพิ่งมาแจกเมื่อกี้นี้เอง ถ้าท่านมีความจริงใจ ท่านควรจะแจกให้พวกผมพร้อมๆ กับเอกสารการเสนองบประมาณรายจ่ายประจําปี อย่างน้อยพวกผมก็จะได้ไม่ต้องว่าท่าน มีโอกาสไปดูรายละเอียด แต่วันนี้ต้องขออนุญาต ท่านประธาน เนื่องจากซีดีเข้ามาสู่ห้องประชุมเมื่อกี้นี้เอง ผมก็ต้องอภิปรายตามเนื้อหา เอกสารที่ผมได้รับจากรัฐบาล ท่านประธานครับ งบประมาณ ๑๕,๘๕๗ ล้านบาท จริงอยู่ครับ เมื่อเทียบกับงบที่ไปใช้เงินคงคลัง ไปใช้หนี้คงคลัง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท มันดูน้อย น้อยกว่าเยอะครับ ๑๕,๘๕๗ ล้านบาท หรือ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท มันได้ถูกจัดแบ่งไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑,๖๙๗ ล้านบาท จาก ๑๕,๘๕๗ ล้านบาทนี้นะครับ ซึ่งปรากฏว่าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นเจ้ากระทรวงจัดแบ่งไปกระทรวงคมนาคม ๒,๙๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย ของท่านประธานเป็นผู้ดูแล จัดแบ่งไปกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๙๘๙ ล้านบาท มีพรรคกิจสังคมของท่านสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นผู้ดูแล แบ่งไปกระทรวงมหาดไทย ๘,๗๒๖ ล้านบาท อันนี้ก็พรรคภูมิใจไทยที่ท่านประธานสังกัดอยู่ ได้รับไป กระทรวงศึกษาธิการเป็นของ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับไป ๑,๓๒๒ ล้านบาท ผมเห็นรายการนี้แล้วผมสงสาร พรรคเพื่อแผ่นดิน ท่านคงจะนั่งเฝ้ามองทําตาปริบ ๆ ท่านประธานครับ ไม่เป็นอะไรครับ งบประมาณในส่วนนี้ที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพวกผมพูดว่าเป็นงบหาเสียง เดี๋ยวก็จะมีเพื่อน สมาชิกพรรคเพื่อไทยมาสาธยายว่ามันเป็นงบหาเสียงอย่างไร อย่างเมื่อวานนี้ท่านประธาน ส.ส. ผม ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ก็ให้ท่านโฆษกไปแถลงว่างบนี้เป็นงบต่างตอบแทน ท่านประธาน เดี๋ยวก็คงจะมาชี้แจงกัน มาอภิปรายกันว่ามันเป็นงบต่างตอบแทนอย่างไร นอกจากนั้นอดีตรัฐมนตรีช่วย พรรคผมครับ กระทรวงการคลัง ท่านฝากมาว่างบประมาณนี้ เป็นงบประมาณนิติกรรมอําพราง ผมก็ถามว่าหมายความว่าอย่างไร ท่านบอกว่า ๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ๘๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นการหลอกไว้ล่อเป้าจริง ๆ แล้วคือ ๑๕,๘๐๐ ล้านบาท ที่จะมีการ จัดสรรแสวงหาผลประโยชน์นะครับ เพราะงบเหล่านี้ ท่านประธานครับ เดี๋ยวในรายละเอียด มันจะมีเป็นงบก่อสร้าง เป็นงบที่เอาไปพัฒนา สร้างถนน สร้างสะพาน ซ่อมแซมอันโน้น ซ่อมแซมอันนี้ ซึ่งเป็นที่มาของโอกาสที่จะมีการเรียกผลประโยชน์ มีผู้รับเหมาเป็นของตนเอง หรือของใครก็แล้วแต่เข้าไปหาผลประโยชน์ พูดง่าย ๆ ครับ งบประมาณมักจะมีการทุจริต คอร์รัปชัน (Corruption) ดั่งที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชนได้ออกมาต่อว่าต่อขาน ท่านประธาน ผมมีตัวเลขอยู่ในมือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องขออนุญาตนําเรื่องนี้เสนอ ผ่านไปยังท่าน วุฒิสมาชิกได้สรุปผลการทุจริตของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ๒ ปีที่บริหารงานมา นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปลายปีจนถึงปี ๒๕๕๓ สิ้นปีงบประมาณ เขาบอกว่าทุจริตเงินภาษี ประชาชนไปประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข่าว แล้วก็ท่าน ส.ว. ก็ออกมาแถลง ผมนี่นะครับไม่เชื่อว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะมีจริงหรือไม่ ผมเลยเอางบลงทุนที่เกิดขึ้น ในปี ๒๕๕๒ ในปี ๒๕๕๒ นั้นมีงบลงทุน ๔๒๙,๐๐๐ ล้านบาท บวกพระราชกําหนด ปิดหีบ ท่านบอกว่าจะปิด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในที่สุดปิดแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีเงิน เหลืออีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็เอามาลงทุนไทยเข้มแข็ง บวกกับปี ๒๕๕๓ ที่ท่านบ่นละครับ งบประมาณรายจ่าย ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันน้อย ท่านก็เลยมีงบลงทุนแค่ ๒๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็มี พ.ร.ก. อีกต่างหาก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ผมก็เอาตัวเลขนี้บวกกันครับ บังเอิญครับได้ตัวเลข ๙๘๑,๐๐๐ ล้านบาท มันก็เทียบเท่ากับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอคิด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พอดีเป๊ะ ซึ่งมันไปสอดคล้องกับที่ภาคเอกชนออกมาให้ข่าวตลอดเวลาว่า ตั้งแต่เขาตั้งบริษัทมา เขาไม่เคยถูกเรียกเงินใต้โต๊ะมากเท่ากับรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธาน จริงไม่จริง เดี๋ยวท่านอภิสิทธิ์ ก็ชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบก็แล้วกัน ท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่างสุดท้ายแล้วครับ ให้ท่านประธานได้เห็นนะครับว่ากระทรวงมหาดไทย ผมจะยกเป็นตัวอย่างในส่วนของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่อยู่ในมือผมนะครับ เอกสารที่ได้รับมาจากรัฐบาลนี้ละครับ โดยสํานักงบประมาณทําให้ กระทรวงมหาดไทยได้รับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีนี้ ๘,๗๒๖ ล้านบาทเศษ ๆ แบ่งไปให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๒,๗๖๙ ล้านบาท พอผมไปเปิดดูในโครงการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนี้นะครับ มีรายการที่ ๑ ในหน้า ๓๓ เขียนไว้ว่า ค่าปรับปรุงสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ ที่มีราคาต่อหน่วยต่ํากว่า ๑๐ ล้านบาท เขียนไว้ว่า รวม ๗ รายการ รวม ๔,๕๘๓ หน่วย เป็นเงิน ๒,๔๗๐ ล้านบาท จาก ๒,๗๖๙ ล้านบาท งบที่ต่ํากว่า ๑๐ ล้านบาท แล้วไม่มี รายละเอียดนี้ เป็นเงินถึง ๒,๔๗๐ ล้านบาท ที่เหลือนี่ครับมันจะเป็นงบ อย่างอันที่ ๒ นี้ เป็นโครงการปรับปรุงผนังกั้นน้ําเลียบลําน้ําชี รอบหมู่บ้านบ้านหนองอ้อ บ้านเปลือยตาล อําเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นเงิน ๑๐,๙๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเกิน ๑๐ ล้านบาท ระบุได้ แต่ก็เป็นที่น่าแปลกอีก ไม่ได้บอกครับว่าความยาวในการปรับปรุงผนัง ยาวเท่าไร ความหนาเท่าไร ความสูงเท่าไร ไม่มีรายละเอียด อย่างนี้ละครับมันถึงเกิดการทุจริต ผมจะ ไม่ลงรายละเอียดมากกว่านี้ เดี๋ยวเพื่อน ๆ สมาชิกก็จะลงไปไล่ในรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อชี้ให้ สังคมได้เห็นครับว่า ด้วยการจัดทํางบประมาณเพิ่มเติมลักษณะนี้มันเอื้อประโยชน์ให้กับ พรรคพวกหรือไม่ หรือมันเป็นอย่างที่เขากล่าวหากันว่าจัดสรรงบประมาณลงไป กระจายไป ให้พรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างที่ผมได้กล่าวมาเพื่อหวังให้การโหวตรัฐธรรมนูญผ่านสภา เป็นการแลกเปลี่ยนกันหรือไม่ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบนะครับให้เกิดความกระจ่างแก่ พี่น้องประชาชน ผมก็เอาตัวเลขคร่าว ๆ ท่านประธาน ๑๕,๘๕๗ ล้านบาท หรือพูดง่าย ๆ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท มาคิด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ได้ตัวเลข ๓,๒๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นไปตามที่ ส.ว. เขากล่าวหา ภาคเอกชนเขากล่าวหา ว่ามี การเรียกเงินเรียกทองในอัตรา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณหรือโดยเฉลี่ย ถามว่าเงิน ๓,๒๐๐ ล้านบาทไปอยู่กับใคร พร้อมแล้วหรือไม่สําหรับกิจกรรมทางการเมืองเพื่อให้เกิด การยุบสภาและใช้ในการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้นะครับผมอยากจะฝากไว้ ผมได้ติดตามอ่านรายละเอียดในเอกสารที่รัฐบาลได้แจกมาทุกเล่มอย่างละเอียด มีความผิดพลาด ตัวเลขนะครับ ผิดพลาดอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างให้ ผิดพลาดหลายจุดมากนะครับ อย่างกรณีหนี้สาธารณะครับท่านประธาน หนี้สาธารณะที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ เอาตัวเลข ณ เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๓ มาใส่ไว้ในเอกสาร แล้วให้พวกผมไปอ่าน ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขใหม่ มันมีครับ ผู้บริหารสํานักบริหารหนี้สาธารณะได้เอาหนี้สาธารณะล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ ก็มีนะครับ แล้วก็ตัวเลขหลังสุด เดี๋ยวนะครับท่านประธาน ตัวเลขมันอยู่ในมือ ผมมาก วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ แล้วอีกตัวเลขหนึ่งเดือนพฤศจิกายน ของปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา เป็นตัวเลขหลังสุดที่มีหนี้สาธารณะถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ตัวเลขเสนอไว้ในเอกสารนี้นะครับ อยากจะฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าไป ดูตัวเลขให้ชัดเจนก่อนที่จะนําต่อสภาผู้แทนราษฎร ถ้าพวกผมอ่านตัวเลขผิด เข้าใจตัวเลขผิด จะมาโทษกันไม่ได้ท่านประธาน ผมมีแค่นี้ละครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน