ฮอชาลี ม่าเหร็ม หารือเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยชี้ว่าเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้นเพราะการหายตัวไปของหะยี สุหลง และการไม่ให้ความร่วมมือของรัฐบาลที่นำไปสู่ความรุนแรงและความไม่สงบ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในรายงานผลการพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญของเราได้นําเสนอในสภาในวันนี้ ผมเองก็ได้เห็นรูปแบบของการนําเสนอ แล้วก็โดยหลักการแล้วก็ข้อเสนอแนะที่มาสาเหตุ ของปัญหานั้นเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตใช้คําว่าชื่นชม ที่ได้วิเคราะห์สาเหตุปัญหาได้อย่าง ถูกต้องแล้วก็ตรงเป้า แต่ผมเองก็ยังมีข้อเสนอแนะที่อยากจะขอเพิ่มเติม เป็นการเติมเต็ม ให้กับทางคณะกรรมาธิการผ่านทางท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังทางรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลในกฎหมายการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตรง ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนว่าผมเป็นผู้แทนจังหวัดสตูลซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีมา เดิมทีเดียวนั้นต้องขอทําความเข้าใจว่า เป็น ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็มาเพิ่มเป็น ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือมีสงขลา เข้ามาพ่วงด้วย เพราะฉะนั้นสตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาสนั้น ได้มีวิถีชีวิตวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาพูด วิธีคิดต่าง ๆ คล้ายคลึงกัน แต่หลายคนก็สงสัยว่าทําไมจังหวัดสตูลนั้นมีความสงบ ผู้คนอยู่ในวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกันกับ ๓ จังหวัด แต่ทําไมจึงมีความสงบ ไม่มีขบวนการ ก่อการร้าย ไม่มีความคิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งในการที่จะแบ่งแยกดินแดนออกจาก ประเทศไทย ก็ต้องขอเรียนว่าจังหวัดสตูลนั้นไม่ได้เคยมีเงื่อนไขในเชิงประวัติศาสตร์ ผมเองก็ได้กลับไปตรวจสอบประวัติศาสตร์ของจังหวัดสตูลนั้น พบว่าไม่เคยมีเงื่อนไขในทาง ประวัติศาสตร์เหมือนกับปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือปัตตานี ยะลา นราธิวาสนั้นมีเหตุการณ์ ใหญ่ ๆ มีเรื่องใหญ่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอเรียนกับท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ว่า ที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมานั้นเหตุการณ์ที่ฝังใจที่สุด แล้วก็ตรึงอยู่ ในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนก็คือการหายตัวไปของหะยี สุหลง ซึ่งเป็นคุณพ่อของ ท่านเด่น โต๊ะมีนา อดีต ส.ส. จังหวัดปัตตานี แล้วก็หายไปโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งศพ แล้วก็หายไปโดยที่ทราบว่าถูกถ่วงน้ําเสียชีวิตตายที่หัวเขาที่จังหวัดสงขลา นั่นคือ เป็นเหตุการณ์ที่เริ่มในการที่จะปะทุความรู้สึกของคนว่าทําไมระดับผู้นําของเขา นักวิชาการ ศาสนาที่สูงสุดของเขา แล้วก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ต้องถูกสังหาร แล้วก็ไม่มีแม้กระทั่งศพกลับมา หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่สะพาน กต. มีการถ่วงน้ํา มีการฆ่า แล้วทิ้งเด็กเยาวชนชาวบ้าน ๔–๕ ศพและมีการประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีเป็นเหตุการณ์ที่สั่งสม ขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ในสมัยอดีต แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลาย ๆ รัฐบาล ก็ได้พยายามประคับประคองสถานการณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วก็ไม่เติมเชื้อ แห่งความรุนแรง ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นถ้าหากว่าเปรียบเสมือนกับโรคก็คือว่า หมอต้องรักษา พยายามที่จะประคับประคองโรคให้อยู่ในวิสัยที่จะให้ยาที่เป็นปกติ และเป็นการรักษาในระยะยาว แต่หมอที่รักษาหรือรัฐบาลที่มาปกครองนั้นจะต้อง ไม่เติมเงื่อนไขหรือไม่ให้เกิดความรู้สึกในเชิงนโยบายว่ารัฐบาลไปกดขี่เขา เหมือนบางยุค บางสมัยผมไม่อยากจะซ้ําเติมแต่อดจะพูดไม่ได้ว่ามีการประกาศแล้วก็ออกสื่ออย่างชัดเจนว่า แค่โจรกระจอกไม่กี่คนนี้ แล้วก็ส่งสัญญาณให้กับทางฝ่ายความมั่นคงบอกว่า ๓ เดือนจบ แค่นี้เอง แล้วก็เป็นที่มาของการอุ้ม ฆ่า หาย นั่นคือการซ้ําเติมสถานการณ์อย่างรุนแรง นี่คือความผิดพลาดที่รัฐบาลยุคต่อไปและใครจะมาเป็นรัฐบาลจะต้องถือว่า นี่คือการที่เรา ไม่สมควรนี่จะนํามาใช้เป็นนโยบายเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์การสังหารหมู่ การสังหารโหด อย่างคดีที่ตากใบหรือที่กรือเซะซึ่งมีกระบวนการวิธีในการเจรจา มีกระบวนการในการที่จะใช้ภาวะผู้นําต่าง ๆ แต่เหตุการณ์ก็จบลงโดยการเสียชีวิตของคน เป็นจํานวนถึง ๘๐ กว่าศพ นั่นคือเป็นเหตุการณ์ที่ฝังใจ และเป็นเหตุการณ์ที่ทําให้ กลุ่มขบวนการต่าง ๆ นั้นได้นํามาขยายผลเป็นเงื่อนไขและสร้างกระบวนการของอาร์เคเค ขึ้นมาในปัจจุบัน และมีการต่อสู้ มีการโจมตี มีการต่อสู้กับกองกําลังของฝ่ายของรัฐบาล ซึ่งเป็นทหาร ตํารวจ อย่างที่ได้ปรากฏในข่าว เพราะฉะนั้นในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ ที่มาบริหารนั้นผมยังไม่เห็นเหตุการณ์ที่เป็นการซ้ําเติมเชื้อแห่งการรุนแรงลงไป เป็นเพียง แค่การประคับประคองสถานการณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ได้ออกกฎหมาย ศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มาในช่วงนี้ ช่วงวันที่ ๓๐ ธันวาคมนั้นผมถือว่า เป็นการออกกฎหมายที่ถูกต้องและตรงกับช่วงจังหวะเวลาเป็นอย่างยิ่งในการที่จะเปลี่ยน ในการที่จะแปรในการที่จะแปรการนําในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากฝ่ายทหารที่ถือปืนนั้นให้มาเป็นภาพพลเรือน มีกฎหมายเป็นตัวนํา แล้วก็มีโครงสร้าง มีระบบของการบริหารแล้วก็มีงบประมาณลงไปสนับสนุนในกฎหมายแห่งนี้ นี่คือสิ่งที่ผม ถือว่าให้ความชื่นชมกับรัฐบาลที่ได้ทํามาถูกต้องในช่วงเวลาตรงนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอเสนอเพิ่มเติม เติมเต็มไปให้กับทางคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะได้นําไปประมวล อีกสักนิดหนึ่งนะครับว่า ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่งกับเวทีของโอไอซี แล้วก็เวทีของสันนิบาตโลกมุสลิม เพราะเวลามีการประชุมโอไอซีนั้น ก็จะมีการถามถึงปัญหาในพี่น้องมุสลิมในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีมุสลิมเป็นจํานวนน้อยในแต่ละประเทศ อย่างฟิลิปปินส์ อย่างประเทศไทย อย่างพม่า หรืออย่างประเทศต่าง ๆ นั้นจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูด แต่ถือว่า เป็นโอกาสดีในการประชุมทุกครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ส่งคนไป จากกระทรวง การต่างประเทศ แล้วก็ส่งนักวิชาการมุสลิมไปเข้าใจชี้แจงสถานการณ์ความเป็นจริงว่า รัฐบาลไทยนั้นไม่ได้กดขี่ ไม่ได้ข่มเหง ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วก็ปล่อยให้ พี่น้องประชาชนนั้นมีสิทธิและเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจ และมีรัฐธรรมนูญรองรับการปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อ แล้วก็ความศรัทธาของ แต่ละศาสนา นี่คือสิ่งที่ทําให้โอไอซีสามารถที่จะเข้าใจประเทศของเราได้ นั่นคือจุดหนึ่ง แต่อีกจุดหนึ่งที่รัฐบาลควรจะทําเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า รัฐบาลควรที่จะได้เชิญผู้นําศาสนา ผู้นําทางจิตวิญญาณ ผู้นําทางความคิดที่เป็นระดับจิตวิญญาณซึ่งมาจากซาอุดิอาระเบีย ไม่ว่าที่อียิปต์ หรือว่าที่ประเทศไหนก็ตาม นํามาแล้วก็ชี้แจงทําความเข้าใจให้กับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะการสู้รบในสถานการณ์ขณะนี้นั้นเป็นการสู้รบโดยความคิดและความเชื่อ กลุ่มขบวนการพยายามที่จะแปรการต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์ เพื่อเชื้อชาติให้เป็นเรื่องของศาสนา พยายามที่จะโยงว่าการฆ่าผู้คนซึ่งไม่เข้าใจในแนวคิดของกระบวนการนั้นเป็นเรื่องของการ ไม่บาปและก็ได้บุญและก็ขึ้นสวรรค์ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการที่เราจะ ดึงเอาผู้นําศาสนาจากโลกอิสลาม แนวคิดของทางด้านซุนหนี่มาอธิบายมาทําความเข้าใจ แล้วก็บอกเล่าให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าแนวคิดที่เขาคิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่รัฐบาล ได้พึงกระทํา แต่เสียดายที่ผ่านมาว่าในยุคที่ผ่านมาสมัยยุคท่านนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้น ได้เชิญผู้นําระดับสูงมา แต่ไม่มีโอกาสที่จะให้ได้ออกสื่อ ไม่มีโอกาสที่จะได้พูดให้ประชาชน ทั่วไปได้เห็นถึงความถูกต้องของการฟัตวาหรือว่าการชี้ขาดในประเด็นทางด้านศาสนา ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะขอเติมเต็มให้กับรายงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือว่ารัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญกับเรื่องของอัตลักษณ์ เราพูดกัน มาเยอะครับ เรื่องของอัตลักษณ์หรือว่าการที่จะเข้าใจในวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน อยากจะให้เห็นเป็นภาคปฏิบัติ อยากจะให้เห็นว่าในโรงเรียนที่สอนของรัฐบาล ให้ความสําคัญกับภาษามลายู เป็นภาษาเลือกเหมือนกับที่เราเรียนภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส และก็ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่น ๆ ภาษาเยอรมัน มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัว และก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องเสียความมั่นคง ถ้าหากว่าให้เด็กในพื้นที่ได้เรียนเพิ่มเติมด้วยวิชา ภาษามลายูหรือบาฮาซา ภาษาที่ถูกต้องเรียกว่าภาษาบาฮาซา ซึ่งเป็นภาษากลางที่มาเลเซีย เขาพูดกันเหมือนกับที่เราพูดภาษากรุงเทพมหานครที่นี่ละครับ ให้เรียนบรรจุเป็นหลักสูตร ให้เรียนอย่างชัดเจนทุกโรงเรียนในพื้นที่ที่อยู่ใน ๕ จังหวัดภาคใต้ ก็เป็นเรื่องที่จะสอดคล้อง กับวิถีชีวิตและก็อัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ หรือเราจะแปรรูปของการปฏิบัติที่เราพูดว่า อยากจะให้มันสอดคล้องกับอัตลักษณ์ ลองสักจังหวัดหรือลองสักอําเภอ หรือลองสักหมู่บ้าน หรือลองทั้ง ๓ จังหวัดก็ได้นะครับ ลองเรียกชื่อจังหวัดที่เขาคนในพื้นที่เขาเรียกกัน เหมือนอย่างจังหวัดของท่านกรรมาธิการอันวาร์ จังหวัดฟาตอนี่ ทําไมเราไม่เปลี่ยนชื่อให้มัน สอดคล้องกับอัตลักษณ์ที่เขาเรียกละครับ ไปเรียกปัตตานี ซึ่งมันเพี้ยน หรือจังหวัดของ ท่านประธานเจะอามิง นราธิวาสชาวบ้านเขาเรียกนาฆอหรือนาคา ทําไมไม่ให้มันสอดคล้อง กับอัตลักษณ์ที่เขาใช้อยู่ สิ่งเหล่านี้ ชื่อเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนจากนาฆอมาเป็นนราธิวาสในสมัย ที่มีนโยบายแอ็ซซิมิเลชั่น (Assimilation) หรือว่านโยบายกลมกลืนวัฒนธรรมในสมัยของ รัฐบาลจอมพล ป. ที่ผ่านมา ยังเป็นสิ่งที่ตกค้างอยู่ จังหวัดยะลาแปลว่าแห่ ยารอเรียกเป็นสผ