สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

วิชาญ มีนชัยนันท์ พูดถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวิจารณ์รายงานของคณะกรรมาธิการว่าไม่จริงจังและขาดการให้โอกาสประชาชนที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และแนะนำวิธีการแก้ไขโดยการให้เข้าถึงและปรึกษาหารือ แต่ต้องใช้เวลาในการซึมซับและดูแลโดยคนที่จะเข้าไปดำเนินการ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้ดูรายงานผลการพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ซึ่งหลายครั้งก็มีหลายฉบับ ซึ่งแต่ละคณะกรรมาธิการ ทั้งในส่วนของวิสามัญ สามัญ และในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องก็จะได้มีการศึกษา รวมถึงหลายองค์กร ซึ่งการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ศึกษาแล้วมันต้องนําไปสู่การปฏิบัติ สิ่งที่ผมได้เห็น ในเรื่องรายละเอียด ผมยอมรับครับว่าท่านได้เขียนข้อสรุปต่าง ๆ และหลักการ วิธีการในการ แก้ไขและการปฏิบัติได้ดีครับ แต่ผมเสียดายอย่างหนึ่งครับว่ารายงานฉบับนี้มันควรที่จะมีการ นําเข้ามาสู่การพิจารณาเร็วกว่านี้ ๒ ฉบับแล้วครับ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๒ ฉบับเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วที่เกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ํา ก็เป็นอันหนึ่งซึ่งใช้เวลาพิจารณา ๓ ปี อันนี้ก็คล้ายกันครับ การพิจารณาในเรื่องที่เป็นเรื่องด่วนและเป็นญัตติ เมื่อพิจารณาในเนื้อหารายละเอียดแล้ว ควรที่จะนําเรื่องเข้ามาสู่การพิจารณาหรือในเรื่องของการแจ้งให้เป็นรายงานต่อสภา เพื่อนําเสนอต่อรัฐบาล ขออนุญาตครับท่านประธาน ปัญหาชายแดนเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเรา เคยพูดกัน แต่ปัญหาในส่วนของพื้นที่ซึ่งอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่เขาเรียกว่า ๕ จังหวัดภาคใต้ แต่ที่เกิดจริง ๆ มัน ๓ จังหวัด ผมถามว่าจังหวัดสตูลไม่มีเหตุครับ ทั้ง ๆ ที่ภูมิศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ประชาชน คล้ายคลึงกัน น่าสนใจนะครับ แต่ใน ๓ จังหวัด ในขณะนี้ในรายงานนี้เขียนไว้ว่าความรุนแรงจากสถิติลดลงมา ลดลงครับ แต่ความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น แสดงว่าวิธีการดําเนินการในเรื่องของการดําเนินการนั้นเขาเริ่มใช้ยุทธวิธี ตอนแรกอาจจะมองเรื่องการสร้างสถานการณ์ หรือการใช้อาวุธในการยิงต่อสู้ หรือประชิดตัว หรือการดําเนินการ แต่วันนี้เข้ามาสู่วิธีการซึ่งเป็นวิธีการซึ่งน่ากลัวและอันตราย ผมขออนุญาตครับว่าในเรื่องหลักการจริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าทุกคน เพื่อนสมาชิกในสภาคงคิด คล้ายกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้นั้นโทษใครไม่ได้ครับ มันสุกงอมมานานแล้ว แล้วมันเป็นความรู้สึกซึ่งถูกปลูกฝังความรู้สึกในเรื่องของเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ ประเพณี แล้วก็ ยังมีเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจริง ๆ แล้วผมคิดว่าประเทศเพื่อนบ้านเองก็ไม่ได้ เป็นจุดที่จะทําให้เกิดปัญหาดังกล่าวด้วยซ้ํา แต่เมื่อมีเหตุแล้วประเทศเพื่อนบ้านเองกลับเป็น ห่วงวิตกกังวลในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในส่วนนี้ผมมีโอกาสลงไปพบปะกับพี่น้องประชาชน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ โดยเป็นหนึ่งใน ๒๓ คน ในสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้วก็เข้าไปสู่การดูในเรื่องของประเด็นปัญหา ที่เกิดขึ้นครั้งแรก เราเองพยายามบอกกล่าวจุดแรกว่ามันเกิดปัญหาขึ้นมานี้ เพราะความคิด ในเรื่องของการแบ่งแยกในเรื่องของศาสนา ท้ายที่สุดมาถึงวันนี้ผมกับคิดคนละด้านหลังจาก ที่มีโอกาสเข้าไปพบปะพูดคุย ท่านประธานครับ ในพื้นที่ผมบังเอิญมีพี่น้องชาวมุสลิมอยู่เยอะ มากพอสมควร แล้วก็มีกลุ่มพี่น้องทางใต้ที่เป็นดะวะห์เข้ามาสร้างมัสยิด แล้วเข้ามาอยู่ทางใต้ เยอะมาก ผมก็ไปนั่งคุย มีโอกาสพูดคุยว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับ เรื่องศาสนาโดยตรง แต่เป็นเรื่องของความไม่เสมอภาค และการไม่รู้ในเรื่องของ การดูแลในเรื่องของการปกครองโดยวัฒนธรรมประเพณี ก็เลยเกิดปัญหาอย่างที่ ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เขียนไว้ในเรื่องของศาสนา ในเรื่องของประเพณีวัฒนธรรม ใช่ครับ แต่โดยส่วนหนึ่งที่ท่านเขียนไว้ว่ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในการตัดสินคดีความ ต่าง ๆ หรือจะบอกว่าเป็นวิธีการที่ใช้หลักการศาสนาเข้ามาช่วยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่โดยข้อเท็จจริงถ่องแท้แล้วนี่ผมมองว่าทั้งหมดนี่ถ้าย้อนนะครับ จากผมที่ได้อ่านคร่าว ๆผม มองว่าหลักการที่ดีที่สุดในวันนี้ที่ท่านเขียนไว้จะตั้งหน่วยไหนเข้ามาดูแล จะเป็นกลุ่มในเรื่อง ของให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือกลุ่มที่จะช่วยในการปรับเปลี่ยนวิสัยหรือกระบวนการ ในเรื่องของการดําเนินการก็คือกระบวนการบริหารกิจการชายแดนภาคใต้ อันนี้ก็เป็น ส่วนหนึ่ง แต่ดีที่สุดแล้วก็คือการให้โอกาสในการที่จะเลือกตัวแทน ท่านประธานต้องยอมรับ ว่ากรุงเทพมหานครนี้ยังมีการเลือกตั้งโดยตรง คือเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันหนึ่งตอนผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมมีโอกาสไปพบหากับกลุ่มคน ทางใต้ ทั้งในกลุ่มที่ดูแลเรื่องศาสนา กลุ่มคนนักธุรกิจ แล้วก็กลุ่มคนที่อยู่ในระบบราชการ เขาบอกตรงกันว่าที่ได้มาตอนนี้อาจจะมีการปรับเปลี่ยนคนที่มาอยู่นี้ให้ขึ้นตามลําดับ อย่างจังหวัดยะลา จากรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาขึ้นมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ถามว่า เขาเป็นลูกหม้อไหม เป็นครับ คนทางใต้ รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีไหม รู้ แต่อย่างเดียวกัน คือเขารับฟังคําสั่งและวิธีการในการปฏิบัติ ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่มาจากการเมืองและ การเลือกตั้ง ผมไม่เห็นมีนักการเมืองคนไหนที่ถูกยิงตาย หรือถูกดําเนินการในเรื่องของ เหตุการณ์รุนแรง ถ้าโดนก็โดนโดยบังเอิญครับ ไม่มีหรอกครับ เพราะเขารู้ว่าเป็นตัวแทน รู้ว่าเป็นบุคคลที่มาทํางาน มาทําหน้าที่ รู้ว่าเป็นคนของประชาชนและรู้ด้วยว่าคนเหล่านี้ ไม่มีพิษ ไม่มีภัยต่อพวกเขา มีแต่เป็นที่พึ่ง แต่ส่วนของระบบราชการนี้ได้มีคําร้องออกมา สม่ําเสมอว่าเอาคนเข้าไป เอาทหารเข้าไป ไม่รู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ไปทําสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ชอบไม่ถูกต้อง เช่น จังหวัดทางภาคใต้ ๓ จังหวัดดังกล่าวนี่เขาไม่ดื่มเหล้า ทหารที่ไปนี้ เคร่งเครียดนะครับ โดยเฉพาะทหารทางอีสาน ทางเมืองกาญจนบุรีต่าง ๆ นี่ตรวจเช็คออกมา ดื่มเหล้ากัน ก็ผิดประเพณีในส่วนหนึ่ง

ส่วนที่ ๒ เวลาเหมาแล้วก็ไปละลานครับ จะพูดได้เลยว่าเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง เยอะครับ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทําผืดประเพณีเขาเกิดปัญหาตามมา นี่คือจุดเหตุอันหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ชอบในกลุ่มของทหาร แต่ยังดีครับ ของเราเองมีการฝึกอบรมหน่วยอาสาต่าง ๆ ที่ขึ้นมาช่วยเหลือ แม้กระทั่งทหารพราน แต่ผมเรียนว่าวันนี้ก็คล้ายกันในลักษณะของ การดําเนินการ จะเอาเงินงบประมาณที่เขาบอกว่าทางใต้มีปัญหาทุ่มลงไปเท่าไร เทลงไป เท่าไร ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาความสงบขึ้นหรอกครับ แต่สิ่งที่ผมจะนําเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตบอกกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความต้องการที่จะ ใช้ความรู้สึกตรงนี้แสดงออกให้เห็นว่าการปกครองของเราในขณะนี้ไม่เหมาะสมโดยวิธีการใด ทั้งปวง แต่ถ่ายทอดออกมาโดยใช้ความรุนแรง

ส่วนที่ ๒ ต้องยอมรับว่าทางใต้เป็นพื้นที่ซึ่งห่างไกลและรับขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามา เราเอาคนที่ไม่มีวัฒนธรรม จารีตประเพณีโดยตรง เข้าไปปกครองดูแลมันก็สะสมความรู้สึก สะสมในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนมันปะทุขึ้นมา แล้วกลุ่มเหล่านี้ท่านประธานครับเขาได้เรียนอิทธิพลในเรื่องของศาสนาที่เขา ไปเรียนต่างประเทศ เขาเห็นในเรื่องของต่างประเทศที่มีปัญหาในกลุ่มประเทศที่มีการต่อสู้ ความรู้สึกตรงนั้นพอกลับมาสู่พื้นที่ ตอนนั้นผมเคยถามครับ ตอนนั้นลงไปเขาบอกว่า มีคนที่พร้อมที่จะดําเนินการเรื่องดังกล่าวประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ที่ดําเนินการได้เลย อยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ๑๐,๐๐๐ คนนี้คุณคูณกลับเข้าไปที่สามารถที่จะอยู่ในลักษณะ การสนับสนุนนี้ ๒๐๐,๐๐๐ คน กับ ๓ จังหวัดที่มีอยู่นี้ผมคิดว่ามหาศาล แต่เขาไม่สามารถ ที่จะแสดงออก ดังนั้นในเรื่องของคนจะทําอย่างไร ซึ่งในรายงานฉบับนี้บอกว่าให้เข้าถึง ดูแลปรึกษาหารือผมเห็นด้วยครับ แต่วิธีการจะไปอย่างไร อย่างท่านประธานเจะอามิง บอกว่าต้องใช้เวลา ผมก็เชื่อว่าต้องใช้เวลา การใช้เวลาการซึมซับในเรื่องของปัญหา ความได้เปรียบเสียเปรียบนี้มันต้องสู่การดูแลโดยคนที่จะเข้าไปดําเนินการในเรื่องดังกล่าว

อีกส่วนหนึ่งเรื่องของขวัญกําลังใจอยู่ ๒ ส่วน ส่วนแรกผมยังมองว่าประชาชน ต้องอยู่ในภูมิลําเนา อยู่ในสถานที่ พื้นที่ ถ้าบอกว่าจะเอาแบบสมัยก่อนโบราณ เขาบอก อันไหนที่มันไม่สามารถที่จะดําเนินการได้เขาก็แยกปาออกมา ก็คือดึงคนจากหมู่บ้าน หรือกลุ่มต่าง ๆ ออกแล้วปล่อยให้พื้นที่เป็นพื้นที่ว่าง มันก็ยิ่งง่าย แต่ทําไม่ได้หรอกครับ เพราะเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ถ้าเมื่อไรเราขยับขยายเอาคนออกลองคิดดูครับ ท่านประธาน แสดงว่าพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นที่ปกครองโดยกฎหมาย แต่กลับยอมแพ้ ดังนั้นจะทําอย่างไรให้คนเหล่านั้นสามารถยอมรับว่ากติกาหรือข้อระเบียบ หรือจุดต่าง ๆ ที่เป็นเงื่อนไขพอที่จะผ่อนปรนได้โดยจะต้องยกร่างกฎหมายซึ่งเป็น กฎหมายเฉพาะและพิเศษ ตรงนี้ผมคิดไม่ออกนะครับ เพราะผมไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เขาบอก เขาบอกว่าอะไรก็ตามที่เป็นความเสียเปรียบทางสังคม ทางวัฒนธรรมท่านต้องให้เขาคืนกลับ ในวัฒนธรรมประเพณีหรือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะต้องไปเทียบเคียงกลับไปที่บรรพชนเขา หรือกลุ่มคนที่มาจากมลายู โดยขนบธรรมเนียม ประเพณี และภาษาต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่นี้ ต้องรักษาและต้องดูให้ครบ อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของคนที่ไปดูแลปกป้อง ท่านประธานครับ ผมมีโอกาสลงไปประมาณเกือบ ๒๐ ครั้งตอนที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมไม่สบายใจครับ ทั้งข้าราชการ ไม่ว่าครูบาอาจารย์ เขาบอกว่าท่านรัฐมนตรีอย่าเอา งบประมาณลงมาเลย เวลานี้อันตราย ยิ่งเอางบประมาณลงมาเยอะ ๆ แล้วไปตรวจสอบ การใช้งบประมาณ เขาตอบว่าอะไรครับ งบประมาณเอามาไม่มีเวลาจัดทํา เพราะสิ้นปี งบประมาณหรือกลางปีงบประมาณท่านพยายามส่งงบประมาณเข้ามาเยอะมาก เขาไม่ได้ ประโยชน์ครับ เพราะสิ่งที่ทํามีแต่คนต้องการขอย้ายเขตการศึกษาไปอยู่ในเขตพื้นที่ ที่ปลอดภัย ดังนั้นงบประมาณไม่ใช่เป็นตัวแปรที่จะช่วย แต่ถ้าจะจัด จัดเสียครั้งเดียว คราวเดียวครับ แต่ต้องดูเรื่องผลประโยชน์ด้วยนะครับจะตกกับประชาชนอย่างไร ผมยังเชื่อ ว่าท่านประธานเองได้ลงไปดูหรือเปล่าในเรื่องของงบประมาณ วันนี้ส่วนใหญ่เป็น งบดําเนินการโดยวิธีพิเศษ และคําว่า พิเศษ นั้น ก็คงจะมีอะไรซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ นอกเหนือจากเป็นงบประมาณซึ่งจะต้องหักลบออกมาเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษให้กับบุคคล ที่เอางบประมาณไปลง นี่เรื่องสําคัญนะครับ อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมากองกําลังทุกกองกําลัง ท่านไปดูครับเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบิกจริง จ่ายจริงหรือเปล่า ในรายงานฉบับนี้บอกว่าจะดูแลในเรื่องของระบบคุณธรรม ในเรื่องของการลงพื้นที่ ของข้าราชการนะครับ แต่ในเรื่องดังกล่าวนี้มันไม่จริง เพราะเงินการเบิกเบี้ยเลี้ยงหรือค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ผมยังยืนยันนะครับว่ากองกําลังที่เอาไปใช้จํานวนมหาศาล เดี๋ยวนี้ตั้งแต่บอกว่า มีการหมุนเวียนไป ภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ ไปช่วยภาค ๔ ยิ่งเพิ่มปัญหาอย่างเพื่อนสมาชิก บอกครับ ผมก็เพิ่งได้รับรายงาน เมื่อกี้ผมโทรถามคนทางปักษ์ใต้ เขากังวลวิตกครับว่า คนเหล่านี้ไม่มีพื้นเพ ไม่มีความรู้ บางทีปะทะกันเองครับ เพราะความหวาดระแวงวิตกกังวล ว่าประชาชนหน้าตาอย่างไร จิตวิทยาในการที่จะเข้าพื้นที่ ไม่ใช่ถูกหล่อหลอมโดยคนที่อยู่ ในพื้นที่ แต่เอาคนนอกพื้นที่เข้าไปใช้มันผิดวิธีการ แล้วท้ายที่สุดนี้ยังมีการตั้งเฉพาะกิจขึ้นมา อีก ๖-๗ หน่วย เฉพาะกิจนี้ยังพอไหว เพราะว่ามันเป็นกลุ่มคนที่อยู่ภายใน