สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างและวัฒนธรรม และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการจัดตั้งหน่วยสันติเสนาเพื่อป้องกันความขัดแย้งและความรุนแรง และเสริมสร้างประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม โดยให้สังคมมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งเสริมสันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย และเรียกร้องการสนับสนุนให้ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างความสมานฉันท์ และการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ผ่านสภาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศ รวมทั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านเจะอามิง โตะตาหยง รวมทั้งคณะของท่านทุกท่านที่ได้จัดประชุมอย่างขะมักเขม้นและได้รายงานฉบับนี้ขึ้นมา ผมถือว่าเป็นรายงานที่มีคุณค่ามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณค่าทางด้านวิชาการครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้อ่านในบทสรุปของผู้บริหาร ตั้งแต่หน้า ๗ เป็นต้นไป ผมคิดว่า เป็นบทสรุปที่ค่อนข้างที่จะครอบคลุมและตรงกับความจริงทั้งสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทําไปแล้ว และสิ่งที่จะต้องทําไปในอนาคตด้วย ท่านประธานครับ ผมขอแจกแจงสักเล็กน้อยนะครับ ตั้งแต่ได้ยกเอาสภาพปัญหามา ว่าปัญหาหลักมันคืออะไร คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้ยกว่า มันมีสาเหตุมา ๒ ระดับด้วยกัน คือระดับโครงสร้างและระดับมิติทางด้านวัฒนธรรม ท่านประธานครับ โดยหลักแล้วในเรื่องของความขัดแย้งนี่นะครับ พื้นฐานเลย เขาบอกว่า ความขัดแย้งที่จะนําไปสู่ความรุนแรงนี่มีต้นเหตุสําคัญ ๆ อยู่ ๓ ระดับ ๓ ชนิดด้วยกัน ระดับที่ ๑ ระดับบุคคล เป็นความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางตรง ระดับที่ ๒ เป็นเรื่องของ โครงสร้าง และระดับที่ ๓ คือทางด้านวัฒนธรรม ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้หยิบยก เอาประเด็นวิชาการที่แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในการทํางานมาแจกแจงในรายละเอียด ลงไปสู่ในเรื่องคําถามสําคัญซึ่งก็มี ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือว่าทําอย่างไรที่จะให้โครงสร้างของรัฐเอื้อต่อการแก้ปัญหา โดยคํานึงถึงความสอดคล้องกับอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และบริบทของคนในท้องถิ่น อันนี้ตรงเลยครับ แก้ปัญหาด้านโครงสร้าง

ประการที่ ๒ ทําอย่างไรที่จะให้รัฐและประชาชนในสังคมเห็นคุณค่า ในอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสร้าง ความภาคภูมิใจโดยการยอมรับและให้เกียรติรากฐานสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น อันนี้ก็ตรงอีกครับ เพราะเป็นเรื่องของต้นเหตุ การแก้ไขที่ต้นเหตุ เรื่องของมิติทางด้านวัฒนธรรม

รายงานก็ต่อไปอีกนะครับ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นจะต้องเท้าความ ไม่ใช่มารายงานแทนท่านประธานคณะกรรมาธิการแต่ประการใดนะครับ เพื่อจะบอกว่า ผมเห็นด้วยกับเรื่องอะไรบ้างและไม่เห็นด้วยกับเรื่องอะไรบ้าง และมีข้อเสนออะไรต่อไป ในรายงานนี้ก็บอกว่านําไปสู่กรอบแนวคิดสําคัญอยู่ ๘ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือจะต้องสร้างความเป็นธรรม เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ ยึดมั่นในแนวสันติวิธี

ประการที่ ๒ ต้องคํานึงถึงมิติทางด้านสังคม วัฒนธรรม ควบคู่กับมิติ ทางความมั่นคง

ประการที่ ๓ บังคับใช้กฎหมายต้องตามหลักนิติธรรม

ประการที่ ๔ กลไกของรัฐจะต้องมีลักษณะที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม

ประการที่ ๕ ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทางและอนาคต ของชุมชนของตนเอง

ประการที่ ๖ การพัฒนาเศรษฐกิจควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงและความเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่

ประการที่ ๗ การสร้างความเข้าใจกับสังคมในพื้นที่และสังคมส่วนใหญ่ ว่าสันติวิธีนั้นเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา และ

ประการที่ ๘ ให้ความสําคัญกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ หรือพีซ ทอล์ค (Peace talk) กับกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในทุกระดับ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นแนวทางที่ตรงและนําไปสู่เรื่องการแก้ไข ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๒๐ ประการ ผมจะขอหยิบยกเฉพาะประเด็นที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และประเด็นที่ผมอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วย เอาประเด็นที่ผมอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วยก่อนแล้วกันครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอว่าควรจะมีการจัดตั้งกระทรวงการบริหารจัดการชายแดน ภาคใต้ ข้ออ้างก็คือว่าสร้างเอกภาพของหน่วยงานรัฐในการบริหารจัดการการเมืองการปกครอง และการพัฒนาอันสอดคล้องกับลักษณะพิเศษของพื้นที่ คําถามสําคัญก็คือว่าอันนี้จะเป็นการ รวบเอาภารกิจต่าง ๆ ไปอยู่ในทบวงนี้แต่เพียงทบวงเดียวหรือไม่ กระบวนการที่จะทําให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมก็ดีหรืองานของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้จะต้องถูกลบไปและนํามาเข้าสู่ทบวงนี้แต่เพียงทบวงเดียว อย่างนั้นหรือไม่ ที่ผมไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าตรงนี้ละครับเพราะมันเป็นเรื่องของค่อนข้างที่จะ เป็นการรวมศูนย์อํานาจมากเกินไป แต่ถ้าเกิดว่าเราตั้งเป็นลักษณะของศูนย์ประสานงาน หรือที่เรียกว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง ศอ.บต. ขึ้นมา ผมคิดว่าน่าจะตรงกว่า การที่จะไปตั้งทบวงขึ้นมาที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือระบบราชการที่เรามี ความรู้สึกว่ามันช้า มันไม่ทันการ มันไม่ตรงประเด็นปัญหา มันไม่เข้าใจปัญหา ก็คือระบบ วัฒนธรรมของข้าราชการมันก็จะกลับคืนมาอีก ซึ่งอันนี้คือเป็นเหตุผลที่ผมขอจะอภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยตรงนี้ แต่ลักษณะที่ควรจะตั้งก็คือในลักษณะของศูนย์บริหารหรือว่าศูนย์ประสาน การบริหารอันนี้น่าจะถูกต้องกว่า เพราะตรงนี้จะเป็นฐานของการที่ทําให้เกิดการบูรณาการ กิจกรรมที่จําเป็นและเอื้อต่อการที่จะทําให้ประชาชนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ทุกระดับ เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างสะดวก อย่างแท้จริงนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นด้วยในข้อเสนอว่าการสรรหาบุคลากรที่เหมาะสมกับการ ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้น จะต้องสรรหาและให้การปฐมนิเทศหรือการอบรมก่อนเข้าไป ปฏิบัติงานในพื้นที่เพราะว่าพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นพื้นที่ที่มีความจําเพาะ ในเรื่องของสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตและศาสนา

ประเด็นที่ ๓ ที่กระผมเห็นด้วยก็คือว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อํานวยการ กองรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ต้องให้ความสําคัญกับนโยบายการเมืองนําหน้า การทหาร ซึ่งจะต้องมีการติดตามประเมินผลเพื่อปรับปรุงและการดําเนินการแก้ไขปัญหา อย่างต่อเนื่อง ผมอยากจะให้กําหนดตัวชี้วัดไปด้วยซ้ํานะครับว่าถ้าทําตรงนี้อย่างได้ผลแล้ว คือเรื่องของการนําการเมืองนําหน้าการทหาร งบประมาณทางด้านความมั่นคงหรือ งบประมาณทางทหารจะต้องลดลงครับ งบพัฒนาของพื้นที่นี้จะต้องมากขึ้นครับอันนี้เป็น ตัวชี้วัดที่สําคัญเลยซึ่งอยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ไว้นะครับ

ประการต่อมาที่เห็นด้วยก็คือว่า การปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนการดําเนินงาน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเสนอว่าควรให้ประธานศาลฎีกานั้นออกระเบียบ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการพิจารณาคดีและการสืบพยานหลักฐานคดี เกี่ยวกับความมั่นคง การจัดตั้งแผนกคดีความมั่นคงในศาลชั้นต้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการตั้งแผนกคดีครอบครัวและมรดกอิสลามขึ้นในศาลชั้นต้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นเดียวกัน อันนี้ผมคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นครับในเรื่องของความไม่ยุติธรรม ก็ต้องแก้ปัญหาโดยจัดกระบวนการยุติธรรมนั้นให้เกิดความยุติธรรมและให้สอดคล้องกับ วัฒนธรรม ศาสนาของคนในพื้นที่นี้ อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ สิ่งที่ผมเห็นด้วย ประการต่อมานะครับใน ๒๐ ประการที่ทางกรรมาธิการได้เสนอมานะครับ ก็คือเรื่องการ พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษาของรัฐให้สอดคล้องกับ วิถีชีวิตชุมชน ให้ความสําคัญกับเรื่องสันติศึกษาและการศึกษาข้ามวัฒนธรรม อันนี้เป็น ประเด็นที่สําคัญเลยครับ ท่านประธานครับ ผมเคยมีประสบการณ์แล้วผมได้เคยเสนอนะครับ สมัยท่านนายกรัฐมนตรี สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มอบนโยบายให้กระทรวงสาธารณสุขผลิตพยาบาลเพิ่ม ๓,๐๐๐ ตําแหน่ง แล้วก็มีการเลือกสรรเอานักศึกษาพยาบาลนี้ส่วนใหญ่ก็มาจาก ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นี่ละครับ แล้วกระจายออกไปศึกษาในวิทยาลัยพยาบาลต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ประเด็นที่ผมเสนอและได้รับการตอบสนองบ้าง ไม่ได้รับการตอบสนองบ้าง ก็คือว่าวิทยาลัยพยาบาลต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับควรที่จะเอาหลักสูตรเรื่องสันติศึกษาและ การศึกษาข้ามวัฒนธรรมนี้ใส่เข้าไปครับ เพราะว่านักศึกษาพยาบาลอยู่กับวิทยาลัยพยาบาล ๔ ปีเต็ม อันนี้ละครับเขาจะเป็นคนที่จะไปเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ให้ใช้แนวของสันติวิธี ในการทํางาน ในการที่จะทําความเข้าใจหรือว่าให้คําปรึกษากับประชาชนต่าง ๆ ในเรื่องภาระหน้าที่ทางด้านบริการสุขภาพของเขา เขาเป็น เชนจ์ เอเจนท์ (Change agent) ที่สําคัญมาก เขาเป็นคนเปลี่ยนที่สําคัญมากตรงนี้ แต่ก็ปรากฏว่ากระทรวงสาธารณสุข ก็ทําบ้างไม่ทําบ้าง แล้วบางทีผู้บริหารบางคนก็ไม่เข้าใจว่าทําไมจะต้องเป็นหน้าที่ ของวิทยาลัยพยาบาล หน้าที่ของเขาก็คือต้องใส่วิชาการพยาบาลมาเยอะ ๆ อันนี้ก็ไม่ได้ โจมตีหรอกนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจ ต้องใช้เวลาในการเข้าใจ สําหรับผู้บริหาร

ประการต่อมาที่ผมเห็นด้วยก็คือว่า ส่งเสริมให้มีศาสนะเสวนาทั้งระหว่าง ต่างศาสนาและภายในศาสนาเดียวกัน เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน โดยนําหลักการศาสนา เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี อันนี้ตรงไปตรงมาเลย ควรจะมีที่เขาเรียกว่า การสนทนาระหว่างศาสนา จะเป็นอินทรา (Intra) หรือว่าอินเตอร์เฟซ ไดอะล็อก (Interface dialog) อันนี้ก็แล้วแต่ อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะว่าเราจะได้เข้าใจนะครับ มุสลิมจะได้เข้าใจ พุทธว่าเป็นอย่างไร คริสต์ว่าเป็นอย่างไร พุทธ คริสต์ จะได้เข้าใจว่ามุสลิมเป็นอย่างไร อิสลามเป็นอย่างไร เราอยู่ท่ามกลางความแตกต่างทางด้านความเชื่อได้ครับ

ประการต่อมาครับ ในการที่จะทําให้เกิดความต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการก็ยัง เสนอต่อไปนะครับว่าจะทําให้มีปัจจัยนี่สําเร็จอยู่ ๙ ประการด้วยกัน สิ่งที่ผมสนใจ และเห็นด้วยนะครับ ผมไม่ได้เสนอทั้ง ๙ ประการนะครับ ผมเห็นด้วยกับประการที่ ๓ ครับ การปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ และกระบวนทัศน์ในการแก้ไขปัญหาใหม่ของเจ้าหน้าที่ ของรัฐบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จากการที่เคยมองปัญหา ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาความมั่นคงของรัฐในมิติเดียว ซึ่งจําเป็น จะต้องเพิ่มมิติด้านประชาชนและด้านสังคมเข้ามาด้วย นั่นก็คือความมั่นคงของประชาชน และความมั่นคงทางด้านสังคมวัฒนธรรมเข้ามาด้วย ไม่ใช่มิติความมั่นคงของรัฐแต่เพียง อย่างเดียว และให้ความสําคัญกับการใช้ยุทธศาสตร์สันติวิธีในการปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากการไม่มีอคติ และยึดมั่น เคารพเกียรติและตระหนักในคุณค่าของอัตลักษณ์ ซึ่งกันและกัน สิ่งที่จะทําให้ประสบความสําเร็จอีกประการหนึ่งที่คณะกรรมาธิการเสนอแล้ว ผมเห็นด้วยก็คือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในการร่วมคิด กําหนดและ ติดตามประเมินผลในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในลักษณะของภาคีเครือข่ายสนับสนุน การแก้ปัญหา ด้วยการให้ภาควิชาการ ภาคผู้นําศาสนา ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในทุกระดับอย่างแท้จริงจากฐานรากมิใช่เฉพาะระดับผู้นําชุมชนเท่านั้น อันนี้สําคัญครับ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรของรัฐหลายองค์กร หลายคนมีความ เข้าใจว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็คือการมีส่วนร่วมระดับผู้นําชุมชนก็เพียงพอแล้ว อันนั้นไม่ใช่ครับ ยังไม่ใช่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับต้องใช้จุดแข็ง ที่เป็นต้นทุนทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนาหรือทรัพยากรมนุษย์ เช่น นักศึกษา ไทย-มุสลิมที่จบการศึกษา และที่กําลังศึกษาในต่างประเทศ ตอนนี้มีสงคราม จะเรียกว่าสงครามกลางเมืองหรือเปล่า ผมไม่ทราบนะครับที่ประเทศอียิปต์ แล้วกําลังจะลุกลามไปยังประเทศมุสลิมหรือประเทศที่ผู้นําอยู่ยาวนานเกินไปในหลาย ประเทศ แล้วก็นักศึกษาไทย นักศึกษามุสลิม ไทย-มุสลิม ก็กําลังทยอยกลับมา ผมเข้าใจว่า หลายร้อยคนที่ศึกษาอยู่ในประเทศอียิปต์ ผมเคยไปพบนักศึกษาเหล่านี้แล้วคุยกับเขา ที่ประเทศอิหร่าน เขาเหล่านี้ก็มีความตั้งใจที่จะกลับมาพัฒนาบ้านพัฒนาเมืองทําให้ สังคมไทยมีความเจริญ มีความสงบสุขร่มเย็นครับ ท่านเหล่านี้ นักศึกษาเหล่านี้หรือผู้ที่ จบการศึกษาเหล่านี้เราจะละเลยเขาไม่ได้ครับ จะต้องมีกลไกและจะต้องเป็นหน้าที่ของ องค์กรใดก็ตามในการที่จะเชื่อมต่อแนวคิดวิถีการแก้ไขปัญหาจากนักศึกษาและผู้ที่ จบการศึกษาเหล่านี้ให้มาใช้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้อย่างชัดเจนจนได้ ท่านประธานครับ ผมเหลือประเด็นสุดท้ายอีกประเด็นเดียวซึ่งอาจจะ เป็นข้อเสนอที่อาจจะยาวนิดหนึ่ง ต้องขออนุญาตท่านประธาน ท่านประธานครับเหตุผล ของผมที่ผมชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้เพราะว่าผมเห็นว่าแนวทางของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้มันสอดคล้องครับ สอดคล้องกับผลการทํางานของอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งท่านเป็นประธานกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติหรือ กอส. ครับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ คณะกรรมการชุดนี้เริ่มต้นมีแนวคิดคล้าย ๆ กับคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้ ก็คือความเข้าใจว่าความขัดแย้งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีสาเหตุระดับ โครงสร้างคล้ายกับปัญหาชนบทไทยอื่น ๆ ก็คือปัญหาความยากจน ความโหดร้ายจาก การแย่งชิงทรัพยากร อํานาจเศรษฐกิจภายนอก ความอ่อนด้อย คุณภาพการศึกษา ความไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ และความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม ท่านจะ เห็นว่าคล้ายคลึงกันเลยนะครับ เพราะฉะนั้นยังบอกต่อไปอีกว่า แต่ความขัดแย้งที่ทําให้ เข้มข้นอันตรายมากขึ้นก็คือ ความแตกต่างทางด้านศาสนา ชาติพันธุ์ ภาษา และความเข้าใจ ประวัติศาสตร์ ซึ่งอันนี้ความแตกต่างทางศาสนาไม่ได้เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง แต่ว่า ถูกอ้างครับ ถูกใช้เป็นข้ออ้างก่อให้เกิดความรุนแรงได้อย่างง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นจะเอาชนะ อย่างไร ความขัดแย้ง ความรุนแรง ๓ จังหวัดชายแดนภาคขขใต้จําเป็นต้องใช้มาตรการ การเมืองเป็นหลัก นั่นก็คือนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ครับ ที่อยากจะให้ใช้การเมืองนําหน้า การทหาร นั่นก็คือมุ่งจัดการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ระหว่างคน ส่วนใหญ่กับคนส่วนน้อยในพื้นที่และในประเทศ สําคัญมากครับเรื่องของความสัมพันธ์ เพราะความสัมพันธ์นั้นเป็นตัวกําหนดความสําเร็จ ความสัมพันธ์เป็นความจําเป็นพื้นฐาน ของมนุษย์ครับ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ความสําคัญกับมิติของความสัมพันธ์ให้เพิ่มระดับ มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาระดับโครงสร้างและต่อสู้กับข้ออ้างแห่งความรุนแรงในระดับวัฒนธรรม อันนี้คือเป็นเรื่องของความจริงและเหตุผลทางด้านวิชาการที่ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ กอส. ก็ยังเสนอต่อไปอีกว่า การแก้ปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะประสบความสําเร็จ ส่วนสําคัญส่วนหนึ่งก็คือ จะต้องมีกลไกที่อํานวยให้ยุทธศาสตร์ของ ภาครัฐในพื้นที่เป็นเอกภาพ ความเป็นเอกภาพครับ ไม่ใช่ต่างคนต่างทํานะครับ และกลไก ที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาชน กอส. จึงเสนอให้มีทางออกอย่างนี้นะครับ ซึ่งอาจจะไม่ค่อยสอดคล้อง หรือว่าสอดคล้องเพียงเป็นบางเรื่องบางระดับเท่านั้นครับ คือ กอส. เสนอให้มีพระราชบัญญัติสันติสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เขาเรียกว่า พ.ร.บ. ดับไฟใต้ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ได้เสนอ พ.ร.บ. เรื่องของ ศูนย์อํานวยการยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็มีวัตถุประสงค์ ที่คล้ายคลึงกัน กอส. เองเสนอว่าควรมีการจัดตั้งองค์กรแก้ปัญหาความรุนแรง จังหวัดชายแดนใต้ ๓ องค์กร คือ ๑. ศูนย์อํานวยการยุทธศาสตร์สันติสุขเพื่อส่งเสริมความ เข้าใจ สร้างความเป็นเอกภาพ ความไม่เป็นธรรม ความยุติธรรม ๒. องค์กรสภาพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนใต้เพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ๓. องค์กร กองทุนสนับสนุน เยียวยา และสมานฉันท์ ซึ่งมีสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่า การเยียวยาสําคัญมากที่จะทําให้เกิดการสมานฉันท์ตามมา มีกฎหมายและงบประมาณ รองรับชัดเจน และได้มีการเสนอมาตรการสมานฉันท์เฉพาะหน้าไว้ ๑๑ ประการ ซึ่งกระผม เห็นว่าอยากจะเสนอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้นําเข้ามาเพิ่มเติมในรายงานคืออย่างนี้นะครับ

ประการที่ ๑ เสนอให้กองทัพไทยตั้งหน่วยสันติเสนา เป็นหน่วยผสมระหว่าง พลเรือน ตํารวจ ทหาร และประชาชน หน้าที่คือป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แล้วที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ในสังคมมนุษย์ ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาครับ แต่จะทําอย่างไรครับ เอาหน่วยสันติเสนาไปทําความเข้าใจ ไปลดความขัดแย้ง ไม่ให้กระจายบานปลายไปสู่ความรุนแรง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน

ประการที่ ๒ เสริมสร้างประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมโดยให้สังคม เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมด้วย ก็จะเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอให้ ประธานศาลฎีกาออกกระบวนการต่าง ๆ ให้ดีขึ้นนั้น ยังไม่ได้พูดถึงว่าจะให้ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน

ประการที่ ๓ เสริมสร้างให้สันติวิธีเป็นแนวทางหลักในนโยบายที่จะแก้ปัญหา ความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ในการสร้างเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างมุสลิมในประเทศไทยและในโลกมุสลิม อันนี้สําคัญครับ ก็คงไม่ต้องอธิบายมากกว่านี้นะครับ ว่าอย่างไร

ประการที่ ๔ ส่งเสริมความหลากหลายในเรื่องของวัฒนธรรมทั่วทั้งประเทศ ในสังคมไทย และสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม ต้านความรุนแรง เสริมสร้างความอดทน หรือขันติธรรมให้คนส่วนน้อยและคนส่วนใหญ่มีโอกาสพบกันในเวทีทั้งที่เป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ เป็นการฝึกการร่วมฟัง ร่วมคิด ในความคิดที่แตกต่างและหาทางออกร่วมกัน ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะเกิดให้เป็นวัฒนธรรมในการที่จะทําให้เกิดฉันทามติ ในสังคมไทยครับ ท่านประธานครับ ฉันทามติเป็นทางออกที่สําคัญ เพราะฉันทามติเกิดจาก การที่ร่วมคิด ร่วมฟัง ร่วมกันหาทางออกของกระแสความคิดเห็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยัง ไม่คุ้นเคยในสังคมไทย ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะเสริมสร้างระบบหรือเวทีให้สังคมไทย คุ้นเคยกับเรื่องของกระบวนการสร้างฉันทามติ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า คอนเซนซัส บิวดิ้ง (Consensus Building) ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากเลยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ที่จะกลายเป็นความรุนแรงได้อย่างดีนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นวัฒนธรรมที่คิดว่าผมขอเสนอ ให้ทางคณะกรรมาธิการใส่เข้าไปครับว่าควรจะสร้างวัฒนธรรมในการที่จะเสริมสร้าง หรือทําให้เกิดกระบวนการที่เป็นฉันทามติขึ้นมาเป็นสําคัญ อันนี้ต้องมีความรู้เข้ามา ประกอบด้วย

และประการสุดท้าย ส่งเสริมให้สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย ในการเผชิญความขัดแย้งทั้งประเทศ แน่นอนครับ ๔-๕ ปีที่ผ่านมานี้เราพูดถึงสันติวิธี เยอะครับ แต่หลายคนก็ยังไม่เข้าใจว่าสันติวิธีที่แท้จริงนั้นคืออะไร ก็ต้องให้ความรู้ ให้ความรู้ ให้ความเข้าใจกันนะครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เสนอร่างพระราชบัญญัตเสริมสร้างความสมานฉันท์ และการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เสนอเข้าสภาไปแล้วครับร่วมกับเพื่อน ส.ส. ๒๐ ท่านเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาครับ แต่เนื่องจากว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้น เป็น พ.ร.บ. ที่จะต้องมีเรื่องการที่จะมีหน่วยงานที่จะเป็นหน่วยธุรการในการที่จะมา เสริมสร้างหรือช่วยในการทํางานของคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งจะต้องมีการ สรรหาเลือกสรรเหมือนกับสรรหาองค์กรอิสระแล้วจะต้องผ่านมาในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และโปรดเกล้าแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นจะต้องมีหน่วยธุรการซึ่งอยู่ในองค์กรอิสระ ที่เป็นกลาง จึงจะต้องมีกําลังคนและค่าใช้จ่าย จึงเป็น พ.ร.บ. การเงิน ก็ต้องฝาก ท่านประธานสภาไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีด้วยว่า ถ้าเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ และสอดคล้องกับเรื่องการที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งสังคมไทย รวมทั้งเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย อันนี้ก็ควรที่จะนําเข้าสู่การพิจารณาของสภาโดยเร็วครับ

สุดท้ายครับท่านประธานครับ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทุกฝ่ายทุกพรรคการเมือง ผมคิดว่ามันจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันครับ งานอะไรก็ตามที่เราเห็นว่ามันเป็น ปัญหาวิกฤติที่เราจะต้องแก้ไขเป็นสถานการณ์พิเศษที่เราจะต้องรีบแก้ไข ถ้าหากปล่อยไว้ มันก็จะทําให้เกิดการแบ่งแยกซึ่งเราไม่ประสงค์เช่นนั้น ไม่ว่าจะแบ่งแยกอย่างไรก็ตามนะครับ ผมคิดว่าทุกฝ่ายนั้นจะต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันครับ ความรับผิดชอบร่วมกันนั้นจะ ทําให้เรารู้ว่าเป้าหมายถึงแม้เราอาจจะมีวิธีการที่จะแตกต่างกันแต่เป้าหมายนั้นเราเป้าหมาย เดียวกันก็คือความรับผิดชอบที่จะให้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่เป็นหนึ่งเดียวอยู่ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ