สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีความภูมิใจในความสามารถและความพร้อมของทหารไทยในการรักษาอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นตัวเล่นและแก้ไขปัญหา

ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากกลุ่มจังหวัดที่ ๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมาจากจังหวัดราชบุรี ซึ่งวันนี้สภาได้เสนอญัตติด่วนเพื่ออภิปรายแสดงความคิดเห็นกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้านจังหวัดศรีสะเกษ ผมเองอยู่ทางซีกตะวันตกของประเทศ ในฐานะเป็น ส.ส. ผมไม่ควร จะพูด แต่ในฐานะที่เป็นพ่อของทหาร เป็นพ่อของทหารที่มีตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยรถถัง กองพันทหารม้าที่ ๒๑ ค่ายพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งรับผิดชอบ พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ ผมต้องขอโอกาสตรงนั้นกราบเรียนท่านประธาน และแสดงความคิดเห็นในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่วันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ วันที่ ๗ มานี้ผมโทรหาลูกชายทุกวัน ลูกชายผมคนนี้จบจากโรงเรียนนายร้อย จปร. เมื่อปี ๒๕๔๖ ได้รับแต่งตั้งไปอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ค่ายพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผมพูดเช่นนี้ มิได้หมายความว่าผมจะร้องขอนายกรัฐมนตรีให้ย้ายลูกชายผมกลับมากรุงเทพมหานคร ผมยืนยันว่าในชีวิตผมจะไม่ทําอย่างนั้นเด็ดขาด ในขณะเดียวกันก็มีความภูมิใจที่จะ กราบเรียนท่านประธานว่าลูกชายผมมีความภูมิใจที่เขาได้อยู่ในพื้นที่ตรงนั้น สิ่งที่ผมต้อง โทรถามลูกชายหลังจากที่อ่านหนังสือพิมพ์ดูทีวี ถามสถานการณ์เป็นอย่างไร ท่านประธานครับ ลูกผมบอก พ่อ ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรรุนแรง ถ้ามีอะไรรุนแรงกองพันทหารม้า ที่ ๒๑ ซึ่งมีรถถังจํานวนหนึ่งต้องเคลื่อนไปแล้ว แต่นี่คําสั่งให้เตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง จึงไม่มีอะไร รุนแรง ถึงแม้ลูกชายจะบอกอย่างนั้น แต่ในความเป็นผู้แทนราษฎร เมื่อเราเห็นสภาพ ชาวบ้านอยู่ในสภาพที่บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการอําเภอ หรือสถานที่ที่ทางราชการจัดให้ แม้กระทั่งตามหลุมหรือท่อที่วางอยู่ในที่ต่าง ๆ เพื่อหลบ มันสะท้อนให้เห็นถึง ความยากลําบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ และผมเชื่อแน่ว่าคนไทยทุกคนไม่มีความสุขที่ได้ เห็นภาพเหล่านั้น ถามต่อไปว่าทหารไทยของเรามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ท่านประธานครับ ลูกชายผมบอกกับผมแล้วผมภูมิใจ บอกทหารทุกคนตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชาชั้น ผบ.พล ผบ.พัน ผบ.ร้อย ไปจนถึงผู้ปฏิบัติการคือชั้นประทวน จนกระทั่งแม้แต่พลทหาร ทุกคน ขวัญและกําลังใจดี พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ พร้อมที่จะปฏิบัติตาม คําสั่งผู้บังคับบัญชาและรัฐบาล นี่คือสิ่งที่น่าภูมิใจว่าทหารไทยของเรามีระเบียบ มีวินัย แล้วก็ วางใจในความปลอดภัยของชาติบ้านเมืองได้ แต่ขณะเดียวกันถ้าเกิดมีการปะทะกันเช่นว่านั้น ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งขณะนี้ได้มานั่งฟังอยู่ที่นี่ สิ่งแรกที่ต้องทํา ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้อง ลงมาเป็นตัวเล่น ท่านนายกรัฐมนตรีผิดพลาดมาตั้งแต่ตอนเอาคุณกษิตมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศแล้ว ผมจะไม่ซ้ําเติมคุณกษิต เพราะมี ส.ส. หลายคนพูด แม้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลจะขึ้นมาบอกว่าเห็นใจ เข้าใจ แต่พอออกไปข้างนอกล้อมวงกันทีไรก็ด่าคุณกษิต ทั้งนั้น ไม่มีใครชมเลย ท่านประธานครับ ไม่ใช่เพียงแต่ ส.ส. ฝ่ายค้านด่าเท่านั้น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ด่า และข้อเท็จจริงประชาชนก็ด่ากันทุกตําบล ท่านประธานคงจะเคยได้ยิน ในวงไพ่เขาพูดกัน ตีรัมมี (Rummy) ผิดไปตัวหนึ่ง โอ้โฮ เขาด่ากันทั้งตําบลเลย หรือในวงไพ่ บางทีเล่นป๊อกเด้ง คนไหนเป็นคนตัด เจ้ามือป๊อก ๙ โอย เขาด่ากันทั้งตําบล นี่คุณกษิตมา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขาด่ากันทุกตําบลเลยครับท่านประธาน คุณกษิตแสดงฝีมืออยู่อย่างเดียวคือตามล่า พันตํารวจโท ทักษิณ หมดเงินงบประมาณ ไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ผมมีเพื่อนที่รับราชการอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานครับ เพื่อนเล่าให้ฟังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดในที่ประชุม ข้าราชการ บอกรัฐบาลนี้ทุ่มเทสําหรับประชาชนในระดับล่าง ระดับรากหญ้า หมดงบประมาณไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร แต่ไม่ได้ใจประชาชน มันเหมือนอย่างกับ นอนอยู่กับเมีย ทั้ง ๆ ที่พยายามจะให้ความสุขกับเมีย แต่เมียก็คร่ําครวญถึงผัวเก่าอยู่ ตลอดเวลา ไม่ทราบว่าคุณกษิตได้พูดเรื่องนี้ในที่ประชุมข้าราชการในกระทรวง การต่างประเทศเมื่อไร แต่ผมยืนยันว่าผมมีเพื่อนอยู่ในนั้นและเล่าให้ผมฟังว่าท่านไปปรารภ อย่างนี้ ก็แสดงว่าท่านก็ทุกข์ ผมเชื่อว่าท่านไม่มีความสุข ท่านกษิตนี่ คุณกษิต ยกย่องบ้าง บางทีก็พูดว่าคุณบ้าง บางทีก็ท่านบ้างก็ทนฟังเอาก็แล้วกัน เพราะอยากจะมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี่ครับ เขาด่ากันจริง ๆ เมื่อกี้ท่านประธานครับ ผมออกจากห้องประชุมไปฟังพระสวดอภิธรรมศพเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ได้กลอนมาบทหนึ่งจากพระคุณเจ้าที่ขึ้นมาเทศน์ ผมนึกถึงคุณกษิตทันทีเลย นึกถึงด้วยว่า ตายเมื่อเป็น เหม็นยิ่งกว่าซากศพ คุณกษิตเวลานี้เหมือนตายทั้งเป็น ไปที่ไหนเขาก็ด่าทั้งนั้น ตั้งแต่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี่ประเทศเพื่อนบ้านไม่มีใครญาติดี ด้วยเลย ใครก็ทําอย่างคุณกษิตไม่ได้ คุณกษิตได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นแก่ชาติบ้านเมือง อย่างนี้ ท่อนที่ ๒ บอกว่า เหม็นตลบด้วยคําฉินหมิ่นเหยียดหยาม เป็นความจริงว่าไปที่ไหน มีแต่คนพูดในทางลบ แม้แต่เพื่อนร่วมรบมาด้วยกันที่ล้มล้างรัฐบาลสมัยท่านสมัครก็ดี สมัยรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณก็ดี สมัยรัฐบาลสมชายก็ดี เพื่อนพันธมิตรอย่างไรละครับ เวลานี้พันธมิตรเขาด่าบนเวที ด่าคุณกษิตทุกคืน ผมเปิดเอเอสทีวีดู บางครั้งผมก็อนาถใจ แล้วก็คิดถึงคําที่พระบอกว่า ตายเมื่อเป็น เหม็นยิ่งกว่าซากศพ เหม็นตลบด้วยคําฉิน หมิ่นเหยียดหยาม ผมไม่เชื่อเลยว่าคนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะถูกประชาชน ถูกเพื่อน ถูกมิตรเหยียดหยามด่าทอมากขนาดนี้ ท่อนต่อไปก็บอกว่า เป็นเมื่อตายไว้ชื่อระบือนาม เป็นเมื่อตายนี่หมายความว่าถึงแม้ตัวตายไปแต่ความดีก็เหมือน อย่างคนที่เป็นอยู่ ไว้ชื่อระบือนาม เป็นที่กล่าวขวัญของคนทั่วไป ทุกเขตคามโจรสรรเสริญ เจริญพร เมื่อกี้นี้พระเทศน์อย่างนี้ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ผมคว้าปากกาจดมา แล้วก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคุณกษิต คุณอยู่ในสภาพอย่างนี้อย่างที่พระเทศน์นี้เมื่อกี้นี้เลย แล้วมี ประโยคสุดท้ายบอก ขึ้นชื่อว่าดี รีบทําทันที ขึ้นชื่อว่าชั่ว ควรกลัวแล้วหลีกหนี ผมมีความรู้สึกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ได้รับความเสียหายจากพฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศมากเหลือเกิน แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะไม่ปลดคุณกษิต ได้โปรดเถอะครับ คุณกษิตครับ คุณพิจารณาตัวเอง อย่าให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้เลยครับ แล้วในส่วนของ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้ใช้งบประมาณจํานวนมหาศาลในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของ บ้านเมือง อย่างน้อย ๖๐๐ ล้านบาทที่ท่านใช้กับพวกคณะกรรมการชุดต่าง ๆ คณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อศึกษาแนวทางสมานฉันท์ที่มีอาจารย์ ดอกเตอร์ธนิตเป็นประธาน คณะกรรมการศึกษาแนวทางในการสร้างความปรองดองที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน มีนายแพทย์ประเวช วะสี เป็นประธาน ท่านใช้คณะกรรมการชุด นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๖๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีใช้อีกสัก ๖๐๐ ล้านบาทเยียวยาความเดือดร้อน ความเสียหายของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของผมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่ต้องรับกรรมจากผลพวง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งท่านปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท่านคือต้นเหตุของ ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานครับ ผมอยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และขณะเดียวกัน อันที่ ๒ ที่ผมร้องขอในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมอาชีพเป็นนักการเมืองด้วย ใครจะว่านายกรัฐมนตรี อย่างไรก็แล้วแต่ แต่โดยส่วนตัวลึก ๆ ผมถือว่านายกรัฐมนตรีก็คือนักการเมือง คือเพื่อนร่วม อาชีพ เพราะฉะนั้นผมมีอะไรที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ผมมีความกล้าหาญ ที่จะพูดกับท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ท่านบินไปเลยครับ คุยกับสมเด็จฮุนเซน อย่างน้อยสมเด็จฮุนเซนก็อายุมากกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ประสบการณ์เป็น นายกรัฐมนตรีมาตั้งเกือบ ๓๐ ปี ผมเชื่อสมด็จฮุนเซนไม่ใช่คนเลวร้ายเกินไปนัก ไปจับมือถือแขน คุยกันให้มันรู้เรื่อง รบไปเพื่ออะไรครับ ต่างฝ่ายต่างก็เสียหายแต่จริง ๆ แล้วประเทศไทย เสียหายมากกว่า อย่างที่ท่าน ส.ส. สรวงศ์บอก ถ้าคนไทยมีบ้านติดชายแดน แต่ฝั่งเขมร ต้องลึกเข้าไปอีกเท่าไรถึงจะมีบ้านสักหลังหนึ่ง ของฝั่งโน้นยิงมาตูมถูกบ้าน ต่อให้ยิงขึ้นฟ้า ตกลงมาก็ถูกบ้าน แต่ของเราแม้จะตั้งเข็มไปแล้วยังยิงไม่ค่อยจะถูก เพราะฉะนั้นถ้ามันเกิด อะไรขึ้นเราจะเสียหายมากกว่า แล้วความหนาแน่นของประชากรของเราในพื้นที่จังหวัด ไล่ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี ช่องบก มาจนถึงจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ ย้วยลงไป จนถึงจังหวัดตราด เรามีประชากรอยู่อาศัยตามแนวชายแดนหนาแน่นกว่าฝั่งประเทศกัมพูชา ท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะต้องหากลยุทธ์ในการที่จะสกัดไม่ให้เกิดการปะทะใด ๆ อีกแล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือท่านดําเนินการแบบขงเบ้ง แบบเล่าปี่ที่ไปเชิญขงเบ้ง ไปหาสมเด็จฮุนเซน มันไม่ได้เสียเกียรติยศหรอก แต่โลกจะสรรเสริญท่านด้วยซ้ําถ้าหากท่านดําเนินกลยุทธ์ ในลักษณะนี้ แต่ขอร้องอย่าให้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไป เห็นไหมล่ะ ไปรอบแรก เป็นอย่างไร นายวีระ สมความคิด แทนที่จะได้กลับบ้าน ๘ ปี นางสาวราตรีเป็นอย่างไร ๖ ปี นั่นคือผลการเจรจาของคุณกษิต แล้วรอบหลังนี้ไปเจรจายังไม่ทันกลับบ้านเลย ออกจากห้อง กระทรวงการต่างประเทศของนายฮอร์ นัมฮง ยิงกันแล้ว อย่าไปนะครับ อย่าให้ผม ได้กล่าวหาท่านว่าท่านทําความเดือดร้อนให้ลูกชายผมซึ่งเป็นทหารอยู่ในพื้นที่นั้น ซึ่งเขาอยู่ กันอย่างสงบ ลูกผมจบจากโรงเรียนนายร้อย จปร. ปี ๒๕๔๖ ไปอยู่ที่นั่น ทุกวันนี้เขาก็ยัง เต็มใจไปอยู่ที่นั่น ย้ําอีกครั้งนะครับ ที่ผมพูดนี่ในฐานะที่เป็นพ่อของทหารที่อยู่ในพื้นที่ แล้วก็ ไม่ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีช่วยย้ายลูกผมกลับกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องหรอกครับ ลูกผม พอใจที่จะอยู่ที่นั่น แล้วพอใจที่จะทําหน้าที่ตรงนี้ บอกให้พ่อพูดกับนายกรัฐมนตรีเลย ว่าอย่าห่วง ทหารทุกคนพร้อมที่จะรับคําสั่ง แต่ถ้าไม่ต้องรบน่ะดีที่สุดครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ไม่เพียงแต่ลูกผมพูดมาครับ เพื่อนของลูกก็พูดฝากมา วันนั้นผมก็ฝากท่านประธาน ไปถึงนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องรบเป็นดีที่สุด และท่านนายกรัฐมนตรีครับ กลอนบทนี้ที่ผมได้มา จากวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ถ้าท่านสนใจผมจะซีร็อกซ์ (Xerox) ไปให้นะครับ เผื่อบางทีว่าง ๆ ก็อ่านให้คุณกษิตที่นั่งข้าง ๆ ฟัง เขาจะได้สําเนียก ขอบคุณครับ