สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเรียกร้องการแก้ไขปัญหาทางสันติ โดยการหารือและสร้างความเข้าใจระหว่างทั้งสองประเทศ และปฏิบัติตามหลักการเจรจาที่เป็นธรรม โดยไม่ให้ชาติที่สามมามีส่วนเกี่ยวข้อง

นายอรรถพร พลบุตร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าช่วงเวลานี้จะมีเวลาให้อภิปรายไม่มากนัก แต่ผมก็ขอใช้นาทีแรก ของการอภิปรายเพื่อจะขอให้กําลังใจสําหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพ ทิ้งบ้านทิ้งเมือง มีชะตาชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง หวาดวิตก แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร ที่สันติสุขจะคืนมา ผมขอให้กําลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบต่อเรื่องนี้ที่ท่านจะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่งในการดูแล ประคับประคองประชาชนของท่าน ชาวบ้านของท่านให้เกิดกําลังใจ ให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต ผมขอแสดงความเสียใจกับวีรชนของชาติ สิบเอก ธนากร พูลเพิ่ม สิบเอก วุฒิชรินทร์ ชาติคําดี ที่เอาเลือดเนื้อรักษาอธิปไตยและความเป็นชาติ สิ่งที่เราจะทําได้ ก็คือการสื่อให้วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตและพี่น้องประชาชนได้รู้ว่า พวกเราที่ยังอยู่จะทํา หน้าที่ในการรักษาความเป็นชาติ รักษาอธิปไตย รักษาพื้นที่ให้ดีที่สุดด้วยชีวิต แต่เราจะทํา อย่างไร ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างชาติมันเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน มีที่มา มีประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาหรือประเทศอื่น ๆ ที่ดํารงอยู่ ความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาแน่นอนครับ ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อท่านกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความขัดแย้งไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลเขมร แล้วความขัดแย้งก็ไม่ได้ เริ่มต้นเมื่อ ส.ส. ของรัฐสภาไทยบางส่วนไปชักชวนผู้นําต่างชาติให้ประกาศความเป็นศัตรู กับรัฐบาลไทย ความขัดแย้งมันก่อนหน้านั้นเป็นร้อยเป็นพันปี มันเป็นความขัดแย้งในเชิง ประวัติศาสตร์ มันเป็นความขัดแย้งในเชิงทัศนคติ เหมือนที่เราเองก็เคยมีทัศนคติที่ฝังลึก ในหัวใจกับประเทศบางประเทศมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน ปัญหามันจึงไม่ใช่ปัญหา ที่แก้ง่าย เราอาจจะประกาศกําลังรบเอาเอฟ ๑๖ ไปถล่ม เอากองทัพเรือไปถล่ม พูดได้ครับ เราสร้างสงครามบางระจันบนเวทีได้ครับ แต่คนที่ตาย สิบเอก ธนากร คนที่ตายชื่อ สิบเอก วุฒิชรินทร์ ไม่ใช่พวกเราครับ ฉะนั้นกระบวนการที่จะหาข้อยุติในเรื่องข้อพิพาททางชายแดน พรมแดน ซึ่งยังเป็นข้อพิพาทซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และประเด็นที่สําคัญคือต้องยอมรับ ความจริงว่าประเทศที่มีข้อขัดแย้งก็ต้องอยู่กันไปอย่างนั้นตราบชั่วฟ้าดินสลายครับ ผู้นําที่เรา อาจจะไม่ชอบ อาจจะมีทัศนคติในเชิงลบต่อกัน วันหนึ่งตายไปผู้ปกครอง คนใหม่ก็เกิดขึ้นมาอีกสิบอีกร้อยคนเป็นพันปีต่อไป ประเทศมันแยกออกจากกันไม่ได้ ฉะนั้นมิติการคลี่คลายปัญหามันต้องมองไกลมากกว่าความรู้สึกชั่วครู่ชั่วยามในวันนี้ ต้องมอง ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราที่จะไม่ต้องอพยพหลบภัยอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้อีก กระบวนการ เหล่านี้มันได้มองเลยไปถึงความเป็นเส้นแบ่งของพรมแดน ซึ่งแน่นอนครับ บางพื้นที่ที่ไม่มี ปัญหาเราลากเส้นทางภูมิศาสตร์ได้ครับ เอาหลัก ๒ หลักมาลากเส้นตรง เอาหมุด ๒ หมุด มาลากเส้นตรง จบครับ แต่หลายพื้นที่ในประเทศที่เป็นปัญหา บางทีมันเป็นเส้นทาง เศรษฐศาสตร์ปากท้องของชาวบ้าน มันทับ มันซ้อน มันพิสูจน์ยาก ในที่สุดก็เกิดวิถี วัฒนธรรมที่ชาวบ้านก็หากินร่วมกัน อพยพ โยกย้าย รุกกันไปรุกกันมา นาน ๆ ทีก็ยิงกัน สักครั้งหนึ่ง เดี๋ยวก็มาเจรจาสงบศึก บางทีมาเตะตะกร้อร่วมกัน มันยากที่จะลากเส้นแบ่ง โดยที่ทําให้แต่ละประชาชาติได้ยอมรับในบทบาทของผู้นําของตนเอง มันต้องมีกระบวนการ อันหนึ่งเกิดขึ้น กระบวนการอันนี้ที่เราเรียกกันว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ที่บางคนประณามว่า เป็นกระบวนการในการขายชาติหรืออะไรก็สุดแต่ที่จะมีทัศนคติต่อกัน แต่ที่จริงเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ไม่ใช่อะไรเลย ก็เป็นเพียงระบบที่จะให้เราสามารถหาหนทางออกเมื่อเกิด ข้อพิพาทขัดแย้ง ไม่ต้องมารบกันครับ มันก็เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจของรัฐบาลไทย กับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก เมื่อเกิดปัญหาแทนที่จะถล่มกันด้วยขีปนาวุธหรือปืนใหญ่ มีเวทีกลางมานั่งคุยกัน ฉะนั้น เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จึงมีหลักสําคัญอยู่ทั้งหมด ๔ ประการในความคิดของผม

๑. คือเน้นการเจรจาหาข้อยุติ ไม่มีสภาพบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องทําตาม อีกฝ่ายหนึ่งด้วยอําเภอใจ เหมือนที่สมัยก่อนเรือปืนของต่างชาติมาถล่มของเรา ที่แม่น้ําเจ้าพระยา

๒. มันเป็นเรื่องของคน ๒ ชาติคุยกัน ไม่ให้ชาติที่ ๓ ชาติที่ ๔ มาแทรกแซง วุ่นวาย ที่เขาเรียกทวิภาคี คุยกัน ๒ ชาติ ชาติที่ ๓ ชาติที่ ๔ มา ยุ่งครับ

๓. หลักฐานต่าง ๆ ที่จะเอามาใช้ในการเจรจาหาข้อยุติ ต้องเป็นหลักฐานที่ ทั้ง ๒ ฝ่ายยอมรับ ถ้าหลักฐานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ หยิบยกมา เขมรก็ต้องยกตัวนั้น เพราะเป็นหลักฐานเดียวที่เขามีอยู่ ถ้าประเทศไทยไม่ยอมรับ ก็ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติบนโต๊ะเจรจาของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ได้ เช่นเดียวกับฝ่ายไทยถ้าเรามีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นนอกจากสันปันน้ํา ถ้าเขมรไม่ยอมรับก็ไม่ใช่สภาพบังคับที่จะทําให้ปัญหานั้นจบ เพราะถ้าไม่มีกลไกตรงนี้ ต่างฝ่ายต่างยึดหลักฐานของตนเอง แล้วไปบังคับต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ต้องมีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หรอกครับ มีเอฟ ๑๖ ดีกว่าครับ

และข้อสุดท้ายก็คือว่า เมื่อเจรจากันแล้ว ในพื้นที่ใดที่สามารถเจรจาหาข้อยุติได้ ลากเส้นแบ่งขึ้นมาได้ ก็ต้องให้ผู้แทนปวงชนทั้งสภาพิจารณาว่าเห็นชอบหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หรือท่านกษิต ภิรมย์ จะไปเซ็นสัญญากับผู้นํา บางชาติ แล้วก็หาผลประโยชน์กันตรงนั้นโดยที่พวกเราไม่รับรู้ ต้องผ่านสภาแห่งนี้ ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ มันขายชาติตรงไหน แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ถูกหยิบยก มาเป็นข้อโจมตีกล่าวหาอยู่ในทุกวันนี้มันใช้ไม่ได้หรือ เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ มันใช้ไม่ได้เพราะไม่มีทาง ที่รัฐบาลไทยซึ่งเราแสดงความคัดค้านในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ที่จะไม่ยอมรับหลักฐาน เรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ทําให้พื้นที่ทับซ้อนเป็นของเขมร เราไม่เคยยอมรับ มันถูกใช้ ตรงนี้ไม่ได้ แล้วมันขายชาติตรงไหน

ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้ายผมมองว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จะเป็นกลไก ขายชาติหรือไม่ มันก็อยู่ด้วย ๒ เหตุผลครับ ๑. ใครเป็นคนใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ และ ๒. ใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เพื่อการใช้ เพื่อการขายชาติ เพื่อการแสวงหาประโยชน์ทับซ้อน ในพื้นที่คาบเกี่ยว เพื่อใช้เป็นประเด็นในการสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองก้าวไปสู่จุดที่เรา ไม่พึงปรารถนา หรือว่าเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มันอยู่ที่เจตนารมณ์ในการใช้ และอยู่ที่คนที่เป็นตัวแทนของประเทศในการใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เป็นกลไก เป็นเครื่องมือ ซึ่งถ้าพิจารณาตรงนี้ผมว่าเส้นทางชีวิตของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ ท่านกษิต ภิรมย์ นับตั้งแต่วันแรกของชีวิตจนถึงวันนี้ เมื่อเทียบกับเส้นทางของคนหลายคนที่กล่าวหาว่า รัฐบาลขายชาติ ผมไม่หวาดระแวงท่านกษิต ผมไม่หวาดระแวงท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมหวาดระแวงคนบางคนครับ ฉะนั้นในฐานะผู้แทนราษฎรก็พยายามจะสื่อสารความเข้าใจ ให้เกิดความเป็นปึกแผ่นในชาติและร่วมแก้ปัญหาที่จะอยู่ร่วมกันกับเพื่อนบ้านได้อย่าง สันติสุข และเหตุการณ์อย่างวันนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

สุดท้ายครับ พื้นฐานที่สําคัญอันหนึ่งก็คือว่าในความขัดแย้ง เราต้องยึดถือ ข้อเท็จจริงมากกว่าความเชื่อ ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าเรามองว่าคนที่คิดต่าง เป็นคนขายชาติ ประเทศไทยจะมีคนขายชาติมากที่สุดในโลกครับ ขอบคุณครับ