สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อภิปรายเรื่องเหตุการณ์หนีตายของคนไทยใน พ.ศ. นี้ โดยระบุว่าปัญหานี้เกิดจากปัญหาในนโยบายการต่างประเทศ และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเสนอแนวคิด "วิน วิน" (Win Win) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการถือแผนที่กันคนละฉบับ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินราษฎรที่เสียหาย

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ไม่น่าเชื่อว่าใน พ.ศ. นี้จะมีเหตุการณ์ที่คนไทยต้องอพยพหนีตายจํานวน ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ก่อนเราเคยเห็นพี่น้องเพื่อนบ้านของเราที่เป็นชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็นทางประเทศพม่าก็ดี หรือในอดีตทางประเทศลาวก็ดี ทางประเทศเวียดนามก็ดี นานไปกว่านั้นอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารประเทศไทย แต่ใน พ.ศ. นี้ไม่น่าเชื่อว่า คนไทยจะต้องหนีตายจากภัยสงคราม นี่แสดงว่าเรามีปัญหาในชั้นนโยบายทางด้าน การต่างประเทศ เพราะมิเช่นนั้นเหตุการณ์นี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเรื่องปกติเหตุการณ์ ต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อเป็นการประหยัดเวลาท่านประธาน หลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วก็ตรงกับสิ่งที่ผมจะได้อภิปราย ผมก็จะข้ามประเด็นนั้นไป เช่น ประเด็น เรื่องคนไทย ๗ คนที่ถูกจับกุม แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายประเด็นนี้ไปจํานวนมาก ผมจะข้าม ประเด็นนี้ไป แต่มีติ่งอยู่และถ้าแก้ไขปัญหาติ่งตรงนี้ไม่ดีไส้ติ่งตรงนี้ก็จะอักเสบ นั่นก็คือ ๒ คนไทยที่ยังถูกคุมขังอยู่ในประเทศกัมพูชา และในขณะเดียวกันพรรคพวกของเขา แนวคิด ของทีมของเขาก็ยังสู้ในสิ่งที่เขาเชื่อ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าแก้ไขปัญหานี้ไม่ดีไส้ติ่งก็จะอักเสบ แล้วก็จะแตกได้

ในประการที่ ๒ ที่ผมจะตั้งข้อสังเกตก็คือว่าผมเห็นใจรัฐบาลที่กําลังมีประเด็น พิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันในประเทศของเราแทนที่จะเป็นปึกแผ่น แต่กลับมีคณะบุคคลซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่าพันธมิตร โจมตีรัฐบาล โจมตีนายกรัฐมนตรี โจมตี ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งจะไปว่าเขาก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะเขาก็เชื่อ ในสิ่งที่เขาเชื่อแต่ทําอย่างไรรัฐบาลถึงจะเจรจาเพื่อให้การทํางานของรัฐบาลซึ่งจะต้องต่อสู้ ในเวทีนานาชาติ มียุทธศาสตร์ไปในแนวทางเดียวกัน หรือมีข้อขัดแย้งให้น้อยที่สุด นี่คือสิ่งที่ เป็นประเด็น และที่เป็นประเด็นมากไปกว่านั้นก็คือการต่อสู้ของกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกับ รัฐบาล เขามีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะแสดงออก และสิ่งที่เขาแสดงออกนั้นเป็นสื่อไปยัง ประเทศเพื่อนบ้านของเราทุกวัน ๆ และในลักษณะที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาระหว่างกัน อย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงว่าความเห็นของคนในประเทศของเรามันไม่เป็นปึกแผ่น เมื่อไม่เป็นปึกแผ่นเราจะไปต่อสู้ให้มีน้ําหนักได้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องคิด และแก้ไขปัญหา ผมใช้คําว่า น่าเห็นใจรัฐบาล ที่ภายในของเราไม่เป็นปึกแผ่น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมองอีกมุมหนึ่งเป็นกงกํากงเกวียนหรือไม่ เพราะท่านกับพันธมิตร ในอดีตที่ผ่านมาเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก รู้ไส้กันทุกคน ร่วมมือกันทํางานการเมือง นอกสภา พันธมิตรถึงกับกล้ากล่าวว่าสนับสนุนให้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้เป็น นายกรัฐมนตรี ดังนั้นก็อยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรีอาศัยความสัมพันธ์เก่า ๆ คุยกับ พันธมิตรให้เป็นเอกภาพให้มากที่สุด ให้ได้ยุทธศาสตร์ที่ตรงกันถึงจะมีพลังขับเคลื่อน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ นี่ข้อสังเกตประการที่ ๒

ข้อสังเกตประการที่ ๓ ก็คือตัวขับเคลื่อนด้านนโยบาย คือท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านกษิต ภิรมย์ โดยส่วนตัว น่าเห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศเป็นที่สุดที่ท่านต้องทําหน้าที่ไปเจรจาความกับประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ ท่านก็รู้ตัวเองว่าเขาไม่ชอบหน้าท่าน นี่คือสิ่งที่น่าเห็นใจที่สุด แต่ในความน่าเห็นใจนั้น มันมีภาษิตไทยบอกว่า คําพูดที่ยังไม่ออกจากปาก ขณะที่ยังไม่ออกจากปากเราเป็นนายมัน แต่เมื่อท่านพูดอะไรออกไปแล้วคําพูดนั้นมันจะมามัดตัวเรา และเป็นนายของท่าน ผมจะไม่พูดถึงในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกเกือบเป็นสิบ ๆ ท่านที่ได้พูดถึง เพราะผมเห็นว่า มากพอแล้ว แต่สิ่งนั้นมันจะติดตัวท่านไปตลอดชีวิต นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่า มีการเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีปรับปรุงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศมาตลอด เพราะเป็นตําแหน่งสําคัญ เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ รองจาก นายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจท่านนายกรัฐมนตรีว่าคงไม่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตําแหน่งนี้ อย่างแน่นอน เพราะถ้าปรับปรุงท่านก็คงจะปรับปรุงไปนานแล้ว แต่ผมมองว่าท่านกษิตยังสามารถทํางานให้กับบ้านเมืองได้อีกหลายมิติ ท่านจะมีประโยชน์ ให้กับบ้านเมืองในสิ่งที่ท่านถนัด ถ้าท่านจะเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง ผมคิดว่ามีเพื่อน สมาชิกหลายท่านได้ขอให้ท่านแสดงสปิริต ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ เพราะผมมั่นใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก แต่ขณะนี้เมื่อเสียงหลายฝ่าย เห็นพ้องต้องกันท่านต้องทําภาระหน้าที่ของท่านตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ผมไม่มีอะไรจะพูดไปมากกว่าประเด็นนี้ที่กล่าวมา

ข้อสังเกตประเด็นที่ ๔ มีการสํารวจความคิดเห็นของประชาชน ของโพล สํานักหนึ่งระบุว่าประชาชนไม่พอใจการทําหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท บริเวณพื้นที่ทับซ้อนถึงร้อยละ ๘๐.๒ ท่านประธานที่เคารพ ร้อยละ ๘๐.๒ แสดงถึง ความห่วงใยของพี่น้องประชาชนว่าขณะนี้ยุคโลกาภิวัตน์บ้านเมืองมันไปถึงไหน ๆ แล้วเรา จําเป็นที่จะต้องทําให้ทั้งภายในและรอบบ้านของเราสงบสุข นานาอารยะประเทศทั่วโลกที่มี เขตแดนติดต่อกันล้วนมีปัญหาเรื่องเขตแดนที่ต้องมีการพิจารณากัน เจรจากัน บางประเทศ ก็เร็ว บางประเทศก็ช้า แต่เดี๋ยวนี้เขามีแนวคิดครับท่านประธาน เขาพัฒนาความคิดว่า ทั้ง ๒ ประเทศจะใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนได้อย่างไร ที่เขาเรียกว่า วิน วิน (Win Win) ทั้ง ๒ ฝ่าย นี่คือสิ่งที่ขณะนี้นานาอารยะประเทศเขาคิดกันในแนวนี้และ จากการให้ความเห็นของท่านยู ออย เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจําประเทศไทย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าสิ่งที่ทําให้เกิดความขัดแย้งจนนําไปสู่การปะทะกัน ตามแนวชายแดน คือการถือแผนที่กันคนละฉบับ นี่คือสิ่งที่ทางท่านเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจําประเทศไทยให้ความเห็นว่าสิ่งที่ทําให้เกิดความขัดแย้งก็คือการถือแผนที่กัน คนละฉบับเพื่อยุติความขัดแย้งควรหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้กรอบการตกลงของเจบีซี นี่คือท่าทีที่เป็นทางการล่าสุดของทางฝ่ายกัมพูชา ผมก็อยากจะฝากข้อคิดว่าทําอย่างไร ถึงจะทําประโยชน์ร่วมกันบนพื้นที่ทับซ้อนเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้ง ๒ ประเทศ เพราะเราไม่อาจยกประเทศไทยของเราหรือยกประเทศเขมรไปที่ไหนได้เลย ต้องอยู่ติดกัน ตลอด ไปมาหาสู่กันเป็นญาติสนิทพี่น้องไปแล้ว

ประการสุดท้ายครับ สิ่งที่อยากจะฝากรัฐบาลก็คือเราจะดูแลบ้านเรือน ทรัพย์สินราษฎรที่เสียหายที่เขาไม่ได้ก่อให้เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีได้อย่างไร ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเอื้ออาทรยังประเทศเพื่อนบ้านที่เขาเสียหายจากการปะทะกัน อย่างไรบ้าง ถ้าเราได้แสดงออกตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ดูของเราเสียหายอย่างเดียว เราดูของเขา เสียหายอย่างไรบ้าง เอื้ออาทรต่อกันมิตรภาพจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ขอฝากเป็นประเด็น สุดท้ายครับท่านประธาน ขอบคุณครับ