สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และเสนอแนวทางในการคลี่คลายปัญหาด้วยวิธีการเจรจาตามกรอบของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ ได้รับฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเสนอแนวทางในการคลี่คลายปัญหาชายแดน ดิฉัน ก็ได้ข้อสรุปว่าต่างก็อยากให้รัฐบาลดําเนินการคลี่คลายปัญหาด้วยวิธีที่สันติ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ รัฐบาลได้ยืนกรานมาตลอดว่าเราจะใช้สันติวิธีในการคลี่คลายปัญหา โดยอยู่บนพื้นฐาน ของการปกป้องศักดิ์ศรีและอธิปไตยของประเทศไทย คําถามก็คือว่า แม้ว่าเราจะคลี่คลาย ปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษขณะนี้ได้ แต่ในระยะยาวเราจะแก้ไข ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาอย่างไร ซึ่งปัญหาข้อพิพาทเขตแดนระหว่างประเทศนั้นก็เป็น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ ประเทศทั่วโลกที่มีเขตแดนติดกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีน-รัสเซีย ประเทศรัสเซีย-อินเดีย ต่างก็มีปัญหา ใช้ระยะเวลาในการคลี่คลาย นับร้อยปี หรือแม้ว่าจะเป็นกรณีเพื่อนบ้านของเรา เช่น ประเทศจีนและประเทศเวียดนาม ก็ใช้เวลาถึง ๒๐ ปีกว่าที่จะตกลงในเรื่องเขตแดนกันได้ ถามว่าประเทศเหล่านั้นในกรณี ประเทศจีนกับประเทศเวียดนามเขาคลี่คลายปัญหาอย่างไร เขาก็เริ่มต้นด้วยการตกลงว่า จะมาสํารวจและจัดทําหลักเขตแดน ก็เหมือนกับที่ประเทศไทยได้เคยทํากับประเทศลาว ประเทศไทยได้ทํากับประเทศพม่า ประเทศไทยได้ทํากับประเทศมาเลเซีย การเริ่มต้นที่จะ ตกลงว่าเราจะมาสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนร่วมกัน ถือเป็นวิธีที่ปฏิบัติอย่างสากลนะคะ สําหรับประเทศไทยกรณีไทย-กัมพูชาก็ได้ตกลงกันไปแล้วในกรณีการลงนามในบันทึก ความเข้าใจ การสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ปี ๒๕๔๓ ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นว่าประเทศไทยและประเทศกัมพูชาจะมาคลี่คลายปัญหาชายแดน ร่วมกัน แต่ก็มีคําถามว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้ทําให้ประเทศไทยเสียดินแดนไปหรือเปล่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้เป็นข้อตกลงร่วมกัน ที่จะสํารวจและจัดทําหลักเขตแดน ไม่เกี่ยวข้องกับการยอมรับการล่วงล้ําเข้ามาในอธิปไตย ของประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมีข้อเสนอว่าการที่จะคลี่คลายปัญหาเขตแดน ในระยะยาวก็คงที่จะเดินหน้าเจรจาในเรื่องเขตแดนแก้ไขข้อพิพาทนี้ ซึ่งความคิดเห็นของ ดิฉันก็คงไม่ใช่เป็นของดิฉันคนเดียวหรอกค่ะ กรรมาธิการของสภาแห่งนี้ก็มีมติที่จะสนับสนุน ให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีการเจรจาตามกรอบของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็ขออนุญาตเอ่ยถึงกรรมาธิการการต่างประเทศนะคะ เราก็ได้มีมติไปหลายครั้งแล้วว่า เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ คือทางออกที่จะคลี่คลายปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แล้วเมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกจากคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยก็ได้กล่าวสนับสนุนและได้เสนอแนะ ถึงวิธีการที่จะคลี่คลายปัญหานี้โดยให้ยึดกรอบการเจรจาตามเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ แต่ก็ยัง มีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้กล่าวว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ พรรคประชาธิปัตย์คงจะกอดเอกสาร ฉบับนี้ไปจนตาย ถ้าพิจารณาหรือลําดับเหตุการณ์ให้ดีจริง ๆ แล้วไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เห็นประโยชน์ของเอกสารฉบับนี้ การลงนามในบันทึก ความเข้าใจระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเริ่มต้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์เมื่อปี ๒๕๔๓ แต่คนที่นําเอ็มโอยูนี้ไปปฏิบัติจริง ผลักดันให้เกิดผลก็คือรัฐบาลชุดต่อมา ก็คงไม่ต้อง เอ่ยนามนะคะว่าเป็นรัฐบาลชุดไหน ซึ่งนั่นก็หมายความว่ารัฐบาลชุดต่อ ๆ มาเห็นคุณค่าและ เห็นประโยชน์ของเอกสารเอ็มโอยูนี้ ในปี ๒๕๔๖ รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการจัดทําแผนแม่บท เพื่อกําหนดแนวทางในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปี ๒๕๔๖ นั้นก็เป็นปีที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาล ชุดนั้นยินดีและมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ในปี ๒๕๔๙ ก็มีการเดินหน้าสํารวจ หาหลักหมุดที่เคยจัดทําขึ้นแล้วในอดีต ปี ๒๕๔๙ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นฝ่ายค้าน ดังนั้นถ้าจะมีการกล่าวถึงว่าพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว เท่านั้นที่เห็นเอ็มโอยูนี้ดี ก็คงต้องยืนยันว่าไม่ใช่นะคะ ส่วนข้อกังวลใจที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าว ไว้ว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นจัดทําโดยบุคคลที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ กิจการชายแดน เป็นการที่คณะรัฐบาลเดินหน้าทําโดยที่ไม่ปรึกษาข้าราชการผู้มีความรู้ ต้องขอเรียนท่านประธานนะคะว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดค่ะ เพราะว่าในการดําเนินการ จัดทําเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นต้องมีส่วนราชการเป็นแม่งานหลักในการยกร่างเอกสารนี้ขึ้น และในการดําเนินการร่างเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้ก็มีทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ ทหารและสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงขอเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและ พี่น้องประชาชนว่าตลอดระยะเวลาที่มีการใช้ร่างเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หรือการผลักดัน การดําเนินการการใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ มีทั้งส่วนราชการและรัฐบาลหลายชุดเห็นด้วย แล้วก็ใช้มาอย่างตลอด ในอนาคตเมื่อสถานการณ์พร้อม บรรยากาศทางการเมืองระหว่าง ประเทศดีขึ้น ดิฉันก็อยากจะสนับสนุนให้รัฐบาลไทย แล้วก็กลไกเจบีซีหรือที่เรียกว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เดินหน้าคลี่คลายปัญหายึดหลักเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เพราะเมื่อในอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรืออีก ๕๐ ปีที่เราคลี่คลายเรื่องเขตแดนได้กับ ประเทศกัมพูชาแล้วพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามชายแดนจะได้อยู่กันอย่างสงบ การท่องเที่ยว ระหว่างประเทศก็จะเกิดขึ้น การค้าระหว่างชายแดนก็จะทําได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดิฉันจึงขอสรุปว่าในระยะยาวนะคะ ในการคลี่คลายปัญหาชายแดนก็ขอให้รัฐบาลเดินหน้า ยึดตามกรอบเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ แล้วก็ ณ ปัจจุบันเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ก็ขอให้ใช้ สันติวิธีตามที่รัฐบาลยืนยัน แล้วก็ให้การดูแลเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็ดูแลในเรื่องของขวัญกําลังใจกับทหารที่เหน็ดเหนื่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ