วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และอธิบายว่าความขัดแย้งนี้มีต้นตออยู่ในอดีตเมื่อฝรั่งเศสยึดครองกัมพูชาและพยายามหาผลประโยชน์จากกัมพูชา รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อไทยและกัมพูชาตกลงกันใช้หลักสัญญาในการแบ่งเขตแดน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ประโยคที่ว่าไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด มันเป็นความจริงที่อยู่ในเพลงชาติผมก็มีความรู้สึกว่าบางครั้ง เพื่อนบางคนอาจจะฟังแล้วไม่สบายใจ ผมอยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีและท่าน รัฐมนตรีกษิตนะครับ ผมเข้าใจดีว่าจากนี้ไปความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกอาจจะกระแทกไปที่ กล่องดวงใจของท่านแรงพอสมควรครับเรื่องประโยคที่ซ้ํา ๆ แต่ถ้าดูด้วยเหตุด้วยผลครับ ผมเป็นคนมีเหตุผลครับ ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้เป็นคนยุแหย่ให้เกิดความขัดแย้ง ด้วยดูนิสัย ส่วนตัวแล้วที่รู้จักกันรู้ว่าท่านเป็นคนรักสงบจริง ๆ แต่อะไรก็แล้วแต่ที่ขัดกับหลักการท่านก็ คงยอมไม่ได้ ดังนั้นผมยืนยันครับในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสมาชิกของ รัฐบาลว่าทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีกษิต ท่านจะต้องเป็นเป้าที่ถูกโจมตีเยอะแต่ผมยืนยันให้ท่านสบายใจครับ ท่านอดทนอดกลั้นว่า คํากล่าวหาว่าท่านเป็นคนที่ทําให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้นไม่จริงครับ แต่ผมเชื่อ ว่ามีบุคคลบางคนและมีบุคคลบางกลุ่มพยายามพูดยุแยงให้เกิดความขัดแย้งโดยให้ท่านเป็น เหยื่อครับ ฉะนั้นท่านใจเย็น ๆ ครับผมเชื่อว่าท่านชนะแน่นอนครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา วันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลายคนพยายามชี้ให้เห็นถึงผลกระทบ เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ลําพังถ้าเราเอาเหตุการณ์ช่วงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ถึงวันนี้มาพูด อย่างเดียวมันไม่พอ เราคงจะต้องสางไปทางประวัติศาสตร์นิดหนึ่งครับเพื่อจะได้เห็นภาพ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และอย่างน้อยผมก็ดีใจว่าการถ่ายทอดทางวิทยุครั้งนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้านเมื่อฟังปะติดปะต่อกันหลาย ๆ ครั้งจะได้มีความเข้าใจถึงผลกระทบไทย-กัมพูชา มากขึ้น ผมอยากจะย้อนไปในอดีตตั้งแต่ประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว ไทย-กัมพูชาก็มีปัญหา กันในยุคนั้นเป็นยุคล่าอาณานิคมครับ ฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคมในการยึดครองกัมพูชาอยู่ ฝรั่งเศสก็พยายามที่จะหาผลประโยชน์เต็มที่จากกัมพูชา แต่ขณะเดียวกันปัญหาของฝรั่งเศส อันหนึ่งก็คือปัญหาเขตแดนที่ฝรั่งเศสครอบงําอยู่ที่มีผลกระทบกับประเทศไทย ถ้าจะสรุป เอาคร่าว ๆ คือปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา มีปัญหามาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมคือฝรั่งเศส เข้ามามีอิทธิพล ท่านประธานจําได้ว่าจนกระทั่งฝรั่งเศสครอบครองกัมพูชา ผลของ อิทธิพลที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ หรือปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ไทยกับฝรั่งเศสได้ตกลงกันทําสัญญาอยู่ ๑ ฉบับ ซึ่งแล้วแต่ถือว่าจะ เรียกว่าเป็นสัญญาระหว่างพระเจ้ากรุงสยามกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างไรก็แล้วแต่พูด ภาษาชาวบ้านสั้น ๆ คือมีสัญญาอยู่ ๑ ฉบับเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ หรือปี ค.ศ. ๑๙๐๔ เพื่อกําหนดไว้ว่าเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นใช้หลักสันปันน้ํา แต่หลังจากนั้นไม่นาน อิทธิพลของฝรั่งเศสก็ยังมีอิทธิพลอยู่ เพราะฝรั่งเศสต้องการพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ก็มีการแลกดินกันไปแลกดินกันมา จนกระทั่งก็มีการเซ็นสัญญาขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ ในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ หรือปี พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยหลักของสัญญาฉบับนี้ก็จะคล้าย ๆ กันคือ ใช้หลักสันปันน้ําในการแบ่งแยกดินแดนของไทยและกัมพูชา ก็เท่ากับว่าอดีตที่ผ่านมา เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ๆ ไทยกัมพูชามีปัญหาต่อกันแต่ตกลงกันโดยใช้หลักสัญญา ๒ ฉบับคือ ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๗ และ พ.ศ. ๒๔๕๐ กําหนดไว้ว่า เขตแดนไทยกัมพูชานั้นใช้หลักสันปันน้ํา แต่เนื่องจากว่าพื้นที่ของไทยกับกัมพูชานั้นติดต่อกัน ยาวถึง ๗๙๘ กิโลเมตร มันจึงมีพื้นที่บางส่วนที่มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนที่พระเจ้า กรุงสยามกับประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้แต่งตั้งขึ้นมาก็คือคณะกรรมการปักปันเขตแดน ของไทยและกัมพูชาได้ทําการสํารวจแล้วก็ปักหลักเขตแดนขึ้นมา ซึ่งในยุคสมัยนั้นได้มีการ ปักหลักทั้งสิ้น ๗๓ หลัก ถ้าเรายึดหลักเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ๆ ที่แล้ว ก็เท่ากับว่าแผ่นดินไทยกับกัมพูชา ถูกกําหนดด้วยหลักเขตแดนประมาณ ๗๓ หลัก ขณะเดียวกันท่านประธานต้องเข้าใจว่า ยุคเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว เขตเทือกเขามันไกลมาก มันอยู่โน่น เมื่อมันอยู่โน่นคนไม่สามารถ จะกําหนดได้ว่าตําแหน่งที่จะปักหลักเป็นอย่างไร เลยตกลงกันเป็นหลักการไว้ว่า ใช้หลัก สันปันน้ํา