วรงค์ เดชกิจวิกรม พูดเรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลตกลงเขตแดนระหว่างสองประเทศตามสัญญาเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สิ่งที่ผมกราบเรียน กับท่านประธาน เป็นเรื่องสําคัญครับ ที่เป็นส่วนทําให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่ ศึกษาประวัติศาสตร์เราก็ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง และเราจะต้องวางตัว หรือวาง บทบาทฐานะของประเทศอย่างไรบ้าง ผมเท้าความต่อ หลังจากที่ไทย-เขมร ได้มีการตกลง สัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เขมรได้เอกราชจาก ฝรั่งเศส หลังจากที่เขมรได้เอกราชจากฝรั่งเศส ความฮึกเหิมในชาติเกิดขึ้นแน่นอนครับ ความขัดแย้งระหว่างเขมรกับไทยก็ต้องคุกรุ่นขึ้นมา มีการเรียกร้องดินแดนที่เรียกว่า ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทพระวิหาร จนกระทั่งทางเขมรเองหรือกัมพูชาได้เอาประเด็นนี้ ไปร้องต่อศาลโลก ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ และปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ทางศาลโลกก็ได้วินิจฉัยครับ ท่านประธานครับ อยากให้เพื่อนสมาชิกตั้งใจฟัง ได้รับรู้ว่านี่คือประวัติศาสตร์และมีผลต่อ ปัจจุบันนี้ ศาลโลกได้วินิจฉัยได้ ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ ศาลโลกได้กําหนดไว้ว่า ปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา ข้อที่ ๒ ศาลโลกได้กําหนดไว้ว่า ให้กองกําลังของไทย ก็คือทหารและตํารวจ ถอนกลับประเทศไทย และข้อที่ ๓ คือ ได้วินิจฉัยว่าเราจะต้องส่งคืนวัตถุโบราณ เขากําหนดไว้ ๓ ข้อ แต่อีก ๒ ข้อ ที่เขมรร้องไว้ ๒ ข้อนั้น ศาลโลกไม่ได้วินิจฉัย ก็คือเรื่องแผนที่แล้วก็ เขตแดน เท่ากับว่าศาลโลกก็ไม่ได้กําหนดเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่ เป็นเรื่องของไทย-กัมพูชาจะต้องเจรจากันเอง ซึ่งไทยเองก็ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลโลก หลังจากนั้นผ่านมา ท่านประธานครับ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ผมจําได้คนไทยเสียใจกันทั้งประเทศ ว่าเราสูญเสียแผ่นดินนี้ไป แต่ก็ไม่เป็นไร ความขัดแย้งไทยกับเขมรหรือกัมพูชาก็มีความ ขัดแย้งกันมาตลอด แต่บังเอิญเป็นความขัดแย้งของในประเทศของกัมพูชาเองที่รุนแรงกว่า ท่านประธานคงจะทราบถึงเขมร ๓ ฝ่าย ซึ่งเป็นการสู้รบในประเทศเอง ผลพวงของความ ขัดแย้ง ณ วันนั้น มีการอพยพของประชาชนของเขมรเข้ามาสู่ในแผ่นดินของไทยเรา แล้วเรา ก็เชื่อว่าการอพยพของผู้คนจากฝั่งเขมรมาสู่แผ่นดินไทยอาจจะทําให้เสาหลักต่าง ๆ ที่แบ่ง เขตแดนไทยกับเขมรมีการเคลื่อนย้าย ย้ายไปย้ายมา ทําให้เกิดผลกระทบตามมาก็คือ ในหลาย ๆ พื้นที่ คนของเขมรก็บุกรุกเข้ามาอยู่ในแผ่นดินของไทย ขณะเดียวกันเขาก็เชื่อว่า ในหลาย ๆ พื้นที่คนของไทยเองก็ไปอยู่ในแผ่นดินของเขมร เนื่องจากว่าเขตหลักแดนมีการ เคลื่อนไปเคลื่อนมา ท่านประธานครับ หลังจากนั้นมาแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ วันนั้นท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ในยุคนั้นเองท่านนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นท่านก็ เข้าใจดีว่าความขัดแย้งเรื่องเขตแดนไทย-เขมรจะต้องหาทางออก วันนั้นนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีการลงนามในแผนการร่วม เพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันจัดทํา หลักเขตแดนทางบก เพื่อให้มีความชัดเจนนะครับว่า เขตแดนทางบกของไทยกับเขมรตกลงอย่างไรกันแน่ จนกระทั่งนําไปสู่ในการประชุมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ หลังจากมีการประชุมไป ๑ ครั้ง ไทยและ เขมรจึงมีการตกลงร่วมกันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทําสัญญาขึ้นมา ๑ ฉบับ ซึ่งสัญญา ฉบับนั้นก็ใช้คําว่า เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็คือบันทึกความเข้าใจในการสํารวจและปักหลักเขตแดน ทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา นี่จึงเป็นที่มาที่ผมต้องการจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้คําว่า เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หรือการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา มันมีผลพวงจากอดีต ที่ผ่านมาถึงความขัดแย้งว่าพื้นที่ต่างฝ่ายต่างรุกกันไปรุกกันมาและไม่รู้ว่าตําแหน่งที่ถูกต้อง มันอยู่ตรงไหน เพื่อหาตําแหน่งที่ถูกต้อง ดังนั้นโดยหลักการของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ที่ผมจําเป็นต้องอธิบายให้ท่านประธานฟัง เนื่องจากว่าอาจจะมีกลุ่มพี่น้องภาคประชาชน บางกลุ่มไม่มีความเข้าใจและมีการเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรียกเลิกเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เพราะเป้าหมายสาระหลักของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็คือการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน ไทย-กัมพูชา ก็คือเจบีซี (JBC) เพื่อทําการสํารวจและปักหลักเขตแดน ขณะนี้เรามีหมุดอยู่ ๗๓ หมุดครับ ของฝั่งไทยเราเองเราก็เอาโฉนดแผ่นดินของไทยมา ๒ ฉบับ โฉนดแผ่นดิน ของไทย ฉบับที่ ๑ ก็คือสัญญา ปี ๑๙๐๔ โฉนดแผ่นดินของไทย ฉบับที่ ๒ คือสัญญา ปี ๑๙๐๗ บังเอิญในการหาหมุด ๗๓ หลักนี้ ทางกัมพูชาเองก็เอาโฉนดแผ่นดินของเขา ออกมาเหมือนกัน แต่บังเอิญโฉนดแผ่นดินของเขาคือ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่า ระวางแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝรั่งเศสทําให้กัมพูชา มีอยู่ถึง ๑๑ ระวาง และปัญหาที่เราคาใจก็คือระวางดงรักที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แสดงออกหลายครั้งว่า ระวางดงรักนี้ เราไม่รับนะ คืออย่างน้อยก็ถือโอกาสนี้เรียนให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้รับรู้ว่า ในการทําเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เงื่อนไขในข้อ ๑ มี ๑ ก ๑ ข ๑ ค เงื่อนไขในข้อ ๑ ก็คือ เงื่อนไขในการเอาโฉนดแผ่นดิน ต่างฝ่ายต่างเอาโฉนดแผ่นดินของตัวเองมา แล้วมาดูสิว่า เวลาตั้งคณะทํางานขึ้นมาดูแล้วนี่เอาโฉนดมากางดู โฉนดของเรามี ๒ ฉบับคือ ๑๙๐๔ และ ๑๙๐๗ ของเขมรคือ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่เราบอกไว้แล้วว่า ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตัวที่เรียกว่า ระวางดงรักนั้นเราไม่รับ เราไม่เห็นพ้อง ซึ่งต้องการประกาศความชัดเจนให้กับเพื่อนสมาชิก ทุกท่านได้รับรู้ด้วยว่า แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรักนั้น ทางรัฐบาลไทยไม่เห็นชอบ ในการเอาเป็นเงื่อนไขในการสํารวจหลักหมุด ๗๓ หลัก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ว่าหลังจากที่ทําการสํารวจหลักหมุดเมื่อปี ๒๕๔๙ เราพบหลักหมุดทั้งหมดประมาณ ๔๘ หลัก และเห็นพ้องต้องกัน ๓๓ หลัก ซึ่งยังมี ๑๕ หลักที่จะต้องพูดคุยอีกเยอะ และเพื่อให้ประธานเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า ทางเทคนิคในการทํางานของคณะกรรมการ ในการสํารวจหลักเขตแดนไทย-กัมพูชามีขั้นตอนในการทํางานทั้งสิ้น ๕ ขั้นตอน ซึ่งขั้นตอน ที่ ๑ ก็คือค้นหาหลักเดิม ซึ่งหลักเดิมขณะนี้ค้นหาได้แล้ว ๔๘ หลักอย่างที่ผมกราบเรียน ไปแล้ว กําลังจะนําไปสู่ขั้นตอนที่ ๒ ซึ่งขั้นตอนที่ ๒ ก็คือการจัดทําแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อจะได้เห็นภาพรวมของพื้นดิน ๗๙๘ กิโลเมตร ที่ไทย-กัมพูชามีรอยต่อติดต่อกัน และเข้าสู่ ขั้นตอนที่ ๓ ก็คือกําหนดแนวทางที่จะสํารวจ และขั้นตอนที่ ๔ ก็คือเดินสํารวจจริง ๆ เลยว่า หลักมันอยู่ตรงไหนและสุดท้าย ขั้นตอนสุดท้ายคือปักหลักจริง ๆ เมื่อเราได้หลักจริง ๆ แล้ว จากนั้นไปแล้วเราก็จะเห็นแนวของแผ่นดินไทย แนวของแผ่นดินเขมร ในเงื่อนไขที่ตกลงกัน ไว้ว่าเมื่อเราทําครบ ๕ ขั้นตอนนี้แล้วจะต้องผ่านรัฐสภา เมื่อผ่านรัฐสภาเห็นชอบเป็น สนธิสัญญาระหว่างประเทศ แผ่นดินไหนเป็นของไทย เป็นของเรา แผ่นดินไหนเป็นของเขมร คนเขมรก็ต้องไปอยู่ของเขมร ของใครของมัน หลายคนบอกว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จะทําให้ ประเทศไทยเราเสียดินแดน อันนั้นไม่เป็นความจริงครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเป็นการ ประโคมข่าวทําให้ประชาชนสับสน การไม่มีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เท่ากับว่าเพื่อนพี่น้อง ประชาชนคนเขมรอพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยอยู่ไปนานวัน ๆ เขาประกาศยึดได้ทันที แต่การที่มีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ มันชัดเจนครับ วันใดที่คณะกรรมการเจบีซีทําหน้าที่เสร็จ หาหลักหมุดเสร็จ ลากเส้นตรงตามหลักต่าง ๆ แล้ว ใครเหลื่อมเข้ามากลับไปอยู่บ้านตัวเอง เราเหลื่อมเข้าไปของเขา เรากลับมาอยู่บ้านของเรา ดังนั้นอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า เงื่อนไขของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ รัฐบาลยังมีความจําเป็น หลายคน อาจจะเข้าใจผิดว่าตอนเราเป็นฝ่ายค้านเราไม่เห็นด้วยกับเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ไม่จริงครับ เพียงแต่ว่าเราไม่เห็นด้วยกับแผนที่ระวางดงรัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เฉพาะระวางดงรักเท่านั้นเอง แต่ในการดําเนินการตามเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ยังมีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการตามนั้น เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานถึงข้อเท็จจริงว่าการมีเอ็มโอยูจะทําให้ ประเทศไทยเรานั้นไม่เสียดินแดน วันนี้ปัญหาอยู่ตรงนี้ว่าความขัดแย้งในประเทศเป็น ส่วนอันหนึ่งที่นําไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจจะมีคนไทยบางส่วนพยายามกระตุ้น ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับเขมร ผมก็เชื่อว่าทั้งท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเองยืนยันชัดเจนว่าเราต้องการเกิดความ สมานฉันท์ ความสมานฉันท์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะท่านประธานก็ทราบนะครับว่า ในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ในอาเซียนก็จะเป็นฟรี เทรด แอเรีย (Free Trade Area) ก็เท่ากับว่า ทุกคนจะต้องไปมาหาสู่กันได้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น การทะเลาะกันนั้นไม่ได้ประโยชน์ ครับ แต่เมื่อมันเกิดความจําเป็นขึ้นมา ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ท่านประธานคงจะทราบดีว่า หลายกระแสข่าวยืนยันออกมาชัดเจนว่าทหารไทยถูกกระทําจากฝ่ายตรงข้ามก่อน แล้ว ณ ถึงวันนี้แล้วผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในข้อเท็จจริงมันจะสืบ อย่างไรก็แล้วแต่ ในความเป็นคนไทยด้วยกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องปกป้องหวงแหน อธิปไตยของแผ่นดินไทย แต่บังเอิญในข้อเท็จจริงครั้งนี้ทหารไทยถูกกระทําก่อน และ อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าการกระทําของฝ่ายตรงข้ามที่ทํากับประชาชน คนไทยเป้าหมายนั้นไม่ใช่เป็นเป้าหมายทางการทหารอย่างเดียว แต่เป็นการกระทํากับ เป้าหมายทางพลเรือน ท่านประธานคงจะเห็นภาพในโทรทัศน์ว่ามีโรงเรียน อาคารบ้านเรือน ของพี่น้องประชาชนที่ถูกกระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายตรงข้าม แต่ที่ฝ่ายทหารของเราเองนั้น เป้าหมายในการกระทํานั้นเป็นการกระทําตามเป้าหมายที่เรียกว่าพื้นที่ของทางความมั่นคง หรือพื้นที่ทางการทหาร ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเอาเรื่องนี้กราบเรียนท่านประธาน เพื่อประจานให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยได้รับทราบว่าวันนี้ทหารไทยของเราได้ทําหน้าที่ ในการรักษาอธิปไตยอย่างสมเกียรติและสมศักดิ์ศรี ผมมีมุมมองที่น่าสนใจนิดเดียวครับ ท่านประธาน บังเอิญได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์ และผมถือว่าในฐานะที่เราเป็นสมาชิก รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่สําคัญอันหนึ่งพวกเราก็คือหน้าที่ในการพิทักษ์รักษา หวงแหนแผ่นดินของไทย และผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศก็คงมีความรู้สึกจะพิทักษ์รักษา หวงแหนแผ่นดินไทยเช่นกัน เราจําเป็น ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการดูแลปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีความพยายามที่จะโยงว่า นี่คือสงคราม หลายคนบอกว่านี่คือสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา ถ้าเราไปใช้ประโยคนี้เท่ากับ ว่าเราจะไปเข้าทางเขมร เขมรกับไทยตีกันก็เหมือนกับนักเรียนชั้น ป. ๖ กับนักเรียนชั้น ป. ๒ ตีกัน นักเรียนชั้น ป. ๖ กับ ป. ๒ ตีกัน ป. ๖ ก็มีโอกาสชนะกว่า ก็เหมือนประเทศไทย มีโอกาสชนะเขมร แต่เด็ก ป. ๒ ชอบไปฟ้องครูใหญ่ ครูใหญ่ในที่นี้ก็คือหมายถึง สหประชาชาติ ท่านประธานคงจะทราบดีนะครับว่าทางเขมรเองเขาก็พร้อมที่จะฟ้องครูใหญ่ อยู่เรื่อย ๆ จึงเป็นหน้าที่ของเราเองในการที่จะทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั่วโลก ได้รับรู้ว่าเราไม่ได้รังแกกัมพูชา เราไม่ได้รังแกเขมร แล้วอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน นะครับว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์กับแผ่นดินไทย วันนี้ผมเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างไทย-เขมร คงไม่ได้หมายถึงว่าเราคนละพรรคจะต้องคิดไม่ตรงกัน หน้าที่ของเราต้องคิดให้ตรงกันครับว่า เราจะต้องหวงแหนอธิปไตยของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่แผ่นดินไทย ผมเรียกร้องเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าให้ใช้ความขัดแย้งนี้ว่าเป็นการปะทะชายแดนระหว่างไทย กับกัมพูชา และผมก็เชื่อว่าประโยคที่เราใช้แบบติดปากว่าความขัดแย้งนี้คือการปะทะ ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา จะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินไทย ดังนั้นเกิดถ้าใครพยายาม ผสมโรงว่านี่คือสงคราม นี่คือสงคราม ผมถือว่าคนคนนั้นที่พยายามพูดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รัก ประเทศไทย ผมมีข้อสังเกตที่อยากกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าวันนี้ทหารหาญ ของไทยหลายท่านก็เสียชีวิต หลายท่านก็บาดเจ็บสาหัส พี่น้องประชาชนเสียชีวิต พี่น้อง บางคนบาดเจ็บสาหัส ผมก็เชื่อว่ารัฐบาลเอง ตลอดจนพวกเราทุกคนต้องให้กําลังใจทหาร ในการที่จะปกปักษ์รักษาอธิปไตยของประเทศไทยเรา และที่สําคัญที่สุดก็คงจะเรียนกับทาง รัฐบาล เพราะเมื่อวานนี้ผมทราบว่าข้อมูลที่ได้รับเมื่อวานมีการอพยพของประชาชนประมาณ ๑๔,๐๐๐ คน แล้วก็มีจุดที่ต้องการให้ประชาชนอยู่อาศัยประมาณ ๒๑ จุด แต่ข่าวตอนเช้า ตัวเลขสูงขึ้นมาถึง ๓๐,๐๐๐ คน ก็เลยอยากจะเรียนไปทางรัฐบาลว่ารัฐบาลต้องลงไปดูแล ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ผมไม่มั่นใจว่าตัวเลข ๓๐,๐๐๐ คน เป็นตัวเลขทางโทรทัศน์จะถูกต้องหรือไม่ และท้ายที่สุดที่อยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศว่าผมฟังบทวิเคราะห์เมื่อเช้านี้จากหลาย ๆ สถานี ทุกคนบอกว่า สงครามคงจะไม่ลามปามไปมากกว่านี้ แต่สิ่งที่จะขยายไปมากกว่านี้คือสงครามทางการทูต ผมเชื่อมือท่านครับว่าท่านจะสามารถทําหน้าที่ตรงนี้ได้ดี คืออย่างน้อยการทําความเข้าใจกับนานาชาติ การทําความเข้าใจกับยูเอ็น (UN) หรืออาเซียน (ASEAN) เองว่าประเทศเราไม่ได้เป็นคนรังแกใคร แต่เราเป็นคนที่ปกป้องอธิปไตยของไทย ครับ และท้ายที่สุดจริง ๆ ครับว่าวันนี้เราต้องร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจนะครับ ท่านประธาน ครับ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. พรรคไหน ฝ่ายไหน ประชาชนกลุ่มไหน สีไหน ในการดูแลอธิปไตย ของชาติเราจะต้องร่วมมือกันให้เป็นเอกภาพ เพื่อจะเชื่อมั่นในการนําของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะนําพาประเทศเราในการรักษาอธิปไตยของชาติครับ ขอบคุณครับ